Everyday knowledge for you
ท่องเที่ยว
23/03/2026
“1937.12.13 – 1938.1” ตัวเลขที่สลักปรากฏเด่นบนแท่นเสาหิน หาใช่รหัสลับใดๆ แต่เป็นตัวเลขสื่อถึงช่วงวันเวลา 6 สัปดาห์ของเหตุการณ์อันโหดร้ายครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สงครามที่มนุษย์กระทำต่อกัน และเสาหินอิฐสีเทานั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ตระหง่านอยู่บริเวณ “อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง” ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนว “Dark Tourism” ระดับโลกของประเทศจีนแท่นเสาหินสลักช่วงเวลาอันเลวร้าย (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)“Dark Tourism” ท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้โศกนาฏกรรม ความตาย และความสูญเสียDark Tourism แปลความหมายตรงตัวได้ว่า “การท่องเที่ยวด้านมืด” ซึ่งเป็นคำที่ Malcolm Foley กับ J. John Lennon แห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ คาเลโดเนียน ประเทศสกอตแลนด์ ริเริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ. 1996 ในงาน JFK and dark tourism: a fascination with assassination เพื่อเรียกรูปแบบการท่องเที่ยวในพื้นที่ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุโศกนาฏกรรมและความตาย โดยไม่มีปัจจัยด้านความกลัวหรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมาเกี่ยวข้อง (อ้างอิง: พงศ์ปรีดา ลิ้มวัฒนะกุล, วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า)Credit: www.19371213.comจุดหมายการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ จึงไม่ใช่สถานที่สร้างความรื่นเริงบันเทิงใจเหมือนแหล่งท่องเที่ยวทั่วไปตามนิยาม หรือภาพจำที่เราคุ้นชิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตรงกันข้าม ด้วยการเป็นสถานที่ที่อาจสร้างความรู้สึกหดหู่ เศร้าสลด สะเทือนใจอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม ในความเศร้าที่ว่า ก็เพื่อจุดมุ่งหมายให้มนุษย์เกิดความ “ตระหนัก” ในเรื่องราวที่เกิดขึ้น เกิดข้อคิดเป็นบทเรียนสอนใจว่า ไม่ควรให้มีเหตุการณ์ลักษณะนั้นเกิดขึ้นอีกบนโลกใบนี้Dark Tourism ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของโลก เช่น ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ โปแลนด์, อนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์ 9/11 นิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา, อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิม่า ญี่ปุ่น หรือในเมืองไทยก็มีสุสานทหารสัมพันธมิตร-พิพิธภัณฑ์ และช่องเขาขาดในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้นสำหรับ Dark Tourism ประเทศจีน สถานที่ที่นับว่ามีชื่อเสียงระดับโลก ต้องยกให้ “อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง” หรือ ชื่อทางการว่า “The Memorial Hall of the Victims in Nanjing Massacre by Japanese Invaders” ในเมืองหนานจิง (Nanjing) มณฑลเจียงซูประติมากรรมสื่อถึงความโหดร้ายในสงคราม (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)ประติมากรรมสื่อถึงความโหดร้ายในสงคราม (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิงแม้ปัจจุบันเมืองหนานจิง ไม่ต่างจากเมืองอื่นในจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและทันสมัย แต่ยังมีพื้นที่หนึ่งที่มีความเงียบสงบอย่างทรงพลัง เปรียบดั่งพื้นที่เก็บความทรงจำทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยความเจ็บปวด การสูญเสีย และความหวังต่อสันติภาพ นั่นคือ อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิงโดยกองทัพญี่ปุ่นสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณจุดที่เคยพบหลุมศพจำนวนมากของเหยื่อในเหตุการณ์สังหารหมู่ ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1937– มกราคม 1938 ซึ่งระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์ กลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือน โดยทางการจีนระบุว่า กองทัพญี่ปุ่นสังหารทหารจีน และประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปราว 300,000 คน ซึ่งเหตุการณ์อันเลวร้ายครั้งนั้น ยังได้รับการขนานนามว่า “การกระทําชําเราแห่งหนานจิง” (The Rape of Nanking) ด้วยเหตุการณ์สุดเลวร้ายที่ว่ากองทัพญี่ปุ่นข่มขืนกระทำชำเราพลเรือนหญิงชาวจีนแบบไม่เลือกหน้า ไม่เว้นแม้แต่เด็ก คนชรา แม่ชี หรือแม้กระทั่งหญิงมีครรภ์ ก่อนจะสังหารในภายหลังเพื่อเลี่ยงหลักฐานการเอาผิดอนุสรณ์สถานฯ เปิดทำการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1985 จึงไม่ใช่เพียงการเปิดพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่สำหรับการไว้อาลัย การทบทวนอดีต และให้คนปัจจุบันตระหนักถึงประวัติศาสตร์อย่างจริงจังภาพถ่ายภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)พื้นที่แห่งความทรงจำโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติเมื่อผู้มาเยือนก้าวเข้าสู่พื้นที่กว่า 103,000 ตารางเมตรจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตั้งใจออกแบบให้กระตุ้นความรู้สึกครุ่นคิด ไม่ว่าจะเป็นลานรูปปั้นสื่อถึงผู้คนที่ถูกพรากชีวิตไป ลานไว้อาลัยอันเงียบสงบ และพื้นที่หลุมฝังศพหมู่หมื่นศพซึ่งทำหน้าที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ของโศกนาฏกรรมโลกไม่ลืมภายในโซนพิพิธภัณฑ์มีเรื่องราวของนิทรรศการที่เป็นมากกว่าการบอกเล่า หัวใจของอนุสรณ์สถานคือ “นิทรรศการเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง” ซึ่งไม่เพียงจัดแสดงเอกสาร ภาพถ่าย และวัตถุพยาน แต่ยังเล่าเรื่องผ่านเสียง พื้นที่ และผ่านประสบการณ์ของผู้รอดชีวิต มีนิทรรศการพิเศษ เช่น “ความยุติธรรมจะมีชัย สันติภาพจะมีชัย ประชาชนจะมีชัย” และนิทรรศการเกี่ยวกับ “สตรีบำเรอกาม” ในสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ผู้ชมเห็นภาพกว้างของสงคราม ไม่ใช่แค่ในฐานะเหตุการณ์ทางทหาร แต่ในฐานะโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติภาพถ่ายชาวหนานจิงในปีนั้น (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)แม้สิ่งที่ผู้มาเยือนเต็มไปด้วยความหดหู่ แต่การจัดแสดงเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปลุกความเกลียดชัง แต่เพื่อปลูกฝังความเข้าใจว่า สันติภาพมีคุณค่าเพียงใด และให้มนุษย์ตระหนักเป็นบทเรียนมิให้เกิดขึ้นซ้ำ โดยเนื้อหาที่บรรยายนั้นมีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่นบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)จากพิพิธภัณฑ์สู่ศูนย์กลางความรู้อนุสรณ์สถานแห่งนี้ เติบโตเป็นศูนย์กลางการวิจัยและการศึกษาด้านประวัติศาสตร์สงคราม โดยมีการก่อตั้งสมาคมวิจัยประวัติศาสตร์เหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง และสถาบันคลังสมองด้านมรดกแห่งชาติและสันติภาพระหว่างประเทศ ทำให้เป็นสถานที่ที่มีบทบาทในเวทีวิชาการ ทั้งในจีน และระดับนานาชาติ วารสาร Journal of Japanese Invasion of China and Nanjing Massacre ที่ตีพิมพ์โดยอนุสรณ์สถาน ยังได้รับการยอมรับในวงวิชาการ และถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วโลก ทำให้เรื่องราวของหนานจิงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในจีน แต่กลายเป็นบทเรียนระดับโลกบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)สำหรับวัฒนธรรมร่วมสมัยในรูปแบบภาพยนตร์มีภาพยนตร์ว่าด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นให้รับชมมากมาย โดยล่าสุด (มกราคม 2569) ในเมืองไทยกำลังฉายเรื่อง “Dead to Rights (2025): บันทึก หนานจิง” เรื่องราวของการสังหารหมู่ที่หนานจิงในปี ค.ศ. 1937 นอกจากนี้กว่าสิบปีที่แล้วก็มีภาพยนตร์เรื่อง “The Flowers of War (2011): สงครามนานกิง สิ้นแผ่นดินไม่สิ้นเธอ” เรื่องราวว่าด้วยนางโลมผู้เสียสละดั่งวีรชนในสงครามครั้งนั้น ผลงานของผู้กำกับชื่อดัง “จาง อี้โหมว” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักดูหนังประติมากรรมสื่อถึงความโหดร้ายในสงคราม (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)ข้อมูลที่ตั้งและการเดินทางอนุสรณ์สถานฯ ตั้งอยู่ในเขตเจี้ยนเย่ เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู ประเทศจีน (เข้าชมฟรี)การเดินทางที่ได้รับความนิยม คือ เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงจากเมืองเซี่ยงไฮ้ (ใช้เวลาประมาณ 1.5 - 2.5 ชั่วโมง แล้วแต่ประเภทขบวน) จาก Nanjing Railway Station ต่อรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Yunjin Road (Yunjinlu Station)ข้อมูลเพิ่มเติม www.19371213.comแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000007339
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ธุรกิจ
20/03/2026
เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า “คอนเนกชัน” เป็นเรื่องสำคัญของการทำธุรกิจ และเป็นบันไดปีนไปสู่ความสำเร็จ แต่ปัญหาย่อมมีสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่ลงสนามนี้เป็นครั้งแรก ด้วยความที่ไม่รู้จักใครเลย จะมีวิธสร้าง “คอนเนกชัน” ในรูปแบบอะไร ที่ไหนบ้าง เรามาหาคำตอบกันเพราะการสร้างคอนเนกชันในโลกธุรกิจอาจดูท้าทายเมื่อเริ่มต้น แต่มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้:เข้าร่วมงานอีเวนต์และการประชุม: เข้าร่วมงานสัมมนา, งานประชุม, หรือการประชุมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ งานเหล่านี้มักเป็นโอกาสที่ดีในการพบปะกับผู้คนในอุตสาหกรรมเดียวกันและสร้างความสัมพันธ์ใหม่เข้าร่วมกลุ่มออนไลน์: มีหลายแพลตฟอร์มที่คุณสามารถเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์หรือฟอรัมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เช่น LinkedIn, Facebook Groups, หรือ Reddit คุณสามารถสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้คนที่มีความสนใจเดียวกันหาผู้ให้คำปรึกษา (Mentor): การหาผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเพื่อขอคำปรึกษาสามารถช่วยให้คุณเข้าใจธุรกิจมากขึ้นและเปิดโอกาสในการสร้างคอนเนกชันกับเครือข่ายของผู้ให้คำปรึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการกุศล: การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมหรือการกุศลสามารถช่วยให้คุณพบปะกับผู้คนที่มีความสนใจและค่านิยมเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีความหมายสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า: แชร์ความรู้และความเชี่ยวชาญของคุณผ่านบล็อก, บทความ, หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดีย การให้ข้อมูลที่มีคุณค่าแก่ผู้อื่นจะช่วยให้คุณเป็นที่รู้จักในวงกว้างและดึงดูดผู้ที่สนใจในสิ่งที่คุณเสนอทำงานร่วมกับธุรกิจอื่น: ค้นหาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับธุรกิจอื่นในโครงการหรือกิจกรรมพิเศษ การทำงานร่วมกันสามารถเปิดโอกาสให้คุณได้รู้จักและสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรใหม่ใช้การตลาดปากต่อปาก: ขอให้ลูกค้าหรือคนที่รู้จักแนะนำคุณให้กับคนที่อาจสนใจในบริการหรือผลิตภัณฑ์ของคุณ การแนะนำจากคนรู้จักมักจะมีน้ำหนักมากกว่าอย่างไรก็ตาม ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และแสดงออกถึงความเชี่ยวชาญของคุณอย่างมั่นใจจะช่วยให้คุณสร้างความประทับใจในคนที่คุณพบ อีกทั้งเมื่อคุณเริ่มสร้างคอนเนกชันแล้ว อย่าลืมที่จะรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วยการติดตาม, ส่งข้อความขอบคุณ, และให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งนี้ การสร้างเครือข่ายอาจต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่การมุ่งมั่นและการใช้วิธีการที่หลากหลายจะช่วยให้คุณสร้างความสัมพันธ์ที่มีค่าที่สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้ในระยะยาวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ smartsmehttps://smartsme.co.th/content/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
20/03/2026
• สอง-จักรพงศ์ สิริริน มือเบสวง Paradox จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวในชื่อ "How many more butterflies will I see in my lifetime?" • ผลงานเป็นศิลปะนามธรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแบบทดสอบหยดหมึก Rorschach โดยตีความ "ผีเสื้อ" เป็นภาพสะท้อนจิตใจของผู้ชม • นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถนนเจริญกรุงสอง จักรพงศ์ สิริริน หรือมือเบสวง Paradox จัดนิทรรศการศิลปะ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก แบบทดสอบทางจิตวิทยา Rorschach ที่ใช้ ‘หยดหมึก’ เป็นเครื่องมือในการสำรวจภาวะจิตใต้สำนึกและการตีความส่วนบุคคลสอง Paradox บรรยากาศวันเปิดนิทรรศการฯHow many more butterflies will I see in my lifetime?ศิลปินเปลี่ยนผ่านรูปแบบงานจากกึ่งนามธรรมเข้าสู่ ศิลปะนามธรรมอย่างเต็มตัว ผ่านเทคนิคการย่อขนาดและทับซ้อนของรูปทรงจนดูคล้าย ฝูงผีเสื้อ ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในทุกจังหวะของสายตา“ผมสนใจว่าถ้าเราไม่จำกัดว่าหมึกหยดต้องมีรูปทรงแค่หนึ่งหรือสองรูป แต่เพิ่มจำนวนมันให้เต็มพื้นที่ทั้งหมด เราจะรู้สึกยังไงเวลามองเห็นมันพร้อมๆ กัน เหมือนตอนที่เราใช้ชีวิตจริง ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน” สอง จักรพงศ์ สิริริน กล่าวศิลปินกล่าวด้วยว่า “ผีเสื้อในงานนี้ไม่ใช่สัตว์ แต่มันคือภาพสะท้อนของใจเรา บางคนเห็นเหมือนกัน บางคนเห็นต่างกัน ผมชอบช่วงเวลาที่คนยืนมองแล้วตีความในแบบของตัวเอง เพราะนั่นคือส่วนที่งานศิลปะมีชีวิต”เบื้องหลังบทบาทความเป็นศิลปินทัศนศิลป์ของ “สอง” คือเขาเติบโตจากพื้นฐานการศึกษาศิลปศึกษา ก่อนเส้นทางดนตรีจะพาเขาห่างจากพู่กันไปหลายปี จนช่วงเวลาที่โลกหยุดนิ่ง เขาจึงกลับมาสานต่อความฝันวัยเด็กอีกครั้ง“คำถามว่าเราจะเห็นผีเสื้ออีกกี่ครั้งในชีวิต มันไม่ใช่เรื่องของเวลาอย่างเดียว แต่มันคือคำถามว่าเราจะยังมองเห็นและตีความตัวเองได้อีกกี่ครั้ง ก่อนที่เราจะเปลี่ยนไป” สอง จักรพงศ์ สิริริน กล่าวทิ้งท้ายต้า Paradox มาให้กำลังใจศิลปินHow many more butterflies will I see in my lifetime?พบกับ นิทรรศการศิลปะ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1225338
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
20/03/2026
ภูมิปัญญาของชาวฮกเกี้ยน หรือ จีนแคะ ที่ได้สร้างบ้านทรงกลมขนาดใหญ่ สูงราวตึก 5 ชั้น ทำหน้าที่เป็นทั้งป้อมปราการและที่อยู่อาศัย นั่นคือ “บ้านดิน ถู่โหลว” ตั้งอยู่ในเขตหย่งติ้ง เมืองหลงเหยียน มณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนภาพ: สำนักข่าวซินหัวบ้านดินถู่โหลวสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน มีการรักษาและสืบทอดจนถึงยุคปัจจุบันรวมอายุกว่า 800 ปี ลักษณะทั่วไปของบ้านดินมีรูปทรงเลขาคณิตที่แปลกตา ทั้งทรงกลมและสี่เหลี่ยม บริเวณตรงกลางเปิดโล่งคล้ายลานอเนกประสงค์บ้านขนาดใหญ่นี้ เป็นที่อยู่อาศัยได้มากถึง 30-40 ครอบครัวในหนึ่งหลัง มีจำนวนห้องราว 100-200 ห้อง มีจำนวนชั้น 3-6 ชั้น ห้องครัวและห้องอาหารอยู่ชั้นแรก ชั้นต่อมาได้แก่ห้องเก็บพืชผลทางการเกษตร ชั้นที่สามและสี่คือห้องนอน สำหรับบ้านในชั้นที่สองส่วนใหญ่เป็นห้องรับแขกภาพ: สำนักข่าวซินหัวภาพ: สำนักข่าวซินหัวนอกจากนั้นยังมีห้องสำหรับจัดพิธีสำคัญๆ ของบ้านเช่น งานแต่งงาน งานมงคลรื่นเริงต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นชุมชนเล็กๆ ภายในถู่โหลว แสดงให้เห็นว่าชาวจีนนิยมอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ เป็นสัญลักษณ์การอยู่ร่วมกันของชาวฮากกาบ้านสร้างตามภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของชาวจีนโบราณ มีบ่อน้ำตั้งอยู่ตรงกลางตามหลักฮวงจุ้ย ตั้งอยู่ตามแนวภูเขาสูง วัสดุหลักการก่อสร้างมีทั้งใช้ดิน ไม้ หิน และไม้ไผ้ โครงสร้างทนทานต่อแผ่นดินไหว กำแพงของบ้านดินมีความหนากว่า 1 เมตร เพื่อช่วยป้องกันลมพายุรุนแรง และช่วยรักษาอุณหภูมิภายในบ้านดินให้มีอากาศที่อบอุ่นในฤดูหนาว ขณะเดียวกันก็ไม่ร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนภาพ: สำนักข่าวซินหัวบ้านดินถู่โหลวดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศมาเยี่ยมชม โดยบ้านดินถู่โหลวแห่งฝูเจี้ยนได้รับยกย่องเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งยูเนสโกในปี ค.ศ.2008 และในปี ค.ศ.2020 บ้านดินแห่งนี้ก็ปรากฏสู่สายตาชาวโลกในฐานะวัฒนธรรมร่วมสมัย ด้วยการเป็นฉากของหมู่บ้านนางเอกในภาพยนตร์เรื่อง Mulan ของค่ายดิสนีย์ภาพ: สำนักข่าวซินหัวภาพ: สำนักข่าวซินหัวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000026689
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
20/03/2026
เอไอเอ ประเทศไทย คว้า 4 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวที “2026 Thailand's Most Admired Brand” และ “2025-2026 Thailand’s Most Admired Company" ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร BrandAge ในปีนี้ เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงครอง 4 รางวัลใหญ่อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ รางวัลแบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุด ในกลุ่มประกันชีวิต 24 ปีซ้อน และกลุ่มประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) 7 ปีซ้อน อีกทั้งยังคว้ารางวัลพิเศษ Market Leader Brand Award หมวดธนาคารและบริการทางการเงิน ในกลุ่มประกันชีวิต มาครองเป็นปีที่ 9 อีกด้วย นอกเหนือจากความสำเร็จในด้านแบรนด์แล้ว เอไอเอ ประเทศไทย ยังได้รับความเชื่อมั่นจากคนไทยให้ครองตำแหน่ง บริษัทที่น่าเชื่อถือที่สุด กลุ่มประกันชีวิต ติดต่อกันเป็นเวลา 18 ปี โดยมี คุณรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ ร่วมด้วย คุณพีร พนิตพล ผู้อำนวยการฝ่าย Total Wealth Solution เป็นตัวแทนรับรางวัลซึ่งทั้ง 4 รางวัลดังกล่าวถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จที่สะท้อนมาจากเสียงของประชาชนทั่วประเทศ ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอที่ได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาสู่ปีที่ 88 ด้วยความเป้าหมายที่ต้องการดูแลคนไทยตลอดทุกช่วงของชีวิตผ่านผลิตภัณฑ์และการบริการที่ครบวงจรทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน ควบคู่กับการตอบแทนคืนสู่สังคมผ่านกิจกรรมด้าน ESG ที่เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคมไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงด้วยความยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
19/03/2026
ฮ่องกง, มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15; กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ต่อหุ้น; ส่วนที่เพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ต่อหุ้น; ยอดเงินปันผลรวมต่อหุ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่ มูลค่า 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ19 มีนาคม 2569 – คณะกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทเอไอเอ (“บริษัท”) มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเอไอเอ สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อัตราการเติบโตรายงานจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น: ผลประกอบการของธุรกิจใหม่และมูลค่าพื้นฐานของกิจการ • มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตขึ้นร้อยละ 15 เป็น 5,516 ล้านเหรียญสหรัฐ • อัตราผลตอบแทนจากการดำเนินงานบนมูลค่าธุรกิจประกันภัย อยู่ที่ร้อยละ 15.8 เพิ่มขึ้น 90 จุด • ส่วนทุนตามมูลค่าธุรกิจประกันภัยอยู่ที่ 79.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ต่อหุ้น คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนจริงผลประกอบการตามมาตรฐานรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) • กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) อยู่ที่ 7,136 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ต่อหุ้น • มีความเชื่อมั่นว่ากำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) ต่อหุ้น จะบรรลุเป้าหมายอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปี (CAGR) จากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 11 ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569(1) • อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ร้อยละ 15.5 เพิ่มขึ้นมา 70 จุดเงินกองทุนส่วนเกิน และเงินทุน • มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) อยู่ที่ 6,765 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ต่อหุ้น • เงินกองทุนส่วนเกินสุทธิ (net FSG) เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ต่อหุ้น เป็น 4,451 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังการลงทุนในธุรกิจใหม่ • อัตราส่วนทุนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ร้อยละ 221 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568เงินปันผลและโครงการซื้อหุ้นคืน • เงินปันผลประจำปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 คิดเป็น 144.08 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น • ยอดเงินปันผลรวมต่อหุ้น มูลค่า 193.08 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 • โครงการซื้อหุ้นคืนใหม่ มูลค่า 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ(2)นายหลี่ หยวน ซยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า “เอไอเอ สร้างผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ด้วยการเติบโตระดับสองหลักในตัวชี้วัดทางการเงินหลักของเรา ทั้งมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ผลกำไร และการสร้างกระแสเงินสด การเติบโตในวงกว้างทั่วทั้งธุรกิจส่งผลให้มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความแข็งแกร่งและความหลากหลายของโครงสร้างธุรกิจของเรา ส่วนทุนตามมูลค่าประกันภัย (EV Equity) เติบโตอย่างแข็งแกร่งอยู่ที่ร้อยละ 14 ต่อหุ้น(3) สู่ระดับ 79.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น การดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีวินัยและสม่ำเสมอของเรายังคงส่งเสริมให้อัตราผลตอบแทนจากการดำเนินงาน (ROEV) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROV) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15.8 และร้อยละ 15.5 ตามลำดับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจใหม่ที่มีคุณภาพสูงช่วยสนับสนุนให้กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) ต่อหุ้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และส่วนที่เพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) ต่อหุ้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ขณะเดียวกัน หลังการลงทุนในธุรกิจใหม่ เงินกองทุนส่วนเกินสุทธิ(net FSG) ต่อหุ้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 สู่ระดับ 4,451 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) และการปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์เชิงรุกไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เงินทุนต่ำลง”“ภายใต้นโยบายการจ่ายเงินปันผลที่รอบคอบ ยั่งยืน และเติบโตอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอให้เพิ่มเงินปันผลประจำปีขึ้นร้อยละ 10 เป็น 144.08 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น ส่งผลให้เงินปันผลรวมทั้งหมดอยู่ที่ 193.08 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการยังได้อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่(2) มูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นไปตามนโยบายการบริหารเงินทุนของกลุ่มบริษัท ซึ่งรวมถึงวงเงิน 0.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอัตราการจ่ายผลตอบแทนที่ร้อยละ 75 ของกำไรสุทธิ FSG ประจำปี และวงเงินเพิ่มเติมอีก 1.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการทบทวนสถานะเงินทุนของกลุ่มบริษัทอย่างรอบคอบ”“เอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดสำหรับธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ โดยมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งสนับสนุนความต้องการด้านความคุ้มครองและการออมระยะยาวอย่างยั่งยืน แม้จะยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง เอไอเอ อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบและมีความพร้อมในการคว้าโอกาสเหล่านี้ ด้วยการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมและหยั่งรากลึกในทั่วทั้งภูมิภาค ควบคู่กับการมุ่งมั่นเดินหน้าตามกลยุทธ์หลักของบริษัท ซึ่งช่วยเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขันให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว”“กลยุทธ์ของเอไอเอ ยังคงมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องไปกับความต้องการของลูกค้า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาด โดยเป็นกลยุทธ์ที่ถูกออกแบบให้สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งตลอดวัฏจักรของตลาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมของเราในปี 2568 เราได้ก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยแรงส่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และผมมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของเอไอเอ ในการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
17/03/2026
วิกฤติราคาน้ำมันพุ่ง 40% จุดกระแสนักลงทุนกังวล ภาวะ ‘เงินเฟ้อ‘ หรือ Stagflation เขย่าเศรษฐกิจโลก โจทย์ใหญ่ของเฟด โบรกแนะลงทุนบอนด์ รับมือเศรษฐกิจวูบขณะนี้นักลงทุนในตลาดพันธบัตรกำลังจับตามองว่า ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบในทิศทางใด ระหว่าง "ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น" หรือ "เศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว" เนื่องจากราคาน้ำมันดิบได้ดีดตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้น 40% จากสิ้นเดือนกุมพาพันธ์ • น้ำมันพุ่ง จุดกระแส Stagflationแม้ในช่วงแรกตลาดจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่เริ่มมีเสียงเตือนว่าราคาน้ำมันที่สูงค้างฟ้าอาจกลายเป็นตัวทำลาย “ความต้องการบริโภค” (Demand Destruction) ดาริโอ เพอร์กินส์ จาก TS Lombard ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้วิกฤติราคาน้ำมันจะไม่ได้นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสมอไป แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุดของสหรัฐมักมีจุดเริ่มต้นมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันแบบนี้เสมอ ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 1974, 1981, 1990, 2001 และ 2008 ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณความอ่อนแอในตลาดแรงงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เริ่มปรากฏให้เห็นในปัจจุบันเอ็ดเวิร์ด แฮร์ริสัน นักกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจมหภาคจาก Bloomberg วิเคราะห์ใน Markets Live ว่า หากตลาดน้ำมันจะฟื้นตัวจากภาวะขาดแคลน (Supply Disruption) ได้นั้น ราคาน้ำมันจำเป็นต้องพุ่งสูงขึ้นไปจนถึงจุดที่ "แพงเกินไป" จนทำให้ความต้องการใช้ลดลง (Demand Destruction) ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและตัวเลขการเติบโตลดลงเท่านั้นสถานการณ์นี้คือภาพสะท้อนของภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างชัดเจน โดยสิ่งที่นักลงทุนยังไม่แน่ใจในขณะนี้คือ "ปัจจัยใดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก" ระหว่างความกังวลว่าเศรษฐกิจจะโตช้าลง หรือความกังวลว่าเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรงขึ้น • จับตาการประชุม 'เฟด'การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากที่ผ่านมา เฟดพยายามกดเงินเฟ้อให้ลงไปแตะเป้าหมายที่ 2% มานานกว่า 5 ปีแต่ยังไม่สำเร็จ สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นอุปสรรคในการควบคุมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจนักกลยุทธ์จาก Barclays Plc ให้ความเห็นว่า ในขณะนี้ตลาดมัวแต่กังวลเรื่องเงินเฟ้อจนอาจ "มองข้ามความเสี่ยงด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ" ที่กำลังอ่อนแอลง Barclays จึงแนะนำให้รุกเข้าซื้อพันธบัตรหลายประเภท รวมถึงการซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเดือน ธันวาคม 2027 เพื่อทำกำไรจากการที่ เฟดอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง "แรงกว่าและมากกว่า" ที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ด้าน เจมส์ เอธีย์ จาก Marlborough Investment Management ได้ตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐทันทีหลังจากราคาพันธบัตรปรับตัวลดลงเขามองว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดต้องล่าช้าออกไปบ้าง แต่คงไม่ถึงขั้นถูกยกเลิกไปเสียทีเดียวนอกจากนี้ เอธีย์ยังให้ความเห็นว่าในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติราคาน้ำมันที่เลวร้ายลง ตลาดไม่ควรให้น้ำหนักเพียงแค่เรื่องเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ควรหันมากังวลเรื่องความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขามองว่าตลาดกำลังประเมินผลกระทบในด้านนี้ต่ำเกินไปท่ามกลางการเทขายพันธบัตรในเดือนมีนาคมจนราคาดิ่งลง นักวิเคราะห์มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดย ปรียา มิสรา จาก JPMorgan Asset Management ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะ 10 ปีที่ระดับ 4.25% เพิ่มจาก 3.94% ในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีความน่าสนใจ เพราะเชื่อว่าหลังจากภาวะเงินเฟ้อผ่านไป ตลาดจะต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะบีบให้เฟดต้องกลับมาลดดอกเบี้ยในที่สุดขณะที่นักกลยุทธ์จาก Barclays และ Natixis มองว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงด้านการเติบโตต่ำเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออัตราการว่างงานเริ่มสูงขึ้น จึงแนะนำให้สะสมพันธบัตรระยะสั้น อายุ 2 ปี ที่ให้ผลตอบแทนราว 3.7% เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขาลงที่อาจมาเร็วกว่าคาดอ้างอิง Bloomberg แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225303
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
17/03/2026
ใครอยู่เชียงใหม่ หรือมีโปรแกรมไปเที่ยวภายในสัปดาห์นี้ อย่าลืมแวะไปเก็บความงดงามของ “ดอกกัลปพฤกษ์" ที่ให้ฟีลเหมือนอยู่เมืองนอกภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์ : Royal Park Rajapruekล่าสุด อุทยานหลวงราชพฤกษ์ โพสต์ภาพของ “ดอกกัลปพฤกษ์" ซึ่งระบุว่า ตอนนี้หลายต้นกำลังออกดอกเต็มช่อ สีชมพู-ขาวหวานละมุนตัดกับท้องฟ้าและแนวต้นไม้เขียวขจี กลายเป็นมุมถ่ายภาพสุดโรแมนติกที่ไม่ควรพลาดและยังมีอีกหลายต้นที่กำลังเริ่มผลิช่อดอก เตรียมบานต่อเนื่องตลอดช่วงสัปดาห์นี้ ใครที่กำลังมองหาสถานที่เดินเล่น ถ่ายรูปสวยๆ ท่ามกลางธรรมชาติบอกเลยว่าช่วงนี้ คือ ช่วงเวลาที่สวยสุดๆภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์ : Royal Park Rajapruekสำหรับ “ดอกกัลปพฤกษ์" หลายคนอาจเรียก”ซากุระเมืองไทย" เนื่องจากเมื่อกัลปพฤกษ์ผลัดใบและออกดอก สีชมพูพร้อมกันทั้งต้นดูคล้ายดอกซากุระดอกของกัลปพฤกษ์เมื่อแรกบานมีสีชมพู อ่อนและเปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อดอกใกล้โรย สามารถชื่นชมความสวยงามของดอกกัลปพฤกษ์ได้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์ : Royal Park Rajapruekพิกัด : Sky Walkคาดว่าจะบานสะพรั่งถึง 20 มีนาคม 2569ชมความงามได้ ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.สอบถามเพิ่มเติม : 053-114110-2ภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์ : Royal Park Rajapruekแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000025661
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
17/03/2026
“กรีนแลนด์” เป็นดินแดนแห่งความสุดขั้วและมอบความประหลาดใจได้ไม่น้อย ในความเป็นจริงแล้ว ดินแดนแห่งนี้ถือเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กินอาณาเขตกว้างใหญ่ถึง 2.16 ล้านตารางกิโลเมตร แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งหนาทึบ ทำให้มีเพียงราว 20% ของพื้นที่เท่านั้นที่สามารถอยู่อาศัยได้ ดินแดนอันกว้างใหญ่จึงมีประชากรอยู่เพียงราว 56,831 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต หรือชนพื้นเมืองPhoto: Leon Neal/Getty Imagesด้วยสภาพภูมิประเทศแบบทุนดราทำให้การเพาะปลูกและการปศุสัตว์แทบเป็นไปไม่ได้เลย ขณะที่สภาพอากาศแปรปรวนและพลังอันดิบเถื่อนรุนแรงของธรรมชาติโดยเฉพาะในฤดูหนาวก็ไม่ปรานีต่อผู้ใด การดำรงอยู่ของสัตว์ป่า พืชพรรณ และมนุษย์ในกรีนแลนด์ จึงดูราวกับปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความโหดร้ายของสภาพแวดล้อมอย่างไรก็ตาม หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่ามนุษย์กลุ่มแรกเข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรีนแลนด์ราว 2,500 ปีก่อนคริสตกาล สุนัขลากเลื่อนของกรีนแลนด์ ก็ถือเป็นสายพันธุ์สุนัขบริสุทธิ์ที่เก่าแก่ที่สุด ด้วยสายดีเอ็นเอย้อนหลังไปถึง 10,000 ปี นอกจากนี้ นอกเขตเมืองนุก (Nuuk) ยังพบหินที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ซึ่งมีอายุมากกว่า 3,500 ล้านปีในทางภูมิศาสตร์กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกาเหนือ แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เกาะแห่งนี้กลับนับเป็นส่วนหนึ่งของทวีปยุโรป โดยปัจจุบัน กรีนแลนด์เป็นดินแดนภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก แต่ได้รับสิทธิในการปกครองตนเองซึ่งมีการขยายอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2009อย่างไรก็ตาม ขอบเขตการปกครองตนเองดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงนโยบายต่างประเทศ นโยบายด้านความมั่นคง และนโยบายการเงิน ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลเดนมาร์ก โดยประชาชนชาวกรีนแลนด์ ถือว่ามีสถานะเป็นพลเมืองเดนมาร์กความน่าสนใจทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์ ธรรมชาติแบบสุดขั้ว วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของกรีนแลนด์ จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวสายผจญภัย สายรักธรรมชาติดิบๆแบบฮาร์ดคอร์จากทั่วโลก อยากมาสัมผัสประสบการณ์ฤดูกาลท่องเที่ยวกรีนแลนด์ช่วงไฮซีซั่นมักเป็นในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม ซึ่งเป็นฤดูร้อน ทำให้กลางวันยาวนานเป็นพิเศษ และไม่หนาวทรมานจนเกินไป เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีเวลาออกสำรวจสถานที่ต่างๆ ได้หลากหลายกว่าเดิม เช่น น้ำแข็งกับหิมะที่ละลายก็ทำให้กิจกรรมกลางแจ้งและการเดินทางเข้าถึงพื้นที่หลายแห่งสะดวกยิ่งขึ้น หรือไปยังบางจุดที่สามารถเดินทางได้เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้นนอกจากนี้ ยังนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการชมสัตว์ป่า ทุ่งทุนดราจะแต่งแต้มด้วยดอกไม้ป่าและพืชพรรณนานาชนิด ขณะที่อุณหภูมิในพื้นที่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลจะอุ่นขึ้นเฉลี่ยราว 5 องศาเซลเซียส และทางตอนใต้ของกรีนแลนด์อาจมีอุณหภูมิสบายๆที่ 15 องศาเซลเซียสอย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันอยากสัมผัสประสบการณ์สุนัขลากเลื่อนไปท่ามกลางทัศนียภาพหิมะขาวโพลน หรือตื่นตาตื่นใจกับการชมแสงเหนือ หรือการปีนป่ายและเดินป่าท่ามกลางผืนน้ำแข็ง ก็เป็นภาคบังคับว่าต้องไปเยือนในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม แต่ในบางวันกลางคืนอาจยาวนานต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง และมีอุณหภูมิในระดับต่ำกว่า 0 องศาเซียลเซียสกิจกรรมยอดนิยมไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางสู่กรีนแลนด์ ได้แก่“เดินป่าท่ามกลางภูมิประเทศแบบทุ่งทุนดรา” การเดินป่าผ่านทุ่งทุนดราเป็นหนึ่งในวิธีเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เมื่อผืนดินอันกว้างใหญ่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พื้นที่ทุนดราจะเต็มไปด้วยไลเคนหลากสี ดอกไม้ป่าสะพรั่งสีสันสดใส และยังมีโอกาสพบสัตว์หายาก เช่น กระต่ายอาร์กติก สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก และวัวมัสก์ ซึ่งนักท่องเที่ยวควรเลือกเดินทางพร้อมไกด์ท้องถิ่นที่จะช่วยอธิบายภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และลักษณะทางธรรมชาติของพื้นที่โดยรอบ“ล่องฟยอร์ด ชมวาฬ สัตว์ป่า และภูเขาน้ำแข็ง” การออกทัวร์ฟยอร์ดด้วยแพดเดิลบอร์ด เฮลิคอปเตอร์ พายคายัก หรือล่องเรือ ล้วนมอบประสบการณ์ที่เผยให้เห็นความงดงามราวกับเหนือจริงของกรีนแลนด์ ตื่นตะลึงไปกับธารน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ปลายฟยอร์ด ที่มีเรื่องเล่ากันว่าภูเขาน้ำแข็งที่เรือไททานิกไปชนนั้นมีต้นกำเนิดจากดินแดนแห่งนี้ นอกจากนั้นการล่องเรือชมวาฬอพยพ นกทะเล ไปจนถึงหมีขั้วโลก และแมวน้ำ ก็เต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดPhoto: Rod Longข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยนักท่องเที่ยวไทยต้องยื่นขอวีซ่าแบบเชงเก้นกับสถานทูตเดนมาร์กโดยตรง และต้องระบุว่าต้องการเดินทางไปกรีนแลนด์ เมื่อได้รับวีซ่าจะมีระบุว่า “Valid for Greenland” ซึ่งแตกต่างจากวีซ่าเชงเก้นปกติที่ไม่ได้ระบุประโยคนี้ และวีซ่าเชงเก้นทั่วไปไม่สามารถใช้ไปเที่ยวกรีนแลนด์ได้การเดินทางจากเมืองไทยไม่มีสายการบินตรงไปกรีนแลนด์ ส่วนมากนิยมเดินทางไปเดนมาร์ก หรือประเทศแถบสแกนดิเนเวีย แล้วบินต่อเครื่องไปยังเมืองนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์ข้อมูลเพิ่มเติมโดยการท่องเที่ยวกรีนแลนด์ (เว็บไซต์ทางการ)https://visitgreenland.comPhoto: Martin Zwick/REDA/Getty Imagesแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000003240
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
17/03/2026
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางศรัณยา เทียนถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัล “สุดยอดองค์กรสร้างเสริมสุขภาวะทางจิต (The Excellence in Thai Mind Awards)” บนเวที Thai Mind Awards ซึ่งเอไอเอ ประเทศไทย ได้รับรางวัลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลที่ยกย่ององค์กรที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาวะทางจิตของพนักงานอย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของบุคลากรอย่างยั่งยืนรางวัลนี้สะท้อนถึงผลลัพธ์ของโครงการ “Own Your Mental Health” ที่เอไอเอ ประเทศไทย ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การป้องกัน ผ่านการให้ความรู้ รวมถึงการอบรมหัวหน้างานให้สามารถสังเกตสัญญาณความเครียดของทีมงาน 2) การสนับสนุน ด้วยเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานประเมินสุขภาพใจของตนเอง การให้คำแนะนำด้านสุขภาพใจจากนักจิตวิทยามืออาชีพ 3) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัย ให้พนักงานรู้สึกสบายใจในการเรียนรู้ ทำงานร่วมกัน และเติบโตร่วมกัน ผ่านบรรยากาศแบบพี่สอนน้อง และพี่เรียนรู้จากน้อง เพื่อเสริมสร้างความผูกพันและการดูแลซึ่งกันและกันในระยะยาวการพิจารณารางวัลในปีนี้จัดทำโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) โดยความสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยประเมินจากมาตรฐานด้านบุคลากรและศักยภาพขององค์กรในการยกระดับคุณภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินสะท้อนถึงระดับมาตรฐานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของ เอไอเอ ประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ยืนยันถึงความทุ่มเทขององค์กรในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมให้กับพนักงานทุกคนอย่างแท้จริง เพื่อสนับสนุนให้พนักงานทุกคนเปี่ยมด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นที่จะส่งต่อพลังดี ๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
29/04/2024
30/04/2024
09/05/2025
08/05/2025
29/04/2024