คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ห้องแสดงนิทรรศการ

นิทรรศการ “ICONOSTASIS” ศิลปกรรมในยุคปัญญาประดิษฐ์ จาก 8 ศิลปินนานาชาติและไทย

21/05/2026

MOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ “ICONOSTASIS: No Masters, No Icons”
 รวบรวม 8 ศิลปินนานาชาติและไทย ตอกย้ำคุณค่าของงานศิลปกรรมที่เกิดจากทักษะและฝีมือในยุคปัญญาประดิษฐ์ จัดแสดง ชั้น G โถงเอเทรียม และห้องนิทรรศการชั่วคราว 1, 2 และ 3 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569MOCA BANGKOK ภูมิใจนำเสนอ ICONOSTASIS: No Masters, No Icons นิทรรศการสำคัญที่รวบรวมศิลปินนานาชาติ 4 คน และศิลปินไทย 4 คน เพื่อนำเสนอคำถามร่วมสมัยในยุคปัญญาประดิษฐ์ว่า เมื่อภาพถูกผลิตได้แทบจะทันทีจากข้อความคำสั่ง งานศิลปกรรมที่อาศัยการฝึกฝนและการลงมือทำจริงยังมีน้ำหนักอย่างไรในสายตาสังคม จัดแสดง ชั้น G โถงเอเทรียม และห้องนิทรรศการชั่วคราว 1, 2 และ 3 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569MOCA BANGKOK ตอบคำถามนี้ด้วยนิทรรศการ ICONOSTASIS ซึ่งรวบรวมศิลปินนานาชาติ 4 ท่านและศิลปินไทย 4 ท่าน เพื่อยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ความชำนาญที่แท้จริง ไม่อาจถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ได้นิทรรศการใช้ชื่อ ICONOSTASIS มาจากคำว่า Iconostasis ผนังภาพไอคอนในโบสถ์คริสต์ตะวันออก ซึ่งทำหน้าที่กั้นพื้นที่ของผู้ร่วมพิธีออกจากเขตศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับผนังศักดิ์สิทธิ์ที่ยกย่องบุคคลสำคัญทางศาสนา ICONOSTASIS จึงเลือกยกย่องศิลปินร่วมสมัยผู้ผ่านการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ และมี
อัตลักษณ์ทางทัศนศิลป์ที่ชัดเจน ได้แก่ มู พัน (Mu Pan) ศิลปินไต้หวัน-อเมริกัน อเลสซานโดร 
ซิโอลเดอร์ (Alessandro Sicioldr) จากอิตาลี สเตฟาน บลองเกต์ (Stéphane Blanquet) จากฝรั่งเศส กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck) จากเบลเยียม รวมถึง กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง อานนท์ เลิศพูลผล และ สุวัฒน์ บุญธรรมภายในนิทรรศการนำเสนอผลงานจิตรกรรมมากกว่า 120 ชิ้นจากคอลเลกชันส่วนตัวในประเทศไทย พร้อมผลงานใหม่ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษโดยศิลปินทั้ง 8 ท่าน จุดเด่นของนิทรรศการคือ ผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall) ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า เป็นผลงานร่วมของศิลปินทั้งแปด เหนือผลงานดังกล่าวจะจัดแสดงจิตรกรรมขนาดเล็กจำนวน 56 ชิ้นจากศิลปินรุ่นใหม่ของไทย ซึ่งคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศ การจัดวางแบบไล่ระดับขึ้นนี้สื่อถึงการสืบทอดความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น ในฐานะขนบที่ยังคงมีชีวิตอยู่ศิลปะหลังยุคปัญญาประดิษฐ์ตลอดสามปีที่ผ่านมา การสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์จากข้อความคำสั่งกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง เพียงพิมพ์คำไม่กี่คำ ภาพ เสียง และแนวคิดจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นได้แทบจะทันที เทคโนโลยีเรียนรู้ต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้นจากการใช้งานของผู้คน และค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมสมัย ทั้งในฐานะเครื่องมือ และทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ความเป็นผู้สร้างสรรค์ในวันนี้หมายถึงอะไรบางคนมองสิ่งนี้เป็นภัยคุกคาม แต่เวย์น ทร็อบ (Wayn Traub หรือ Director Jacq) ภัณฑารักษ์ของ ICONOSTASIS กลับมองเห็นโอกาส “ในช่วงที่เทคโนโลยีภาพถ่ายถือกำเนิดขึ้น การวาดภาพเหมือนจริงย่อมถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง แต่ศิลปินที่แข็งแรงพอเลือกปรับตัว และศิลปะสมัยใหม่จึงเกิดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ภัณฑารักษ์ และศิลปิน ผู้พัฒนาแนวคิดนิทรรศการนี้ร่วมกับนักสะสม คุณอุเทน พัฒนานิพล “สิ่งที่ดูเหมือนวิกฤตในวันนั้นกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยน เราเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้เกิดสิ่งเดียวกัน คือทำให้งานที่ผลิตซ้ำตามสูตรค่อย ๆ จมหายไป และทำให้ศิลปินตัวจริงต้องพัฒนาภาษาและวิธีทำงานของตนเองต่อไป”ศิลปินใน ICONOSTASIS คือผู้ที่อยู่แถวหน้าของความเปลี่ยนผ่านนี้ พวกเขาสั่งสมความชำนาญจากการทำงานจริงมาเป็นเวลานาน จนความชำนาญนั้นค่อย ๆ กลายเป็นภาษาเฉพาะตัว ภาษาแบบที่ไม่ต้องอธิบายมาก แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นของใคร เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดจากทางลัด หากเกิดจากความกล้าในการยืนอยู่กับงานของตัวเอง การทบทวนตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการลองผิดลองถูกอย่างไม่ยอมแพ้ ผลงานจึงยืนยันตัวเองได้ด้วยคุณภาพ และยังคงเติบโตต่อไปเวย์น ทร็อบ กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางกระแสของงานภาพสำเร็จรูปที่ไร้ตัวตน ซึ่งกำลังจะหลั่งไหลเข้ามา งานศิลปกรรมที่อาศัยฝีมือและมีเอกลักษณ์จะยิ่งมีคุณค่ามากกว่าเดิม นี่คือปรมาจารย์รุ่นใหม่ที่ทำให้คำว่า ‘ฝีมือ’ กลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง”เกี่ยวกับนิทรรศการ  ICONOSTASIS เริ่มจากความคิดที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงมาจากความชำนาญ และความชำนาญนั้นเกิดจากการฝึกฝนที่ยาวนานบนฐานของขนบ หัวใจของนิทรรศการคือ Iconostasis wall ผนังผลงานขนาดใหญ่ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า ผู้ชมจะเดินผ่านผนังนี้เพื่อเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงด้านใน เหมือนการเดินผ่าน “ประตู” ที่พาเราเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ถัดจากการเลียนแบบ ไปสู่สิ่งที่ศิลปินค่อย ๆ สร้างขึ้นเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน ผลงานของนักศึกษาจำนวน 56 ชิ้นที่จัดวางอยู่ด้านบนคือภาพของความตั้งใจและความต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ที่กำลังฝึกมือ เดินตามรอยของแนวทางที่ส่งต่อกันมา นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นจากผลงานในคอลเลกชันส่วนตัวสองชุด ที่ถูกคัดสรรและสะสมต่อเนื่องมาหลายปี เวย์น ทร็อบ ในฐานะภัณฑารักษ์ติดตามและสะสมผลงานของ มู พัน อเลสซานโดร ซิโอลเดอร์ สเตฟาน บลองเกต์ และ กี สลับบิงค์ มาอย่างยาวนาน ต่อมา ผ่านคุณอุเทน พัฒนานิพล นักสะสมผู้สนใจศิลปะร่วมสมัยไทยแนวฟิกเกอร์ราทีฟ เขาได้พบศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีพลังและความเข้มข้นในระดับเดียวกัน ได้แก่ กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง และ อานนท์ เลิศพูลผล “จากตรงนั้น แนวคิดของนิทรรศการจึงค่อย ๆ ชัดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว “เราอยากให้ศิลปินนานาชาติและศิลปินไทยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นว่า ยังมีศิลปะที่ยืนอยู่ได้ด้วยมือมนุษย์ และด้วยความชำนาญที่ผ่านการทำงานจริง”ศิลปินนานาชาติ• มู พัน (Mu Pan) ไต้หวัน-อเมริกัน
• อเลสซานโดร ซิโอลเดอร์ (Alessandro Sicioldr) อิตาลี
 • สเตฟาน บลองเกต์ (Stéphane Blanquet) ฝรั่งเศส
 • กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck) เบลเยียมศิลปินไทย
 • กิตติศักดิ์ เทพเกาะ
 • ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง
 • อานนท์ เลิศพูลผล
 • สุวัฒน์ บุญธรรมพร้อมศิลปินรุ่นใหม่ 56 คน ที่ได้รับคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศไฮไลต์นิทรรศการผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall)หัวใจของนิทรรศการคือ ผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall) ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า ติดตั้งผลงานของศิลปินทั้ง 8 ท่าน เหนือผลงานดังกล่าวจะจัดแสดงจิตรกรรมขนาดเล็กจำนวน 56 ชิ้นของศิลปินรุ่นใหม่ไทย ซึ่งคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศ การจัดวางแบบไล่ระดับขึ้นนี้สื่อถึงการส่งต่อความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น ในฐานะขนบที่ยังคงมีชีวิตอยู่มู พัน (Mu Pan) ศิลปินชาวไต้หวัน-อเมริกันศิลปินที่ได้รับความสนใจอย่างมากบนเวทีนานาชาติ ร่วมแสดงนิทรรศการในประเทศไทยเป็นครั้งแรกใน ICONOSTASIS ผลงานของเขาเป็นภาพเล่าเรื่องที่ละเอียดซับซ้อน วางรายละเอียดแน่น ผสานเทคนิคจิตรกรรมจีนแบบคลาสสิกเข้ากับจินตภาพร่วมสมัย การนำเสนอผลงานของมู พัน ในไทยครั้งนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับนักสะสมและผู้ชมที่ติดตามศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติโอเบลิสก์ไม้สูง 12 เมตร ของ สุวัฒน์ บุญธรรมสุวัฒน์ บุญธรรม นำเสนอประติมากรรมไม้รูปโอเบลิสก์สูง 12 เมตร แกะสลักด้วยมือทั้งชิ้น ใช้เวลาทำงานต่อเนื่องตลอดหนึ่งปี ผลงานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นแก่นของความชำนาญที่เกิดจากเวลา ทั้งวินัย ความอดทน และความละเอียดแม่นยำที่สั่งสมจากการทำงานจริง เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าโอเบลิสก์ชิ้นนี้ ผู้ชมจะสัมผัสได้ทันทีว่า “ฝีมือ” ยังมีน้ำหนักเพียงใด และอดไม่ได้ที่จะถามว่า ปัญญาประดิษฐ์จะสร้างสิ่งที่เกิดจากมือและเวลาลักษณะนี้ขึ้นมาแทนได้จริงหรือไม่ กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck)กี สลับบิงค์ ศิลปินชาวเบลเยียมที่มีการวาดภาพสดภายในพื้นที่จัดแสดงใน 3 สัปดาห์แรกของการจัดการนิทรรศการ บนผืนผ้าใบขนาด 8 x 3 เมตร ผลงานชิ้นนี้พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์การเดินทางในประเทศไทยตลอดสองปีที่ผ่านมา ผู้ชมจะได้เห็นภาพค่อย ๆ เปลี่ยนจากร่องรอยแรกของพู่กันไปสู่ภาพขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตรงหน้า เป็นโอกาสที่หาได้ยากในการได้เห็นกระบวนการทำงานของศิลปินอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ต้นจนจบข้อมูลนิทรรศการ
ชื่อนิทรรศการ: ICONOSTASIS: No Masters, No Icons
สถานที่: MOCA BANGKOK 499 ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
ระยะเวลาจัดแสดง: 8 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569เวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ฯ: 10:00 น. ถึง 18:00 น. (ปิดวันจันทร์)
การเข้าชม: รวมอยู่ในบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ปกติแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000046312

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

อันซีนแม่ฮ่องสอน “บ่อกินรี” อัญมณีสีมรกตแห่งสาละวิน 1 ปีมีแค่ครั้ง!

21/05/2026

ชวนชมความงามสุดอันซีนของ “บ่อกินรี” ที่ซ่อนตัวอยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะสามารถชมได้เพียงครั้งเดียวในหนึ่งปี ในช่วงหน้าแล้งแบบนี้เท่านั้นภาพจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินเฟซบุ๊กเพจ PR กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ภาพความสวยงามของ “บ่อกินรี” ใน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมให้ข้อมูลว่า​ใครที่กำลังมองหาพิกัดที่เที่ยว Unseen แบบเอ็กซ์คลูซีฟ วันนี้เราขอพาไปทำความรู้จักกับ "บ่อกินรี" แหล่งท่องเที่ยวสุดตระการตาที่ซ่อนตัวอยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่บอกเลยว่าสายรักธรรมชาติห้ามพลาดเด็ดขาด!ภาพจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน​1 ปีเห็นได้แค่ครั้งเดียว ความพิเศษสุดๆ ของที่นี่คือ จะเปิดให้ชมความสวยงามและปรากฏโฉมให้เราเห็น เฉพาะในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น! เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำสาละวินลดระดับลง โขดหินและแอ่งน้ำที่ซ่อนอยู่ก็จะเผยความสวยงามออกมา ส่วนในฤดูฝน บ่อจะจมหายลงไปอยู่ใต้ระดับน้ำของแม่น้ำสาละวิน​ปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดล้ำ บ่อกินรีมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำหินปูนธรรมชาติ ที่เกิดจากการรังสรรค์ของการกัดเซาะระหว่างกระแสน้ำและหินมาอย่างยาวนานภาพจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน​สระน้ำสีมรกต ไฮไลต์สำคัญคือความสวยงามของแอ่งน้ำใสสีมรกต ท่ามกลางบรรยากาศของโขดหิน ธรรมชาติป่าไม้เขียวขจี และภูเขาที่โอบล้อมอย่างงดงามลงตัว​ที่มาของข้อมูล: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียงภาพจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000047296

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ จับมือ ศูนย์ศรีพัฒน์ มช. ย้ำความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วย Low-dose CT (LDCT)

18/05/2026

เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน พร้อมยกระดับการตรวจสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเทคโนโลยี Low-dose CT Scan (LDCT) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่มีความไวสูง สามารถตรวจพบความผิดปกติหรือก้อนขนาดเล็กในปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้ยังไม่แสดงอาการ และใช้ปริมาณรังสีต่ำกว่าการทำ CT Scan แบบทั่วไป จึงมีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการตรวจในระยะยาว เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ เอไอเอ ได้ร่วมมือกับ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็น โรงพยาบาลในโครงการ AIA Smart Network จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด การตรวจคัดกรองด้วย Low-dose CT Scan (LDCT) และแนวทางการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม โดยได้รับเกียรติจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งปอด อาทิ แพทย์ระบบทางเดินหายใจ รังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ และแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา ร่วมถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างรอบด้านคุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ศูนย์ศรีพัฒน์เป็นโรงพยาบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงใหม่และประชาชนในภาคเหนือมาอย่างยาวนาน ด้วยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย อีกทั้งยังเป็นโรงพยาบาลในโครงการ AIA Smart Network ที่มีผลงานด้านการดูแลลูกค้าเอไอเออยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศ ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งในการยกระดับคุณภาพการรักษาไปด้วยกัน กิจกรรมในวันนี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพปอด ในนามของเอไอเอจึงอยากส่งเสริมให้คนไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือให้ความสำคัญกับการป้องกันและการตรวจสุขภาพเชิงรุก และเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วย Low-dose CT เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง”กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นการต่อยอดความร่วมมืออย่างต่อเนื่องหลังจากที่เอไอเอและศูนย์ศรีพัฒน์ ฯ ได้ร่วมจัดกิจกรรม Open House แก่พลังตัวแทนและลูกค้าเอไอเอ เพื่อเปิดโอกาสให้เยี่ยมชมศักยภาพด้านสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และการใช้เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยในหลากหลายสาขา โดยความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงเป้าหมายร่วมกันของเอไอเอและศูนย์ศรีพัฒน์ ฯ ในการยกระดับการดูแลสุขภาพของคนไทย จากการตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐานไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นขยายการรณรงค์ด้านการตรวจคัดกรองและการให้ความรู้ด้านสุขภาพไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถลดความเสี่ยงจากโรคร้ายอย่างมะเร็งปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างยั่งยืน ตามพันธกิจของเอไอเอที่ว่า ‘Healthier Longer Better Live – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

เงินซื้อความสุขไม่ได้… หรือเราแค่ใช้เงิน “ผิดวิธี”?

15/05/2026

ความสุขเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเงิน แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงิน  •  ประสบการณ์สร้างความสุขได้ยาวนานกว่าสิ่งของ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและสร้างความทรงจำ  •  การใช้เงินเพื่อผู้อื่น การให้ และการสร้างคุณค่าให้สังคม ส่งผลดีต่อความสุขมากกว่าการใช้เพื่อตนเอง  •  การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นผ่านเงินทอง ทำให้ความสุขลดลง  •  การใช้เงินเพื่อซื้อเวลาและลดภาระงาน ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาวความสุขคืออะไร คำถามนี้อาจดูเรียบง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีคำตอบเดียว เพราะสำหรับแต่ละคน ความสุขมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป บางคนมองว่าความสุขคือความมั่นคงในชีวิต บางคนให้คุณค่ากับอิสรภาพ ขณะที่อีกหลายคนเพียงต้องการความสงบใจในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในสังคมปัจจุบันคือ คนจำนวนมากพยายามเข้าถึงความสุขผ่าน “เงิน” ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านที่ใหญ่ขึ้น รถที่ดีขึ้น หรือการใช้ชีวิตในแบบที่ดูประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดเมื่อเรามีมากขึ้น ความรู้สึกพึงพอใจกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วยArthur Brooks ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “Money doesn’t buy happiness. But you can use money to buy things that lead to happiness.” ประโยคนี้สะท้อนความจริงอย่างชัดเจนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีเงินมากหรือน้อย แต่เป็นเรื่องของ “วิธีการใช้เงิน” ต่างหากประสบการณ์มีค่ามากกว่าสิ่งของงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและจิตวิทยาผู้บริโภคจำนวนมากพบว่า การใช้เงินไปกับ “ประสบการณ์” เช่น การเดินทาง การใช้เวลากับครอบครัว หรือกิจกรรมที่สร้างความทรงจำร่วมกัน สามารถสร้างความสุขได้ยาวนานกว่าการซื้อ “สิ่งของ” อย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลสำคัญคือ สิ่งของมักให้ความพึงพอใจในระยะสั้น เมื่อเวลาผ่านไป ความตื่นเต้นจะลดลงและกลายเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ประสบการณ์กลับมีแนวโน้มที่จะ “ฝังลึก” อยู่ในความทรงจำ และสามารถเรียกกลับมาสร้างความรู้สึกดีได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าArthur Brooks เคยกล่าวไว้ว่า “Experiences become part of who you are. Possessions do not.” กล่าวคือ ประสบการณ์ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เราครอบครอง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเรา ในขณะที่สิ่งของไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ในมุมของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ยังมีการอธิบายเพิ่มเติมว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะ “ปรับตัว” ต่อสิ่งของได้รวดเร็ว หรือที่เรียกว่า hedonic adaptation ทำให้ความสุขจากการซื้อสิ่งใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน ประสบการณ์มักมีความไม่แน่นอน มีเรื่องราว และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์และทำให้ความทรงจำเหล่านั้นยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์ยังสามารถนำไปเล่าต่อ แบ่งปัน และสร้างความหมายร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สิ่งของส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้เมื่อเงินถูกใช้เพื่อการเปรียบเทียบ ความสุขจึงลดลงอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินไม่สามารถสร้างความสุขได้อย่างที่ควรจะเป็น คือการที่มนุษย์มักใช้เงินเพื่อ “เปรียบเทียบ” กับผู้อื่นมากกว่าการตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของตนเอง ในยุคของโซเชียลมีเดีย ชีวิตของคนอื่นสามารถถูกนำเสนอในรูปแบบที่ดูสมบูรณ์แบบได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้มาตรฐานของความสำเร็จและความสุขถูกยกระดับขึ้นโดยไม่รู้ตัว รายได้หรือทรัพย์สินของแต่ละคนจึงไม่ได้ถูกประเมินในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ถูกเปรียบเทียบกับคนรอบข้างตลอดเวลาปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า “relative income effect” ซึ่งอธิบายว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ของตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของตนเองเมื่อเทียบกับผู้อื่น Arthur Brooks ได้เตือนถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “If your happiness depends on being richer than others, you will never be happy.” เพราะในเกมของการเปรียบเทียบ ไม่มีจุดสิ้นสุด และไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงวิธีใช้เงินที่สร้างความสุขอย่างยั่งยืนแม้เงินจะไม่สามารถซื้อความสุขได้โดยตรง แต่การใช้เงินอย่างมีเป้าหมายและมีความเข้าใจสามารถช่วยเพิ่มระดับความสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การใช้เงินเพื่อ “ผู้อื่น” เช่น การให้ การช่วยเหลือ หรือการสร้างคุณค่าให้กับสังคม มีผลต่อความสุขมากกว่าการใช้เงินเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การใช้เงินเพื่อซื้อ “เวลา” เช่น การลดภาระงานบางอย่าง หรือการสร้างสมดุลชีวิต ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว Arthur Brooks สรุปแนวคิดนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “Happiness is not about having more. It’s about wanting less and loving more.” สะท้อนให้เห็นว่า ความสุขไม่ได้เกิดจากการสะสมสิ่งของหรือความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้าใจว่าควรให้คุณค่ากับสิ่งใดในชีวิตไม่ใช่เงินที่ผิด แต่คือวิธีคิดของเราในโลกที่ทุกอย่างดูเหมือนจะวัดกันด้วยตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ทรัพย์สิน หรือความสำเร็จทางวัตถุ การตั้งคำถามว่า “เรากำลังใช้เงินเพื่ออะไร” อาจเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการถามว่า “เรามีเงินเท่าไร” เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ความสุขเป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจในชีวิต และบางครั้ง คำตอบอาจไม่ใช่การมีมากขึ้น แต่เป็นการใช้สิ่งที่มีอยู่…ให้ถูกวิธีมากขึ้น คำถามที่น่าสนใจคือ เราจำเป็นต้องมี “สิ่งของ” เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของตัวเองในสังคมหรือไม่ การมีมากขึ้น อยู่ในลำดับที่สูงขึ้น หรือได้รับการยอมรับมากขึ้น อาจสร้างความรู้สึกสำเร็จในระยะหนึ่ง แต่สิ่งเหล่านั้นสามารถกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายให้เราหวนกลับไปคิดถึงได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์ของสถานะในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การครอบครองสิ่งของที่มีมูลค่าสูงอาจทำให้บางคนมีความสุข และสำหรับบางคนอาจไม่ใช่คำตอบเลย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “ลำดับความสำคัญของชีวิต” ของแต่ละคน ว่าเราให้คุณค่ากับสิ่งใดมากกว่า ระหว่างภาพลักษณ์ภายนอก หรือความรู้สึกภายในที่ยั่งยืนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2931535

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

Dreamers in the Universe

15/05/2026

“Dreamers in the Universe” ชวนสำรวจจักรวาลแห่งความฝัน ผ่านตัวละครและจินตนาการของศิลปินร่วมสมัยในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน มนุษย์ทุกคนต่างมี “จักรวาลภายใน” ของตนเองที่ก่อร่างขึ้นจากความฝัน ความทรงจำ และจินตนาการ นิทรรศการ “Dreamers in the Universe” จึงชวนผู้ชมออกเดินทางสู่โลกแห่งความรู้สึกเหล่านั้น ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปิน 10 ท่านภายในนิทรรศการ ผู้ชมจะได้พบกับตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์ที่ล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศ ดำรงอยู่ในภูมิทัศน์เหนือจริง และสะท้อนอารมณ์หลากหลายของมนุษย์ ทั้งความเปราะบาง ความโดดเดี่ยว ความหวัง และความใฝ่ฝันศิลปินที่ร่วมจัดแสดง ได้แก่ Artjeeno, Bakumbaa, LUGOSIS, Munins, PUCKY, SONG, Suntos, Tum Ulit, UnderHatDaddy และ VIN ซึ่งแต่ละคนต่างสร้าง “จักรวาลขนาดย่อม” ผ่านตัวละคร สัญลักษณ์ และเรื่องเล่าเฉพาะตัว เปรียบเสมือนดวงดาวที่เชื่อมโยงกันอยู่ในกาแล็กซีเดียวกันนิทรรศการนี้ไม่เพียงนำเสนอความสนุกสนานของงานคาแรกเตอร์อาร์ต แต่ยังสะท้อนบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในฐานะพื้นที่สำรวจตัวตน ความฝัน และความหมายของการมีอยู่📍 นิทรรศการ “Dreamers in the Universe”🗓 เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569📌 ณ RCB Galleria 2 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อกแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ bltbangkokhttps://www.bltbangkok.com/lifestyle/art-culture/49042/

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

9 ที่เที่ยวน้ำตกใกล้กรุงเทพฯ 2569 เที่ยวธรรมชาติชิล ๆ เล่นน้ำคลายร้อน

15/05/2026

ที่เที่ยวน้ำตกใกล้กรุงเทพฯ 2569 ที่เที่ยวธรรมชาติ เดินทางง่าย เที่ยววันเดียวก็ฟิน ชวนไปเล่นน้ำ พักผ่อน สูดอากาศดี ๆ ใกล้กรุงLearn moreรวมพิกัดที่เที่ยวน้ำตกใกล้กรุงเทพฯ 2569 เอาใจสายธรรมชาติ ที่อยากหลบความวุ่นวายไปพักผ่อนท่ามกลางป่าเขา สูดอากาศสดชื่นและฟังเสียงสายน้ำไหลแบบชิล ๆ แต่ละแห่งเดินทางไม่ไกลจากเมือง เหมาะสำหรับทริปวันเดียวหรือทริปสั้น ๆ ชวนชาร์จพลังให้ร่างกายและใจ พร้อมเก็บภาพสวย ๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่เที่ยวน้ำตก ใกล้กรุงเทพฯ1. น้ำตกวังก้านเหลือง จังหวัดลพบุรีสวรรค์ใกล้กรุงที่ไม่ควรพลาด ความพิเศษที่ไม่เหมือนใครของที่นี่คือเป็นน้ำตกที่เกิดจาก "น้ำผุด" จากใต้ดินไหลมารวมกันจนกลายเป็นลำธารขนาดใหญ่ ทำให้น้ำมีสีฟ้าใสราวน้ำทะเลและเย็นชื่นใจอยู่เสมอ และยังมีสะพานแขวนยาวที่ทอดผ่านลำธารให้เราได้ถ่ายรูปสวย ๆ ก่อนจะลงไปแช่น้ำในแอ่งธรรมชาติที่กว้างขวางและไม่ลึกจนเกินไป เดินทางจากกรุงเทพฯ ก็ง่าย ไว้พาครอบครัวมาปูเสื่อล้อมวงกินส้มตำริมน้ำตก รับรองว่าได้ความสดชื่นกลับไปแบบเต็มอิ่ม  •  ที่อยู่ : ตำบลท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี  •  พิกัด Google Maps : น้ำตกวังก้านเหลือง2. น้ำตกเก้าโจน (เก้าชั้น) จังหวัดราชบุรีพิกัดที่เที่ยวน้ำตกใกล้กรุงเทพฯ น่าเช็กอิน และมีน้ำให้ชื่นใจตลอดทั้งปี เสน่ห์ของที่นี่คือสายน้ำที่ไหลผ่านโขดหินแกรนิตลดหลั่นกันลงมาถึง 9 ชั้น โดยแต่ละชั้นมีความสวยงามต่างกันไป ตั้งแต่แอ่งน้ำกว้างที่เด็ก ๆ เล่นได้ปลอดภัย ไปจนถึงน้ำตกสูงสง่าสำหรับสายลุยที่ชอบเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ท่ามกลางบรรยากาศป่าไม้เขียวขจีและอากาศที่เย็นสบายก ยิ่งถ้าได้แวะแช่ "ธารน้ำร้อนบ่อคลึง" ที่อยู่ใกล้ ๆ กันก่อนกลับ จะถือเป็นการคอมโบพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบสุด ๆ  •  ที่อยู่ : ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี  •  พิกัด Google Maps : น้ำตกเก้าโจน (เก้าชั้น)3. น้ำตกเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรีอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ความโดดเด่นของที่นี่คือความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าดิบชื้นที่ยังคงความบริสุทธิ์สูงมาก มีน้ำตกทั้งหมดถึง 16 ชั้น โดยไฮไลท์อยู่ที่ชั้นต้น ๆ ที่มีแอ่งน้ำใสให้ลงแช่ตัวคลายร้อนได้แบบฟิน ๆ ท่ามกลางเสียงนกร้องและผีเสื้อหลากสีสันที่บินมาอวดโฉมให้เห็นตลอดทางเดิน ข้อดีคือเดินทางสะดวก มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และบรรยากาศไม่วุ่นวายเท่าแหล่งท่องเที่ยวกระแสหลัก เหมาะสำหรับเติมพลังชีวิตด้วยไอเย็นจากน้ำตกคลายร้อนช่วงหน้าร้อนนี้  •  ที่อยู่ : ตำบลทรายขาว อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี  •  เบอร์โทรศัพท์ : 09 8361 1327  •  เฟซบุ๊ก : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว Khao Soi Dao Wildlife Sanctuary  •  พิกัด Google Maps : น้ำตกเขาสอยดาว4. น้ำตกเขาบรรจบ จังหวัดจันทบุรีฟินไปกับสายน้ำใสไหลเย็นที่ตัดผ่านโขดหินน้อยใหญ่ มีสะพานแขวนไม้เก่าแก่ทอดข้ามลำธารให้ได้ถ่ายรูปสวย ๆ รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านคลุมลำธารจนกลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้ธรรมชาติ จุดนี้มีน้ำไหลเอื่อย ๆ ไม่ลึกจนเกินไป เหมาะมากสำหรับการลงแช่ตัวฟังเสียงน้ำไหล หรือนั่งล้อมวงกินอาหารริมน้ำ ในบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว เดินทางจากกรุงเทพฯ มาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ได้รีเฟรชร่างกายด้วยอากาศบริสุทธิ์และน้ำเย็น ๆ จนลืมความร้อนไปเลย  •  ที่อยู่ : ตำบลฉมัน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี  •  พิกัด Google Maps : น้ำตกเขาบรรจบ5. น้ำตกคลองไพบูลย์ จังหวัดจันทบุรีสระว่ายน้ำธรรมชาติที่น้ำใสจนมองเห็นพื้นหินและฝูงปลา มีลักษณะเป็นน้ำตกสายกว้างที่มีแอ่งน้ำตื้น ๆ สลับลึกพอดิบพอดี ทำให้ลงเล่นน้ำได้ปลอดภัยและผ่อนคลายสุด ๆ ท่ามกลางบรรยากาศป่าไม้ที่ร่มรื่น ที่สำคัญคือมีน้ำไหลเย็นฉ่ำให้ชื่นใจตลอดทั้งปี เดินทางจากกรุงเทพฯ ก็สะดวก ถนนเข้าถึงตัวน้ำตกได้ง่ายมาก เหมาะสำหรับการขับรถมาปูเสื่อพักผ่อนริมลำธาร รับลมเย็นๆ และฟังเสียงน้ำไหลคลายเครียดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  •  ที่อยู่ : อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี  •  พิกัด Google Maps : น้ำตกคลองไพบูลย์6. น้ำตกสาวน้อย จังหวัดปราจีนบุรีความโดดเด่นของที่นี่คือเป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีสายน้ำไหลลดหลั่นผ่านแก่งหินกว้างขวาง มีแอ่งน้ำตื้นที่ใสสะอาดและปลอดภัย เหมาะมากสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กมาลงเล่นน้ำแกว่งขาให้ชื่นใจ ท่ามกลางแมกไม้ที่ร่มรื่นและอากาศที่บริสุทธิ์ของป่าเขาอีโต้ นอกจากจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ได้ง่ายเพียงชั่วโมงเศษแล้ว บริเวณใกล้เคียงยังมีเส้นทางปั่นจักรยานเสือภูเขาและจุดชมวิวผาหินซ้อนให้ได้เที่ยวครบจบในที่เดียว ถือเป็นโอเอซีสเล็ก ๆ ที่จะช่วยรีเฟรชร่างกายจากความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี  •  ที่อยู่ : เทศบาลตำบลโพธิ์งาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี  •  พิกัด Google Maps : น้ำตกสาวน้อย7. น้ำตกแก่งหรุ จังหวัดสระบุรีตั้งอยู่ห่างจากน้ำตกเจ็ดสาวน้อยเพียง 300 เมตร แต่ให้บรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและคนไม่พลุกพล่านเท่า ความเจ๋งคือมีน้ำใสสีเขียวมรกตให้ลงแช่ตัวได้ตลอดทั้งปี โดยมีบริการเช่าห่วงยางและชุดเล่นน้ำให้พร้อมสรรพ แม้ที่นี่จะขอความร่วมมืองดนำอาหารภายนอกเข้าเพื่อรักษาความสะอาด แต่ด้านในก็มีร้านอาหารรสเด็ดคอยให้บริการแบบจุใจ สำหรับสายแคมป์ปิ้งหรือใครที่อยากนอนฟังเสียงน้ำไหลยาว ๆ ที่นี่ก็มีทั้งที่พักและลานกางเต็นท์พร้อมอุปกรณ์ครบชุดไว้รองรับ เรียกว่าขับรถจากกรุงเทพฯ แป๊บเดียวก็ได้เปลี่ยนโหมดมาพักผ่อนกลางป่าริมลำธารได้แบบชิล ๆ แล้ว  •  ที่อยู่ : บ้านแก่งหรุ ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี  •  เบอร์โทรศัพท์ : 08 2650 8103  •  เฟซบุ๊ก : น้ำตกแก่งหรุ มวกเหล็ก สระบุรี8. น้ำตกบึงไม้ จังหวัดสระบุรีลำธารน้ำตกหินปูนขนาดกะทัดรัดที่ไหลเอื่อย ๆ ผ่านโขดหินและรากไม้ใหญ่ ทำให้น้ำใสสะอาดและมีแอ่งน้ำตื้น ๆ ให้ลงไปนั่งแช่ตัวอ่านหนังสือหรือล้อมวงกินส้มตำกับครอบครัว จุดเด่นคือบรรยากาศที่ร่มรื่นด้วยอุโมงค์ต้นไม้ปกคลุมตลอดลำธาร ช่วยกรองแสงแดดให้เย็นสบายตลอดวัน แม้จะเป็นน้ำตกเล็ก ๆ แต่ก็มีน้ำไหลให้ชื่นใจเกือบตลอดปี แถมยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นในมวกเหล็ก ทำให้เป็นจุดแวะพักเติมความสดชื่นที่ช่วยรีเฟรชร่างกายได้ดีเยี่ยมก่อนขับรถกลับกรุงเทพฯ เพียงชั่วโมงเศษเท่านั้น  •  ที่อยู่ : ตำบลชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี  •  พิกัด Google Maps : น้ำตกบึงไม้9. น้ำตกวัดปากบาง จังหวัดกาญจนบุรีที่เที่ยวน้ำตกคลายร้อนใกล้กรุงเทพฯ ที่เกิดจากฝายทดน้ำบริเวณวัดปากบาง ทำให้มีสายน้ำไหลตกลดหลั่นลงมาเป็นม่านน้ำกว้างดูสวยงามและมีน้ำให้เล่นตลอดทั้งปี มีลานหินกว้างที่น้ำตื้นและใสสะอาด เหมาะมากสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กมาลงเล่นน้ำแกว่งขาหรือนั่งแช่ตัวคลายร้อนได้ชิล ๆ และยังมีร้านอาหารและที่จอดรถใกล้จุดเล่นน้ำเพียงไม่กี่ก้าว ถือเป็นโอเอซีสฉบับย่อส่วนที่ช่วยเติมความสดชื่นได้ทันใจโดยไม่ต้องเดินทางไกล  •  ที่อยู่ : หมู่ 2 ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี  •  พิกัด Google Maps : น้ำตกวัดปากบางใครกำลังมองหาที่เที่ยวธรรมชาติใกล้กรุงเทพฯ ที่เที่ยวน้ำตกเหล่านี้คืออีกตัวเลือกที่น่าไปเช็กอิน เก็บไว้เป็นลิสต์ทริปสั้น ๆ แล้วออกไปเติมพลังกับธรรมชาติกัน ^ ^ หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้งขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เฟซบุ๊ก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว Khao Soi Dao Wildlife Sanctuary, เฟซบุ๊ก น้ำตกแก่งหรุ มวกเหล็ก สระบุรีแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกระปุก.คอมhttps://travel.kapook.com/view299540.html

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย นำทีม “The Forward United” แชมป์ AIA THAILAND CHAMPIONSHIP 2026 ผงาดคว้าชัยศึกใหญ่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

15/05/2026

เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าปลุกพลังลูกหนังไทยอย่างยิ่งใหญ่ นำโดย นางสาวญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารสิทธิพิเศษและกิจกรรมลูกค้า ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง สโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) จัดการแข่งขัน AIA THAILAND CHAMPIONSHIP 2026 ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอล 5 คน (5-a-side Football Tournament) เพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติในรายการ AIA CHAMPIONSHIP 2026 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในการแข่งขัน AIA CHAMPIONSHIP 2026 รอบตัดสิน (Grand Final) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความสำเร็จของลูกหนังไทย เมื่อทีม The Forward United ลโชว์ฟอร์มสุดแข็งแกร่ง เอาชนะคู่แข่ง ทั้ง 8 ทีม ซึ่งมาจาก 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย, เกาหลี, จีน, สิงคโปร์, ฮ่องกง, กัมพูชา, และนิวซีแลนด์  ได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนผงาดคว้าแชมป์ AIA CHAMPIONSHIP 2026 มาครองอย่างสมศักดิ์ศรี สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยในสนามระดับนานาชาตินอกจากนี้ ทีมตัวแทนประเทศไทยยังได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ฟุตบอลระดับโลก ด้วยการเข้าชมการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่บิ๊กแมตช์ระหว่าง Tottenham Hotspur พบ Leeds United แบบใกล้ชิดติดขอบสนาม เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความประทับใจและแรงบันดาลใจจากเกมฟุตบอลระดับสูงสุดของโลกทั้งนี้ เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมด้านกีฬา ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่างสโมสรฟุตบอล Tottenham Hotspur เพื่อจุดประกายให้คนไทยหันมาออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การวางแผนทางการเงิน

อยาก vs. จำเป็น ใช้จ่ายอย่างมีสติ เพราะชีวิตต้องเลือกให้พอดี

14/05/2026

“ของก็มีครบแล้ว แต่ทำไมยังรู้สึกอยากซื้อเพิ่มอยู่ตลอดเวลา” ความรู้สึกคุ้นๆ แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่กำลังกลายเป็นอารมณ์ร่วมของผู้บริโภคจำนวนมากในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และนำไปสู่คำถามที่เริ่มถูกตั้งขึ้นบ่อยขึ้นว่า การใช้จ่ายของเราในวันนี้ ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความจำเป็น” หรือกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย “ความอยาก” มากกว่าที่คิด ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “Overconsumption” หรือ การบริโภคที่เกินความจำเป็น ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการซื้อของมากเกินไป แต่คือสภาวะที่ผู้บริโภคถูกกระตุ้นให้ “อยากใช้เงินอยู่ตลอดเวลา” ผ่านโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่อัลกอริธึมของแพลตฟอร์มออนไลน์ โปรโมชั่นแบบจำกัดเวลา ไปจนถึงคอนเทนต์ที่แข่งขันกันแย่งชิงความสนใจในทุกวินาทีของชีวิตเมื่อโลกออนไลน์ทำให้ “การซื้อ” ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในอดีต การตัดสินใจซื้ออาจเกิดขึ้นจากความจำเป็นหรือการวางแผนล่วงหน้า แต่ในปัจจุบัน ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องสินค้าและราคา หากแต่กำลังแข่งขันกันเพื่อแย่ง “เวลาในสายตา” ของผู้บริโภค ยิ่งแพลตฟอร์มดิจิทัลเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ได้ละเอียดมากขึ้น ระบบก็ยิ่งสามารถนำเสนอสิ่งที่ “ตรงใจ” ได้แม่นยำขึ้น ผลลัพธ์คือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่ากำลังตัดสินใจซื้อด้วยตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงกำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยากอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Flash Sale, Live Commerce โฆษณาแบบเฉพาะบุคคล ไปจนถึงรีวิวสินค้าแบบเรียลไทม์ที่ทำให้การ “ไม่ซื้อ” กลายเป็นเรื่องยากขึ้นโดยไม่รู้ตัวข้อมูลประมาณการจาก Statista ผู้ให้บริการฐานข้อมูลและสถิติระดับโลก ระบุว่า มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปี 2569 มีแนวโน้มแตะระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผู้บริโภคไทยใช้เวลากับโซเชียลมีเดียเฉลี่ยประมาณ 2.3 ชั่วโมงต่อวัน สะท้อนการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานดิจิทัลสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เส้นแบ่ง “อยาก” กับ “จำเป็น” ที่เลือนลงทุกวันภาพการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ของคนไทย ยังสอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากการสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของครัวเรือน พ.ศ. 2568 ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟน และใช้ช่องทางออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการค้นหาและซื้อสินค้าและบริการ ความสะดวกดังกล่าวทำให้กระบวนการตัดสินใจซื้อสั้นลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การใช้จ่ายจำนวนมากเกิดขึ้นจาก “อารมณ์ ณ ขณะนั้น” มากกว่าการไตร่ตรองถึงความจำเป็นในระยะยาว จนนำไปสู่พฤติกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า Emotional Spending ซึ่งกำลังพบได้บ่อยขึ้นในกลุ่มวัยทำงานและผู้บริโภคเมือง เมื่อการซื้อกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา “การบริโภค” จึงไม่ใช่กิจกรรมเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียนOverconsumption ไม่ได้กระทบแค่กระเป๋าเงิน แต่กดดันเศรษฐกิจไทยแม้การบริโภคจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ แต่เมื่อการใช้จ่ายเติบโตบนฐานที่เกินสมดุล ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับบุคคล ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทย ณ ปี 2568 อยู่ในระดับประมาณ 16.3–16.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 86–87% ต่อ GDP ซึ่งยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันด้านการเงินของครัวเรือนไทยที่ยังคงดำรงอยู่ ท่ามกลางค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายด้านการเงินของคนไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการใช้จ่ายและวินัยทางการเงินในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้บัตรเครดิตไม่ใช่ผู้ร้าย หากใช้เป็นเครื่องมือบริหารชีวิตท่ามกลางความกังวลเรื่องหนี้สิน บัตรเครดิตมักถูกมองว่าเป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้เชี่ยว ชาญด้านการเงินจำนวนไม่น้อยเห็นตรงกันว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “เครดิต” แต่อยู่ที่การขาดการตระหนักรู้ทางการเงิน (Financial Awareness) และการบริหารเงินอย่างมีระบบในมุมของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บทบาทของบัตรเครดิตในยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจาก “เครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่าย” ไปสู่ “เครื่องมือบริหารสภาพคล่องและวางแผนชีวิต” มากขึ้น การใช้จ่ายอย่างมีคุณภาพ ไม่ได้หมายถึงการใช้เงินให้น้อยที่สุด แต่คือการใช้เงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตและศักยภาพทางการเงินของแต่ละคน ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บัตรเครดิตอย่างมีเป้าหมาย เช่น ใช้กับรายจ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ใช้โปรโมชันเพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่าย ใช้คะแนนสะสมบนบัตรเครดิตเพื่อความคุ้มค่าการใช้จ่าย แบ่งชำระเฉพาะสินค้าที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ควบคุมงบประมาณผ่านแอปพลิเคชัน และติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองแบบเรียลไทม์แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนว่า โลกการเงินยุคใหม่อาจไม่ได้ต้องการ “คนใช้เงินมากที่สุด” แต่ต้องการ “คนใช้เงินอย่างมีคุณภาพมากที่สุด”วินัยทางการเงิน คือ Soft Skill สำคัญของยุคที่ทุกอย่างชวนให้ซื้อในวันที่เทคโนโลยีทำให้การซื้อเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้ว ความสามารถในการ “หยุดคิดก่อนจ่าย” กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของคนยุคใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดจากการไม่ใช้เงิน แต่เกิดจากการเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า เงินควรถูกใช้ไปเพื่ออะไร และในโลกที่ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันกันด้วยการดึงความสนใจ ผู้บริโภคที่ได้เปรียบที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ซื้อได้มากที่สุด แต่คือคนที่รู้จักคำว่า “พอดี” และเลือกใช้เงินอย่างมีสติในแบบที่สอดคล้องกับชีวิตของตนเองแหล่งที่มาข่าวและภาพ positioningmaghttps://positioningmag.com/1572493

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันสุขภาพ

คนไทยซื้อประกันสุขภาพเอกชนกว่า 10 ล้าน หนุนรพ.สธ.เปิด ‘พรีเมียมคลินิก’

14/05/2026

สมาคมประกันชีวิตไทย เผยคนไทยเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพเอกชนกว่า 10 ล้านคน กว่า 80% ไม่ใช่กลุ่มคนร่ำรวย หนุน รพ.สธ. เปิดพรีเมียมคลินิก ชี้ช่วยขยายฐานการบริการที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ -ระบบประกันสุขภาพนมั่นคงขึ้นการอภิปราย เรื่อง “PREMIUM MOPH บริการสุขภาพทางเลือกใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข” ภายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาระบบบริการคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ และคลินิกรูปแบบพิเศษ ปีงบประมาณ พ.ศ.2569”เมื่อเร็วๆนี้นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช  หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การขับเคลื่อนพรีเมียมคลินิก(Premium Clinic)ของรพ.สธ. จะต้องอยู่ภายใต้หลักการ "Win-Win-Win" โดยต้องไม่มีการกระทบต่อสิทธิการรักษาปกติของประชาชนทั่วไปเป็นอันขาด การเปิดบริการพิเศษนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำรายได้ส่วนเกินกลับมาจุนเจือ และพัฒนาบริการในระบบปกติให้ดียิ่งขึ้นรวมถึง เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ด้วยค่าตอบแทนที่เหมาะสมตามความสามารถ จะช่วยรักษาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญให้อยู่ในระบบโรงพยาบาลรัฐต่อไป โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลและระบบธรรมาภิบาลที่เข้มงวด เพื่อความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของการดำเนินงานขณะที่ นพ.วุฒิวงศ์ สมบูรณ์เรืองศรี  ประธานคณะแพทย์ที่ปรึกษา สมาคมประกันชีวิตไทย ให้มุมมองว่า การที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.)เปิด พรีเมียมคลินิก จะช่วยให้ระบบประกันสุขภาพมั่นคงขึ้น เพราะเป็นการขยายฐานการบริการที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ จากที่ปัจจุบันมีประชาชนเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพเอกชนกว่า 10 ล้านคนกว่า 80% ไม่ใช่กลุ่มคนร่ำรวย แต่เป็นกลุ่มคนวัยทำงาน พนักงานบริษัท หรือแม้แต่พนักงานระดับปฏิบัติการ ซึ่งได้รับสวัสดิการประกันกลุ่มจากบริษัทนายจ้างแบบวงเงินที่จำกัด คนกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดพรีเมียมคลินิกในโรงพยาบาลรัฐ เพราะทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพสูงและสะดวกรวดเร็วในส่วนของกระบวนการดำเนินงานร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทประกัน นพ.วุฒิวงศ์อธิบายว่า  ขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ์เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เนื่องจากผู้เอาประกันหลายคนมักสับสนระหว่างประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพ โดยประกันอุบัติเหตุจะคุ้มครองเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่คาดฝันและไม่เจตนาเท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมการเจ็บป่วยจากโรครวมถึง ระบบการประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้า สำหรับเคสผ่าตัดที่ไม่เร่งด่วน เพื่อให้คนไข้ทราบล่วงหน้าว่าประกันจะคุ้มครองเท่าใด และต้องเตรียมเงินส่วนต่างไว้เท่าไร จะช่วยลดความกังวลใจและปัญหาการร้องเรียนในภายหลัง ส่วนเคสที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล ก็มีระบบการทำรีวิวระหว่างการรักษา เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาออกจากโรงพยาบาล การเคลมค่ารักษาจะเป็นไปอย่างราบรื่นปัจจุบันอาจจะยังมีข้อจำกัดในบางกรมธรรม์ใหม่ที่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน เพื่อตรวจสอบข้อมูล แต่ทางสมาคมฯ ก็มีมาตรการกำกับดูแลให้บริษัทประกันดำเนินการจ่ายคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดสมาคมประกันชีวิตไทย มีกำหนดจัดโปรแกรมการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเงื่อนไขกรมธรรม์ ,เกณฑ์การพิจารณาการรักษาแบบ Day Surgery หรือการผ่าตัดที่สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว ซึ่งปัจจุบันประกันได้ขยายความคุ้มครองครอบคลุมถึงการผ่าตัดใหญ่ที่ใช้การวางยาสลบหรือการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง รวมถึง การใช้เทคโนโลยีส่องกล้อง แม้จะมีข้อยกเว้นทั่วไปในกรมธรรม์ เช่น การทำร้ายตัวเอง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือโรคทางจิตเวชบางประเภทที่ยังไม่รวมอยู่ในสัญญามาตรฐาน แต่โดยภาพรวมแล้วเคสที่ส่งเคลมเข้ามามีอัตราการอนุมัติสูงถึง 90%นพ.วุฒิพงศ์ ฝากคำขอที่สำคัญ 3 ประการไปยังผู้บริหารและแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ เพื่อให้การประสานงานระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทประกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด1. ไม่ตกใจ เมื่อรพ.ได้รับจดหมายสอบถามจากบริษัทประกัน เพราะบริษัทมองเห็นเพียงข้อมูลบนกระดาษและต้องการความชัดเจนเพื่อประโยชน์ของคนไข้2. ไม่โกรธ เนื่องจากการเขียนสรุปการรักษาที่สั้นเกินไปอาจทำให้ผู้พิจารณาสินไหมไม่เข้าใจภาพรวมการรักษาที่แท้จริง3. ไม่เพิกเฉย ต่อการสอบถามข้อมูล เพราะการไม่ตอบกลับหรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนจะส่งผลโดยตรงต่อสิทธิ์ของผู้ป่วย ทำให้เสียโอกาสในการได้รับการคุ้มครองตามที่ควรจะเป็น“เมื่อรพ.ได้รับจดหมายสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทประกัน ขอให้มองว่าเป็นการประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของคนไข้ ไม่ใช่การจับผิด และขอให้ช่วยสื่อสารข้อมูลทางการแพทย์ที่ชัดเจนกลับมา เพื่อให้การพิจารณาสิทธิประโยชน์เป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่เสียโอกาสในการรักษาของผู้ป่วย”นพ.วุฒิวงศ์กล่าว แหล่งที่มาข่าวและภาพจ้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1233164

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

‘CHROMATIC : Spectrum of Color’ สัมผัสสีสันแห่งวิถีชีวิต ผ่านผลงานภาพถ่ายโดย ‘มิก-วรวิล สนเจริญ’

14/05/2026

‘มิก-วรวิล สนเจริญ’ เจ้าของผลงานนิทรรศการภาพถ่าย CHROMATICบทสนทนาเกิดขึ้นท่ามกลางภาพถ่ายที่เปี่ยมด้วยสีสัน รูปทรงแห่งสถาปัตยกรรม แสงเงาที่ทาบทา และห้วงขณะแห่งวิถีชีวิตของผู้คนใน 3 ย่านการค้าสำคัญ คือทรงวาด พาหุรัด ปากคลองตลาด ที่ถูกบันทึกไว้ผ่านเลนส์กล้อง‘มิก-วรวิล สนเจริญ’ เจ้าของผลงานนิทรรศการภาพถ่าย CHROMATIC‘ผู้จัดการออนไลน์’ สัมภาษณ์พิเศษ ‘มิก-วรวิล สนเจริญ’ เจ้าของผลงานภาพถ่ายในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก CHROMATIC: A Journey Through Neighborhood Color ซึ่งจัดกำลังแสดง ณ Tay Songwatประเด็นการพูดคุยอันหลากหลายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มิกได้ถ่ายทอดมุมมองต่างๆ ที่เขาได้พบเห็นระหว่างการเดินสำรวจและถ่ายภาพในย่านการค้าอันเก่าแก่ไม่ว่านิยามของ ‘CHROMATIC : Spectrum of Color’, มุมมองด้านสถาปัตยกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิต, ไอเดียฟื้นฟูย่านเก่าด้วย Creative Economy, ความพยายามรักษารูปแบบ Original ของอาคาร สถาปัตยกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในย่าน,เบื้องหลัง-ความเป็นมาของนิทรรศการ, มิติที่ 4 ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งในการถ่ายภาพรวมทั้งพูดคุยถึงตัวตนใน 2 บทบาทของมิก คือ การเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการตลาด และช่างภาพอิสระที่มีความสุขกับการ Capture moment…เฝ้ามองห้วงขณะผ่านเลนส์กล้องCHROMATIC… Spectrum of Colorมิกเอ่ยถึงที่มาของชื่อนิทรรศการได้อย่างน่าสนใจว่า“คำว่า CHROMATIC หมายถึง Spectrum of Colorคำว่า ‘สี’ ในที่นี้ เราไม่ได้คุยกันถึงวัตถุ Object หรือสถาปัตยกรรม แต่ ‘สี’ในนิทรรศการนี้ สื่อสารถึง ‘Way of living’ หรือวิถีชีวิต การใช้ชีวิตของผู้คน ใน Area นี้”เหตุใด CHROMATIC - Spectrum of Color จึงกลายเป็น Topic ที่มิกสนใจเนื่องจากมิกมองว่า ย่านเหล่านี้เป็น ‘พหุวัฒนธรรม’“เรามีคนไทย, คนไทยเชื้อสายจีน, คนจีน และคนอินเดีย ใช้ชีวิตร่วมกันใน Area เหล่านี้ แชร์พื้นที่ร่วมกัน ทำการค้าระหว่างกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่ยังอยู่ร่วมกัน ผู้คนที่แตกต่างแต่อยู่ร่วมกัน รวมถึง สิ่งของในการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย‘สี’ ในที่นี้ จึงไม่ใช่แค่ Object แต่เล่าถึงวิธีการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ทำให้เกิดความน่าสนใจในพื้นที่ โดยเฉพาะถ้าสังเกตเห็นจากงานที่ถ่ายมา สิ่งที่ผมนำเสนอก็คือ ‘สี’ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อในการใช้ชีวิตของผู้คน ทั้งเรื่องของการทำมาค้าขาย เรื่องของสถาปัตยกรรม เรื่องของวิถีแห่งการใช้ชีวิตของคนที่อยู่ตรงนั้น เป็นแนวคิดของการนำเสนอ CHROMATIC ออกมาเป็น Exhibition”สถาปัตยกรรมสะท้อนวิถีชีวิตถามว่า ในนิทรรศการ CHROMATIC คุณมองว่า สถาปัตยกรรมในย่านทรงวาด พาหุรัด ปากคลองตลาด สะท้อนยุคสมัยและวิถีชีวิตผู้คนอย่างไรบ้างมิกตอบว่าสถาปัตยกรรมในย่านนี้ถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสไตล์ที่เราเรียกว่า European Chinese มี element ของความเป็นยุโรปเข้ามา เห็นได้ว่า มี Ornament ที่หน้าอาคาร มีความเป็นฝรั่งเข้ามา แล้วก็มีความ Chinese มีความเป็นจีนเข้ามานอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่มิกพบว่ามีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจ คือเมื่อเข้าไปศึกษาจริงๆ แล้ว จะพบว่ารูปแบบของอาคาร สื่อสารถึงรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น ในยุคแรกๆ ในย่านทรงวาด สังเกตได้ว่าตึกแถวหรือ Shophouse แถวนี้ค่อนข้างยาว และมีพื้นที่เป็นที่เก็บของค่อนข้างเยอะ นอกจากนี้ย่านทรงวาดเดิมเป็นโกดังหรือ Warehouse ของธุรกิจด้านพืชผลการเกษตร ณ จุดหนึ่งก็ถูกเปลี่ยนเป็นร้านรองเท้าหรือผลิตภัณฑ์ของเล่น เรายังเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในย่านนี้“เพราะฉะนั้น รูปทรงของสถาปัตยกรรมจึงสื่อสารถึงฟังก์ชั่นการใช้ชีวิต การทำการค้าของคนในสมัยนั้น”ในย่านทรงวาด ตึกแต่ละหลังยังมีช่องที่คนไว้ใช้ชักรอกของจากชั้นล่างขึ้นมาเก็บไว้ชั้นบน ตึกส่วนใหญ่ในย่านนี้ก็จะมีช่องแบบนี้อยู่ ขณะที่ย่านพาหุรัด แม้อาจมีสถาปัตยกรรมคล้ายกันแต่มี element ของ Culture แบบคนอินเดียเข้ามา ทำให้มีความแตกต่างและมีความวาไรตี้มากขึ้นเส้นระนาบและมิติที่ 4มิกเล่าว่าความประทับใจของการทำโปรเจ็กต์ครั้งนี้ สังเกตเห็นได้จากงานภาพถ่ายที่เขานำเสนอ“ผมนำเสนอผ่านรูปทรง แสงและเงา และสถาปัตยกรรมที่มองผ่านเส้นระนาบ นี่คือ Fundamental component ของการมองความสวยงาม ของการมองสถาปัตยกรรมในแบบของผม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันถูกนำเสนอออกมาในงานอย่างชัดเจน”“จริงๆ แล้วในเรื่องสถาปัตยกรรม เรามักมีการคุยกันถึงเรื่อง ‘มิติ ที่ 4’ปกติเรามักพูดถึงงาน 3 มิติ (*หมายเหตุ : หมายถึง ความกว้าง-ความยาว/สูง-ความลึก/ความหนา) ส่วนมิติที่ 4 คือ ‘เวลา’ หากถามว่าเวลาส่งผลต่อสถาปัตยกรรมอย่างไร นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงของแสงและแต่ช่วงเวลาของวัน ทำให้เกิดเงา เกิด Effect ของภาพที่มีความแตกต่างกันไป”“ผมสนุกกับการลองใช้เวลา กับช่วงเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละวันในแต่ละสถานที่ เพราะสิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือเวลาที่แตกต่างไป Effect ของภาพหรือแสงและเงาจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราก็ไม่สามารถกลับไป Capture มันได้ เพราะมันผ่านไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผมตื่นเต้นกับมันทุกครั้งที่ได้เห็น ทุกวันนี้ เมื่อได้เดินบนถนนทรงวาดเอง หรือใน Area ใกล้ๆ ผมก็อยากจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพทุกครั้งเพราะเราไม่รู้ว่าจะเห็นแสงแบบนี้ เงาครั้งนี้อีกเมื่อไหร่” มิกบอกเล่าได้อย่างน่าสนใจเบื้องหลัง-ความเป็นมาของนิทรรศการเมื่อขอให้ช่วยเล่าเบื้องหลังความเป็นมาของนิทรรศการ CHROMATICมิกตอบว่า ในช่วงหลังๆ ย่านทรงวาดเป็นพื้นที่ที่มิกแวะเวียนมาบ่อยครั้งและมีโอกาสได้รู้จักกับเปิ้ล-วาสนาและเบียร์-ชาญวิทย์ ชัยพิทักษ์กุล แห่งร้าน Tay Songwat ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการในครั้งนี้ รวมทั้งเพื่อนรุ่นพี่คือจารุวรรณ ธนพัฒนากุล (ผู้ร่วมก่อตั้งเบิกบานบุรีที่เขาใหญ่และเป็นผู้มีส่วนร่วมจัดงาน WALKK: Bangkok Re-Birth นำชมวิถีชีวิตผู้คนและย่านเมืองเก่าของกรุงเทพ)“ผมรู้จักคุณเปิ้ลคุณเบียร์มานานแล้ว ทั้งสองท่านก็แนะนำให้รู้จักคุณจารุวรรณด้วย เราจึงมีโอกาสได้คุยกันว่า ทรงวาดค่อนข้าง Popular ขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีนี้ มีทั้งนักท่องเที่ยว มีทั้งคนรุ่นใหม่ๆ แวะเวียนมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ย่านทรงวาดยังมีอะไรมากกว่านั้น”“Area นี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งสำหรับกรุงเทพและประเทศไทย แล้วเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่ถูกสื่อสารผ่านไปให้กับนักท่องเที่ยวหรือคนรุ่นใหม่ที่เข้ามา เราจึงคิดกันว่า ทำยังไงให้คนรุ่นใหม่เค้าเข้าใจว่าพื้นที่เหล่านี้ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กับคนไทย”มิกเล่าว่า เพื่อนทั้ง 3 คนที่เอ่ยถึงข้างต้น ได้เอ่ยชวนเขาว่า ‘ลองไปเดินชมทรงวาดกันไหม’ จากนั้น ได้มีโอกาสพบกับ ‘ฤต นากชื่น’ นักโบราณคดี ผู้พามิกและเพื่อนทั้ง 3 คน ไปเดินสัมผัสย่านทรงวาด ตลาดน้อย เลยไปถึงปากคลองตลาดและพาหุรัดด้วย“ย่านเหล่านี้เป็นย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงเทพ ซึ่งพอเรามีโอกาสได้เข้าไปเดินแล้วรู้สึกว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรามองข้ามไป มันเป็นพื้นที่ที่คนธรรมดาอย่างผมซึ่งเป็นคนกรุงเทพก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะมาแถวนี้ ยกเว้นมาทรงวาดแล้วก็มาดู มาถ่ายรูปร้านกาแฟ แต่เราไม่ได้เดินเข้าไปใน Area ที่ผู้คนใช้ชีวิตจริงๆ”“เมื่อเดินเข้าไปแล้ว พบว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ มีเสน่ห์จากทั้งสถาปัตยกรรม ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต ทั้ง Object ที่อยู่ในชุมชน ทำให้เกิดเป็นแนวความคิดว่า เมื่อเราเจอสิ่งนี้แล้ว เราอยากนำมาเล่าเรื่องให้กับคนที่เข้ามาใน Area เหล่านี้ ได้เห็น ได้สัมผัส จึงเกิดเป็นไอเดียว่า เราอยากนำเสนอเป็นภาพถ่ายที่เป็น Medium ซึ่งเป็นสื่อที่ผมถนัดและใช้ในการนำเสนอ ใช้ในการถ่ายทอด Message เกิดเป็นแนวคิดที่อยากจัดเป็นนิทรรศการขึ้นมา”กลิ่นอายความทรงจำเมื่อ 23 ปีก่อนย้อนกลับไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว มิกเล่าว่า เขาได้ทำ Student Project เมื่อครั้งศึกษาอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาการออกแบบอุตสาหกรรม มิกได้ทำ Photo Book เก็บบันทึกเรื่องราวของพื้นที่ในย่านเยาวราช-สำเพ็ง-พาหุรัด ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงและทับซ้อนกับการจัดนิทรรศการในครั้งนี้“ผมก็คิดว่าเป็นไอเดียที่ดีนะ ที่เราได้กลับมามองดูว่า 23 ปีที่ผ่านไป มันเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ก็เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ผมอยากนำเสนอสิ่งนี้ แล้วก็อยากให้ผู้คนได้เห็นว่าวิวัฒนาการของพื้นที่เหล่านี้ ย่านเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา”นิทรรศการ CHROMATIC ในปัจจุบัน ภาพที่จัดแสดงเป็นภาพจากกล้องดิจิตัล แต่ Photobook เมื่อ 23 ปีก่อนเป็นภาพฟิล์ม“ 23 ปีที่แล้ว ผมใช้กล้องฟิล์ม และใช้เทคนิคที่เรียกว่า Cross Processing เป็นการนำฟิล์มสไลด์ มาล้างด้วยน้ำยาฟิล์มสีเนกาทีฟ ทำให้เกิดปฏิกริยาทางเคมี เมื่อเราอัดรูปออกมา รูปจะเกิดสีที่ไม่คาดฝันซึ่งในแต่ละครั้งที่อัดรูป สีที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป เป็นเทคนิคที่เราได้ Inspiration จากการที่เราลงพื้นที่มาถ่ายรูป แล้วเราพบว่าคาแรคเตอร์ของสีโดดเด่นมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่เราได้เห็นเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วรวมทั้งเรื่องของการค้า Architecture และชีวิตผู้คนที่เป็นจุดเชื่อมโยง เป็นจุดเชื่อมต่อกัน”“นอกจากนั้นในนิทรรศการนี้ เราจะมีอีกโซน เป็นโซนเครื่องฉายสไลด์อยู่ด้านหน้า นั่นเป็นการถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ เป็นภาพถ่ายปัจจุบัน เราก็จะเห็นจุดเชื่อมโยงของการใช้สื่อที่เป็น Analog อย่างฟิล์มสไลด์และเครื่องฉายสไลด์ที่จะทำให้เรากลับไปเห็นภาพในอดีตซ้อนทับกับภาพที่อยู่ในปัจจุบันได้ชัดเจนมากขึ้น”บางสิ่งที่คงอยู่อดถามไม่ได้ว่า ย่าน ‘ทรงวาด พาหุรัด ปากคลองตลาด’ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คุณถ่ายภาพในนิทรรศการครั้งนี้ ก็เป็นย่านที่อยู่ไม่ไกลจากที่คุณทำโปรเจ็กต์เมื่อ 23 ปีที่แล้วที่เยาวราช สำเพ็งและพาหุรัด ในมุมมองของคุณมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง อะไรที่คงเดิม อะไรที่หายไปมิกตอบว่า “สิ่งที่ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์คือ 23 ปีที่ผ่านไป Area นี้ มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ทั้งในรูปแบบของอาคาร สถาปัตยกรรม และรูปแบบของวิถีการใช้ชีวิต”“เมื่อ 23 ปีที่แล้ว ผ่านมาถึงวันนี้ พาหุรัดก็ยังเป็นตลาดผ้า ปากคลองฯ ก็ยังเป็นตลาดดอกไม้ สำเพ็งก็ยังเป็นตลาดขายของ Giftshop รูปแบบการใช้ชีวิตยังคงเดิม นี่เป็นสิ่งที่ผมประทับใจ เพราะกรุงเทพใน Area อื่นๆ มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก แต่ใน Area นี้ ยังรักษาภาพดั้งเดิมไว้ได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็มีหลายอย่าง ผมมองว่า อย่างเช่นทรงวาดเอง ถึงแม้ว่าตัวอาคารยังเหมือนเดิม แต่ว่ามีเรื่องของ Modernize ต่างๆ เข้ามา ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่ดีนะครับ มีเป้าหมายที่ดี ทำให้ดึงดูดคนใหม่ๆ เข้ามา แต่สิ่งที่เราอยาก Keep มันต่อไป คือเราอยาก Keep document ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เอาไว้ เพราะ ณ วันนี้ เราเห็นว่าเริ่มมีร้านค้า คาเฟ่น่ารักๆ บนถนน หมายความว่ามันกำลังจะถูก Develop เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผมเชื่อว่าชาวทรงวาดเอง ชุมชนใน Area นี้เองก็พยายามจะรักษาความเป็นต้นตำรับ หรือความเป็น Original ของอาคาร สถาปัตยกรรม และรูปแบบการใช้ชีวิตของทรงวาดก็ยังอยู่ เป็นการ Balance ระหว่างโลกใหม่กับโลกเก่าครับ”ไอเดียฟื้นฟูย่านเก่าด้วย Creative Economyมิกสะท้อนมุมมองว่า เขามีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เคยไปทำงานที่ ลอนดอนและได้ใช้ชีวิตในอีกหลายประเทศ สิ่งที่เขาสนใจ คือ ณ วันนี้ ในประเทศไทยหรือในกรุงเทพเอง น่าจะมีการฟื้นฟู หรือพัฒนาย่านที่เราเรียกว่าย่านเมืองเก่า โดยรักษาภาพดั้งเดิม รักษาความเป็น Original ของย่านหรือของพื้นที่นั้นๆ ไว้ โดยที่เราใช้ความสามารถของ Creative Economy เข้ามาช่วย ทำให้ย่านเหล่านี้มีมิติมากขึ้น มีเรื่องราวที่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ทำให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาใช้ชีวิตในย่านที่เรียกว่าย่านเมืองเก่า และส่งผลต่อผู้ประกอบการในพื้นที่ทั้งทำให้ความเป็นเมืองเก่า ความเป็น Original ของกรุงเทพกลับมาอีกครั้งนึง สิ่งนี้คือสิ่งที่มิกอยากบอกต่อไม่เพียงเฉพาะในย่านเมืองเก่าเหล่านี้ แต่ในกรุงเทพ ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่พร้อมจะถูกฟื้นฟูและ Modernize ขึ้นมา แล้วดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้ามา สร้าง Story ใหม่ๆ มิกยังยกตัวอย่างย่าน Shoreditch ในลอนดอนด้วยว่ามีความคล้ายย่านทรงวาดอย่างมาก ในยุคช่วงศตวรรษที่ 20 พื้นที่ย่านนี้เป็นโกดัง เป็น Industrial ในการผลิตและเก็บของ เมื่อถึงยุคนึงก็ถูกทิ้งร้าง เป็นย่านที่ไม่มีใครสนใจ กระทั่ง ในที่สุด มีกลุ่ม Creative Economy เข้าไปฟื้นฟู “วันนี้ Shoreditch กลายเป็น Area ที่เราเรียกว่า Hipster Area มีคนครีเอทีฟ คนที่สนใจงานดีไซน์ งานออกแบบ งานอาร์ต เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ ทำให้พื้นที่ที่มันเคยถูกทิ้งร้างกลับมามีชีวิตอีกครั้งนึงเช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่ทรงวาด แต่กรุงเทพยังมีพื้นที่อีกเยอะแยะมากมาย ที่อาจจะถูกเพิกเฉยละเลยไป แต่ถ้าเรานำสิ่งที่เรียกว่า Creative Economy เข้ามาก็จะทำให้พื้นที่เหล่านั้นน่าอยู่มากขึ้น มีเรื่องราวมากขึ้นและกลับมามีชีวิตอีกครั้ง”2 บทบาทที่แตกต่างและเชื่อมโยงสำหรับความเป็นมาของชายคนนี้ ในการก้าวเข้ามาสู่บทบาทของช่างภาพอิสระ และมีนิทรรศการภาพถ่ายเป็นครั้งแรก ก็นับว่าน่าสนใจคล้ายมีหลายเฉดสี ไม่ต่างจากภาพของเขานอกจากการเป็นช่างภาพอิสระแล้ว มิกยังทำงานเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการตลาดด้วย ส่วนงานช่างภาพอิสระนับเป็นอีก Moment หนึ่งที่ทำด้วยความรักในศิลปะแห่งการถ่ายภาพ“โดยหน้าที่ของผม ผมทำงานใน Agency โฆษาซึ่งดูแลเรื่องการวางกลยุทธ์ทางการสื่อสารทางการตลาด ทำพวกโฆษณา แคมเปญ Branding ให้กับแบรนด์ใหญ่ๆ ทั้ง Global Brand และ Local Brand ด้วย”“ผมทำงานนี้มาเกือบ 20 ปีแล้วครับ แล้วก็มีช่วงที่ไปทำงานที่ประเทศอังกฤษ ที่ลอนดอนด้วย ช่วงปี 2022-2023 นอกจากงานหลักแล้วผมก็สนใจการถ่ายภาพมาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสทำออกมาในรูปแบบ Exhibition ครั้งนี้เป็นครั้งแรก”แล้วการเป็นช่างภาพอิสระมอบอะไรให้ชีวิตบ้างมิกตอบว่า “คำถามนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสนั่งหาคำตอบ ว่าทำไมเราสนุกกับการถ่ายภาพและทำงานเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการตลาดไปพร้อมๆ กัน ผมว่า 2 Role นี้ มีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ เราเป็น Storyteller เราเป็นนักเล่าเรื่อง”“ในการวางกลยุทธ์ทางการตลาด เราเล่าเรื่องผ่านความเข้าใจของผู้คน ผ่านพฤติกรรมของผู้คน การสังเกตพฤติกรรมของผู้คน แต่การเป็นช่างภาพ เราเล่าผ่านพื้นที่ แสง สี แต่ทั้งสองบทบาทนี้ก็คือการสื่อสารข้อความที่เราอยากสื่อไปถึงคนฟัง ถึงผู้รับสารของเรา เป็น Process เดียวกัน แต่ว่าใช้จุดตั้งต้นและวิธีการที่แตกต่างกัน นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมสนุกกับทั้งสองอย่างไปในเวลาเดียวกัน”“เวลาเราทำแบรนด์ เราสื่อสารในเรื่องของแบรนด์ แต่งานภาพถ่าย คือสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารจริงๆ”ทราบว่าคุณยังเป็นช่างภาพถ่ายภาพนักกีฬาด้วย คุณร่วมงานกับ CrossFit Inc. และได้เป็นช่างภาพในงาน CrossFit Regional Games ในหลากหลายประเทศในทวีปเอเชียได้อย่างไรมิกตอบว่า “มีอีก Another Part ที่ผมสนใจ คือผมเป็นคนออกกำลังกาย เล่นกีฬา และเมื่อครั้งไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (MBA : University of Massachusetts-Boston) ก็มีโอกาสได้เล่นกีฬาที่เรียกว่า CrossFit เมื่อกลับมาที่เมืองไทย ก็มีโอกาสได้อยู่ในกลุ่ม CrossFit ที่เป็น Community ทั้งในเอเชียเลย แล้วผมชื่นชอบการถ่ายภาพอยู่แล้ว มีโอกาสได้เข้าไปร่วมในการถ่ายภาพการแข่งขัน ใน Scale ที่เป็น Local ทั้งในเมืองไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง บาหลี และเกาหลีใต้ ก็ไปเข้าตา CrossFit Organization ที่อเมริกา เค้าจึงติดต่อมา ช่วงนั้นเป็นปี 2019 มีงาน CrossFit Regional ที่เซี่ยงไฮ้ เค้าก็ติดต่อให้ผมไป เพราะเค้าต้องการคน Local ที่รู้จักกับ Community ในเอเชียเข้าไปร่วมด้วย”“ผมทำงานกับคนที่อยู่ในวงการ CrossFit ทั้งในและต่างประเทศ พวกเค้าก็จะรู้จักและ Recommend ผมให้กับ CrossFit ที่อเมริกา ผมจึงมีโอกาสไปร่วมงานกับ CrossFit Organization ที่อเมริกา ที่เค้ามาจัดที่เซี่ยงไฮ้ แล้วก็มีโอกาสได้พบกับทั้งช่างภาพและผู้สื่อข่าวกีฬาจากต่างประเทศ รวมทั้งนักกีฬาจากต่างประเทศอีกมากมายครับ เป็นอีกหนึ่งความสนใจ”แต่ไม่ว่าบทบาทของการเป็นนักกลยุทธ์ทางการตลาดหรือการเป็นช่างภาพอิสระณ วันนี้ มิกยอมรับว่า…“วันนี้ สิ่งที่ผมสนใจที่สุดก็คือการ Capture moment เล็กๆ ที่หลายๆ คน อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญ”สัมผัสผลงานและตัวตน ของ ‘มิก สนเจริญ’ ที่ถ่ายทอดแต่ละห้วงขณะผ่านภาพถ่ายในนิทรรศการครั้งนี้ได้อย่างมีมิติ เปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแฝงไว้ด้วยความหมายที่น่าสนใจ……..Text By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูลPhoto : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล, วรวิล สนเจริญเอื้อเฟื้อสถานที่ : Tay Songwatนิทรรศการ CHROMATIC: A Journey Through Neighborhood Color จัดแสดง ณ TAY Songwat (ถนนทรงวาด) ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000041136

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X