Everyday knowledge for you
ประกันชีวิต
16/12/2025
กรุงเทพฯ, 16 ธันวาคม 2568 – เอไอเอ ในฐานะพันธมิตรหลักระดับโลกของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ขอเชิญแฟนบอลชาวไทยร่วมชมการแข่งขันนัดพิเศษระหว่าง “สเปอร์สและลิเวอร์พูล” โดยนักเตะสเปอร์สจะสวมเสื้อที่มีโลโก้ “Sharing A Life For Children Cancer” เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งในเด็ก ทั้งนี้เสื้อที่นักเตะใส่จริงจากการแข่งขันแมทช์นี้จะถูกนำมาประมูลบนแพลตฟอร์ม MatchWornShirt รายได้จากการประมูลทั้งหมดจะมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อสร้างห้องปลอดเชื้อสำหรับเด็กที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคมะเร็ง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอปัจจุบัน หอผู้ป่วยเด็กซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 17 ของโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อน เช่น มะเร็ง มีการรับผู้ป่วยปีละ 1,500-2,000 ราย และกว่าร้อยละ 50 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยเด็กที่ต้องเข้ารับเคมีบำบัดเข้าใหม่ถึง 10-20 รายโดยเด็กที่เข้ารับเคมีบำบัดจะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำมาก ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง ซึ่งปัจจุบันหอผู้ป่วยยังไม่มีห้องปลอดเชื้อแบบแรงดันบวกสำหรับผู้ป่วยเคมีบำบัด และห้องแรงดันลบสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อทางอากาศ ดังนั้นรายได้จากการประมูลเสื้อนักเตะทีมสเปอรส์ในครั้งนี้จึงสามารถนำไปสมทบทุนสร้างห้องปลอดเชื้อที่สามารถควบคุมการติดเชื้อและเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอเชื่อมั่นในการสร้างความแตกต่าง และต้องการสนับสนุนด้านความเป็นอยู่ให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น โครงการดี ๆ นี้เป็นการผนวกความชื่นชอบในการกีฬาฟุตบอลเข้ากับความตั้งใจของเอไอเอ เพื่อมอบการดูแลที่ปลอดภัยที่สุดให้กับเด็ก ๆ ที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง เราภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้แก่สังคม และสอดคล้องกับพันธกิจด้านการดูแลสุขภาพของเรา”นายไรอัน นอริส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ กล่าวว่า “เราภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับเอไอเออย่างต่อเนื่องในทุกฤดูกาล เพื่อสร้างการรับรู้และระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการที่มีคุณค่าทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เราเชื่อว่ารายได้จากการประมูลเสื้อแข่งจริงในแมทช์นี้กับลิเวอร์พูลจะช่วยสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ได้เป็นอย่างดี”นพ. พรเทพ แซ่เฮง ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ กล่าวว่า “รายได้จากการประมูลเสื้อนักเตะในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นเด็กของเรา การสร้างห้องปลอดเชื้อเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องเด็กที่เข้ารับเคมีบำบัดจากการติดเชื้อรุนแรง ผมขอขอบคุณเอไอเอ ประเทศไทย และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สำหรับความมุ่งมั่นในการยกระดับการดูแลรักษามะเร็งในเด็กในประเทศไทย”คอบอลชาวไทยห้ามพลาดชมการแข่งขันเพื่อการกุศลในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 นี้ ตั้งแต่เวลา 00:30 น. เป็นต้นไป และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีเพื่อสังคมได้ โดยสามารถประมูลเสื้อหลังจบการแข่งขันผ่านทาง MatchWornShirt
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
13/12/2025
สรุปผลสำรวจ ‘ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน’ (ACSS) ประจำปี 2568 ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group สะท้อนถึงพฤติกรรมการจับจ่ายและทัศนคติทางการเงินของผู้บริโภคไทยที่มีหลายประเด็นควรจับตามองแม้ไทย จะเป็นประเทศที่มี GDP ใหญ่เป็นอันดับ 2 แต่มีการเติบโตช้าสุดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนและการไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองค่าครองชีพสูงปัจจัยที่คนไทยกังวลมากสุดสำหรับความกังวลที่คนไทยกังวลมากสุดพบว่า ผู้บริโภค 61% กังวลเรื่อง ‘ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ, 57% กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ-ภัยธรรมชาติ-มลพิษ และ 55% กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าโดยค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนไปผู้บริโภคทั่วไป (มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน)-48% ติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด-45% มองหาส่วนลดในการซื้อผู้บริโภคกำลังซื้อสูง (มีรายได้มากกว่า 200,000 บาท/เดือน)-30% ลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย-27% มองหาแหล่งรายได้เสริมกล้ากู้ กล้ายืมเพื่อประสบการณ์ความน่าสนใจ แม้รู้ต้องควบคุมการใช้เงิน แต่ 3 ใน 4 ของคนไทยมองการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่ง ‘จำเป็น’ มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้สูง ซึ่งเมื่อเจาะลึกเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินของทั้งสองกลุ่มพบว่าคนรุ่นใหม่ : 73.5% ชอบใช้เงินในตอนนี้มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต, 72.5% ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย, 79% รู้สึกว่า ความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยากผู้มีรายได้สูง : 85% ชอบใช้เงินในตอนนี้มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต, 82% ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย, 80% รู้สึกว่าความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยากสินเชื่อส่วนบุคคล-บัตรเครดิต หนี้ที่คนไทยมีมากสุดในด้านหนี้สินผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า 3 ใน 4 ของผู้บริโภคมีสินเชื่อเฉลี่ย 2.3 รายการ โดยหนี้สินเชื่อที่พบมากสุดของคนไทย ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล 39%, สินเชื่อบัตรเครดิต 38% รองลงมา สินเชื่อรถยนต์ 31% และสินเชื่อบ้าน 21%ความน่าสนใจคือ ‘แนวโน้มการกู้ยืม’ ปีนี้ผู้คนจำนวนมากหันไปพึ่งพาครอบครัวและเพื่อนฝูง เพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงิน มากกว่าจะกู้ยืมผ่านบัตรเครดิต เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ 80% ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ Gen Z มีแนวโน้มที่จะพลาดการชำระเงินบ่อยครั้งสำหรับสาเหตุของการพลาดชำระเงินมาจากขาดความเข้าใจด้านการเงินหรือทักษะการวางแผนด้านการเงิน และรูปแบบรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ เช่น ทำงานแบบไม่มีรายได้ประจำแน่นอนนอกจากนั้น การสำรวจพบว่า ผู้บริโภคที่มีรายได้สูงยิ่งเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้มากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้จำนวนรายการ สินเชื่อของผู้มีกำลังซื้อสูงนั้นสูงกว่ากลุ่มทั่วไป โดยผู้มีกำลังซื้อสูงมีสินเชื่อเฉลี่ย 2.5 รายการด้านแนวโน้มการกู้ยืม พบว่าการกู้ยืมจากบัตรเครดิตลดน้อยลงกว่าในปี 2567 ขณะที่การกู้ยืมจากเพื่อนและครอบครัวเพิ่มขึ้นแทนด้านการชำระหนี้ พบว่า ร้อยละ 80 ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้อย่างสม่ำเสมอ แต่กลุ่ม Gen Z มีแนวโน้มที่จะพลาดการชำระเงินบ่อยครั้งและต้องเสียค่าปรับการออมยังน้อยด้านความมั่นใจในการบริหารการเงินของตนเอง ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทย 87% มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง แต่มีเพียง 39% ที่มั่นใจในสถานะการเงิน และคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และผู้มีกำลังซื้อสูง รู้สึกว่าความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยากนอกจากนี้ 66% ผู้บริโภคไทยพร้อมกู้ยืมเพื่อเป้าหมายทางการเงิน และ 25% ยอมกู้เพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่อยากดี สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติซื้อสิ่งที่อยากได้ก่อนสิ่งจำเป็น ซึ่งทำให้หนี้ครัวเรือนสะสมของไทยสูงถึง 86.8%แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ positioningmaghttps://positioningmag.com/1545855
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
13/12/2025
ล่าสุดต้นเดือน ธ.ค. 68 มีข่าวว่า ตัวแทนประกันชีวิตเชิดเบี้ยประกันฯ จากลูกค้าหลายรายรวมความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ถ้าเจอเรื่องนี้กับตัวต้องรับมือยังไงปีนี้ประกันภัยเจอแต่เรื่องหนักๆ ล่าสุดมีข่าวว่า ตัวแทนประกันชีวิตเชิดเบี้ยประกันฯ จากลูกค้าหลายรายรวมความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามในวงกว้างว่า บริษัทประกันชีวิต และหน่วยงานผู้กำกับอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ควรต้องจัดการปัญหานี้อย่างไรรวมถึงคำถามสำคัญที่ว่า ถ้าเราเจอเรื่องนี้กับตัว ใครต้องรับผิดชอบ?ลูกค้าจ่ายเบี้ยฯ แล้ว แต่ถูกเชิดไป ต้องทำยังไงสำหรับคำถามนี้ Thairath Money มีโอกาสได้พูดคุยกับ อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ คปภ. ที่เล่าว่า ถ้าเราเป็นผู้เอาประกัน (ลูกค้า) ที่ถูกเชิดเบี้ยประกันภัยไป ตามหลักการทางกฎหมายปัจจุบันบอกว่า “การกระทำของตัวแทนในสังกัดถือเป็นความรับผิดชอบของบริษัทประกันชีวิต”ยิ่งถ้ามีหลักฐานการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับการซื้อประกันชัดเจน ยิ่งตรวจสอบแก้ไขได้ไว (อาจไม่รวมถึงเคสการชักชวนซื้อทองคำหรือหุ้น) อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเจอตัวแทนเชิดเบี้ยฯ ไปมี 3 เรื่องที่ต้องเร่งทำคือ 1) รีบตรวจสอบกรมธรรม์: เช็กกับบริษัทประกันชีวิตโดยตรงว่า เงินค่าเบี้ยฯ ที่ส่งไปถึงบริษัทไหม กรมธรรม์ของตัวเองยังมีผลบังคับอยู่หรือเปล่า2) รวบรวมหลักฐาน: กรณีรู้ตัวว่าโดนเชิดเงินไป ต้องเร่งรวบรวมหลักฐานการโอนเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ให้กับตัวแทนฯ ไป เอกสารควรมีจำนวนเงินที่ชัดเจน มีรายละเอียดครบถ้วน เช่น โอนไปที่ใคร, ใบเสร็จรับเงินสามารถเห็นข้อความได้ชัดเจน เป็นต้น ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะบางครั้ง ตัวแทนที่ฉ้อฉลอาจให้โอนเงินผ่านบุคคลที่สาม ซึ่งจะทำให้การตรวจสอบข้อมูลของบริษัทประกันชีวิตอาจต้องใช้เวลานานขึ้น (จากปกติควรแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้ภายใน 15 วัน) 3) แจ้งบริษัทฯ หรือ คปภ. ได้ทันที: รีบแจ้งพร้อมส่งเอกสารต่างๆ ให้บริษัทประกันชีวิต หรือ ติดต่อ คปภ. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่รวดเร็ว และประสานงานดำเนินการได้ดียิ่งขึ้นสำหรับเคสการเชิดเบี้ยฯ มีหลายตัวอย่างความรับผิดชอบจากบริษัทประกันชีวิต เช่น ถ้าลูกค้าซื้อประกันชีวิตปีแรก อาจเลือกคืนเบี้ยฯ ให้ลูกค้า แต่สำหรับลูกค้าที่จ่ายเบี้ยปีต่ออายุ (เช่น เบี้ยฯ ในปี 2, 3 …) แต่ไม่ได้นำส่งเข้าบริษัทฯ บริษัทฯ ก็ควรจะคืนสภาพให้ได้รับความคุ้มครองตามสัญญา เป็นต้นโทษหนัก-เพิกถอนใบอนุญาตฯบริษัทต้นสังกัดรับผิดชอบอย่างไร?สำหรับเคสที่เป็นข่าวนี้ คปภ. ตรวจสอบแล้วพบว่า จันเกตุ ทับบุญ ตัวแทนประกันชีวิตของ บมจ. ไทยประกันชีวิต (TLI) หลอกลวงลูกค้าให้จ่ายเบี้ยฯ ล่วงหน้า โดยหลอกว่าจะให้เงินส่วนลดค่าเบี้ย 15% ของเบี้ย หรือ ให้ทองคำแทน แต่เบี้ยฯ นั้นไม่ได้นำส่งบริษัทต้นสังกัด เบื้องต้นพบผู้เสียหาย 12 ราย และคาดว่าจะมีคนเข้ามาแจ้งเรื่องเพิ่มเติมที่ผ่านมาทาง คปภ. ส่งหนังสือให้ทางจันเกตุ เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ก็ไม่ได้มาพบตามนัด หลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าพฤติกรรมนี้เข้าข่ายฉ้อฉลประกันภัย ทาง คปภ. จึงสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิตของ จันเกตุ ทับบุญ แล้ว และจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดและส่งต่อไปที่พนักงานสอบสวน (บก.ปอศ.) ต่อไปในส่วน บมจ. ไทยประกันชีวิต เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 มีการชี้แจงออกมาเช่นกันว่า ที่ผ่านมาตรวจสอบพฤติกรรมของจันเกตุ พบว่ามีพฤติกรรมฉ้อฉลจริง จึงมีคำสั่งให้พ้นสภาพการเป็นตัวแทนประกันชีวิต ตั้งแต่ 3 ตุลาคม 2568 พร้อมส่ง SMS แจ้งผู้เอาประกันที่มีจันเกตุดูแลทันทีนอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินคดีจันเกตุ ข้อหายักยอกทรัพย์ และข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ซึ่งจะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนการดูแลผู้เอาประกันภัยที่ร้องเรียนนั้น บริษัทฯ พิจารณารับผิดชอบความเสียหายในรายที่มีหลักฐานการโอนเงิน และหลักฐานอื่นๆ ที่สอดคล้องกับลักษณะการทำประกันชีวิต (เพราะเป็นคนต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงฟ้องยักยอกทรัพย์กับจันเกตุได้)บทเรียนครั้งใหญ่จากเคสเสียหาย 100 ล้าน! ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า ผู้เอาประกันต้องไม่ประมาท จ่ายเบี้ยฯ แล้วก็ต้องเช็กตรวจสอบสถานะกรมธรรม์ รวมถึง หลักฐานการนำส่งเบี้ยประกันกับบริษัทโดยตรง ถ้าเจออะไรผิดปกติก็ต้องรีบจัดการ!แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ thairathhttps://www.thairath.co.th/money/personal_finance/insurance/2900566
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
13/12/2025
กรุงเทพฯ — ไอคอนสยาม และ Ghone Atelier ขอเชิญชมนิทรรศการศิลปะเดี่ยว “Colors World” โดย น้องกรณ์ ธนณ์กรร์ วัฒนศิริธรรม ศิลปินน้อยชาวไทยอายุเพียง 3 ขวบ ผู้มีความโดดเด่นด้านการเลือกสี และถ่ายทอดความรู้สึก จินตนาการผ่านการเคลื่อนไหวของสีและพื้นผิวอย่างเป็นอิสระ ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม และขอเชิญร่วมประมูลผลงานศิลปะของน้องกรณ์เพื่อนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจ.สงขลาการจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ได้นำผลงานชิ้นพิเศษไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อนมาให้ได้ชมกัน อาทิ Dreaming of London Bridge (ฝันถึงสะพานลอนดอน) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแนวคล้ายกับศิลปินดังอย่าง Claude Monet โดยมีแรงบันดาลใจจากความฝันที่อยากไปลอนดอน ทำให้เขาตีความ London Bridge ในแบบใหม่ให้เป็นสถานที่มหัศจรรย์, Shinkansen in the Rain Tunnel (ชินคันเซ็นในอุโมงค์สายฝน) เป็นผลงานแรกของกรณ์ที่เริ่มต้นจากผืนผ้าใบสีดำ ประหนึ่งเหมือนอยู่ในอุโมงค์เพื่อสร้างบรรยากาศให้กับองค์ประกอบทั้งหมด กรณ์เลือกใช้สีโทนพาสเทลอย่างอ่อนโยน เช่น สีพีช สีน้ำเงินอมม่วง สีเหลือง และสีขาว แล้วปาดเป็นลายเส้นซิกแซกซ้ำไปซ้ำมา เพื่อสื่อถึงความเร็วและการเคลื่อนที่ของรถไฟชิงกันเซ็นที่พุ่งผ่านอุโมงค์มืด, Butterflies Swim (ผีเสื้อว่ายน้ำ) กรณ์ได้เลือกใช้อุปกรณ์เพียงแค่รถของเล่น และมือเปล่า แปรเปลี่ยนการเล่นให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวบนผืนผ้าใบ เขาใช้รถของเล่นเป็นอุปกรณ์สร้างสรรค์ ลาก แกว่ง และกลิ้งไปตามพื้นผิว ให้ล้อรถพาสีเขียวเข้ม เขียวอ่อน ชมพูอ่อน และฟ้าเทอร์คอยส์ซ้อนทับกันเป็นเส้นทางโค้งอิสระ ร่องรอยเหล่านั้นลื่นไหลทับซ้อนกัน เกิดจังหวะการเคลื่อนไหวที่เบาบางราวกับปีกผีเสื้อที่ลอยอยู่ในอากาศ หรือว่ายอย่างนุ่มนวลอยู่ใต้น้ำ, Christmas Candle (เทียนคริสมาสต์) คือผลงานที่ถ่ายทอดความอบอุ่น การเคลื่อนไหว และอารมณ์แห่งเทศกาล ผ่านภาษาทางศิลปะเชิงนามธรรมของกรณ์ เขาเริ่มต้นด้วยการใช้ไม้กวาดลากสีบนผืนผ้าใบ สร้างจังหวะและพื้นผิวอันทรงพลังเป็นชั้นแรก ก่อนใช้สองมือของเขาวนเป็นวงกลมบนผืนผ้าใบ ทิ้งร่องรอยของการเคลื่อนไหวและเชื่อมโยงผู้ชมเข้ากับกระบวนการสร้างสรรค์อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นต้นนอกจากการได้ชื่นชมผลงานศิลปะของน้องกรณ์ ศิลปินวัยจิ๋วแล้ว น้องกรณ์ยังได้เชิญชวนผู้สนใจศิลปะ ร่วมประมูลผลงานจำนวน 5 ผลงาน ได้แก่ Dirty Cars, Golden Sun on Flower Mountain, Pastel Earth, Colourful Tree และ Space Splash โดยรายได้จากการประมูล 50% หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคเพื่อฟื้นฟูหลังประสบอุทกภัยให้กับโรงเรียนวัดโรง (ขาวประชาสรรค์) ต.โรง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา และโรงเรียนอื่นๆต่อไป โดยเปิดให้ร่วมประมูลผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 ธันวาคม 2568 ผู้สนใจติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการประมูลได้ที่ Facebook “Ghone Atelier”น้องกรณ์ ดช.ธนณ์กรร์ วัฒนศิริธรรม เป็นศิลปินวัยเด็กที่กำลังได้รับความสนใจจาก curators, อาร์ตแกลลอรี่ จากต่างประเทศ รวมถึงนักสะสมและผู้ชื่นชอบศิลปะทั้งในและต่างประเทศที่เริ่มทยอยสะสมผลงานของน้อง ด้วยอายุเพียง 3 ขวบ แต่กรณ์ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เปี่ยมไปด้วยพลังอย่างมีเอกลักษณ์ บนแคนวาสขนาดใหญ่กว่าตัวเอง น้องกรณ์ เป็นเด็กที่ชื่นชอบสีเป็นพิเศษ และได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการระบายสีไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกพอใจ ทุกครั้งน้องกรณ์จะเป็นผู้เลือกสี อุปกรณ์การระบาย อาทิเช่น ของเล่น รถของเล่น ผลไม้ ดอกไม้ ใบไม้ ที่หาได้จากธรรมชาติ และสิ่งรอบตัว เมื่อทำงานเสร็จน้องกรณ์จะอธิบายว่าผลงานนี้คืออะไรทั้งนี้ความสามารถทางศิลปะของน้องกรณ์อาจจะดูแปลกใหม่ และไม่คุ้นตาคนไทยนัก เนื่องจากสิ่งที่น้องทำเป็นศิลปะนามธรรมที่มักจะเห็นได้บ่อยครั้งในต่างประเทศ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่เกิดขึ้นจากการเล่นอิสระ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ กรณ์ได้ใช้เทคนิคเฉพาะตัวของน้องในการระบายสี เช่น การสร้างรอยด้วยวัตถุจากการเล่น การผสมสีหลายชั้น การทาซ้ำไปมา การใช้ขวดสเปรย์ และแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน น้องกรณ์มีสมาธิสูง และมีความตั้งใจที่จะสร้างผลงาน ทำซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนน้องกรณ์รู้สึกว่า เสร็จแล้ว จะไม่กลับมาทำอีก จนกลายเป็นผลงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนิทรรศการ “Colors World” เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัสมุมมองของเด็กคนหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความบริสุทธิ์ ความสนุก และอิสระในการสร้างสรรค์อย่างไร้ขอบเขต จัดแสดงให้ชมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 11 มกราคม 2569 ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยามแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/entertainment/detail/9680000119326
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
13/12/2025
เมื่อพูดถึงจังหวัดชลบุรี หลายคนอาจนึกถึงทะเล หาดทราย แหล่งท่องเที่ยว หรืออาหารทะเลสดๆ แต่สำหรับนักชิมตัวจริง หรือผู้ที่คลุกคลีกับวิถีชีวิตคนชลบุรี คงจะคุ้นเคยกับวลีที่ว่า "หวานชลบุรี" ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ขนมหวาน แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายถึง รสชาติอาหารโดยรวมของคนชลบุรีที่มีความโดดเด่นในเรื่องความหวานนำ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรืออาหารหวาน ก็มักจะมีรสชาติที่ติดหวานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวความหมาย "หวานชลบุรี" คืออะไรวลี "หวานชลบุรี" หมายถึง เอกลักษณ์ทางรสชาติของอาหารในจังหวัดชลบุรี ที่มีความเด่นชัดเรื่องความหวานเป็นองค์ประกอบหลัก ความหวานนี้ไม่ใช่เพียงความหวานจากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความหวานตามธรรมชาติที่มาจากวัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น กะทิสด น้ำตาลปี๊บ หรือน้ำตาลโตนดถ้าให้เปรียเทียบระดับความหวานของคนชลบุรี จากความหวานปกติของคนทั่วไปแต่เป็นหวานน้อยของคนชลบุรีที่มักจะมีระดับความหวานมากกว่าระดับทั่วไปเสมอคำว่า "หวานชลบุรี" จึงเป็นมากกว่าแค่คำอธิบายรสชาติ แต่เป็นการสะท้อนถึง วัฒนธรรมการปรุงอาหาร ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และรสนิยมของคนในพื้นที่ ที่สืบทอดกันมา ซึ่งแตกต่างจากอาหารของภาคอื่น ๆ ที่อาจเน้นรสเผ็ด รสเปรี้ยว หรือรสเค็มมากกว่าที่มาของรสชาติ "หวานชลบุรี" • อิทธิพลของวัตถุดิบในท้องถิ่น: ชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีการทำสวนมะพร้าวและตาลโตนดมากในอดีต ทำให้มีวัตถุดิบคุณภาพดีอย่าง กะทิสด และ น้ำตาลปี๊บ/น้ำตาลโตนด ที่หาได้ง่ายในราคาไม่แพง การนำวัตถุดิบเหล่านี้มาใช้ในการปรุงอาหารอย่างแพร่หลาย จึงส่งผลให้รสชาติอาหารมีแนวโน้มไปทางหวานมันอย่างเป็นธรรมชาติ • การถนอมอาหาร: ในอดีต การถนอมอาหารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชุมชนริมทะเล การทำเค็ม เช่น ปลาเค็ม กะปิ เป็นเรื่องปกติ ซึ่งความหวานมักจะถูกนำมาใช้เพื่อ ตัดรสเค็มจัด ให้เกิดความสมดุลและอร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น • การค้าขายและการผสมผสานทางวัฒนธรรม: ชลบุรีเป็นเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่อดีต มีการค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ การรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหารที่แตกต่างกันและนำมาปรับให้เข้ากับวัตถุดิบและรสนิยมของคนในท้องถิ่น ก็นำมาซึ่งรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว • รสนิยมเฉพาะถิ่น: รสนิยมความชอบในรสชาติอาหารเป็นสิ่งที่สืบทอดและพัฒนาขึ้นในแต่ละชุมชน เมื่อคนในพื้นที่ส่วนใหญ่นิยมรสชาติแบบหนึ่ง ก็จะส่งผลให้รูปแบบการปรุงอาหารและรสชาติโดยรวมของที่นั่นมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน กลายเป็น "ซิกเนเจอร์" ที่เป็นที่รู้จักอาหารที่สะท้อนนิยาม "หวานชลบุรี" • แกงคั่วปู: แม้จะมีความเผ็ดร้อนของเครื่องแกง แต่แกงคั่วปูใบชะพลูของชลบุรีมักจะมี ความหวานมันของกะทิและน้ำตาล ที่ช่วยให้รสชาติกลมกล่อม นุ่มนวล ไม่เผ็ดโดด • ห่อหมกปลา: ห่อหมกเนื้อปลาที่ปรุงรสเข้มข้น มักจะมี รสหวานนำเล็กน้อย เพื่อไม่ให้รสชาติเผ็ดเค็มเกินไป • น้ำพริกไข่ปู/น้ำพริกปลาอินทรี: แม้จะเป็นน้ำพริกที่เน้นความจัดจ้าน แต่ก็มักจะมี รสหวานแซมอยู่เล็กน้อย เพื่อให้รสชาติไม่โดดไปทางเค็มหรือเผ็ดอย่างเดียว • ข้าวหลามหนองมน: ขนมขึ้นชื่อของชลบุรี โดดเด่นด้วย รสชาติหวานมัน จากกะทิและข้าวเหนียวเขี้ยวงู นึ่งจนหอมกลิ่นไม้ไผ่ เป็นตัวแทนความหวานของชลบุรีที่ชัดเจนที่สุด • ขนมจาก: ขนมโบราณที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิ น้ำตาลมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวอ่อน ห่อด้วยใบจากแล้วนำไปปิ้ง ให้ รสชาติหวานหอม มัน ชัดเจน • แกงเขียวหวาน/แกงกะทิอื่นๆ: แกงกะทิหลายเมนูของคนชลบุรี มักจะปรุงรสให้มี ความหวานนำหรือหวานกลมกล่อม เพื่อดึงรสชาติของกะทิและเครื่องแกงให้โดดเด่น"หวานชลบุรี" ไม่ใช่แค่นิยามของรสชาติ แต่คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนเมืองชลที่สืบทอดกันมาผ่านปลายจวักของบรรพบุรุษ เป็นนิยามที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ทางรสชาติที่โดดเด่นของอาหารคาวหวานในจังหวัดชลบุรี การได้ลิ้มลองและเข้าใจ "ความหวาน" ในมิติที่หลากหลายนี้ จะทำให้คุณสัมผัสได้ถึงเสน่ห์และภูมิปัญญาในอาหารพื้นถิ่นของชลบุรีได้อย่างลึกซึ้งแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1452627/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
11/12/2025
สานต่อพันธกิจ AIA One Billion เพื่อส่งเสริมสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนกว่าพันล้านคนทั่วเอเชีย ภายในปี 2573เอไอเอ ประเทศไทย จัดพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โดยสภากาชาดไทย จากเงินรายได้ที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม AIA One Billion Day ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 เพื่อสานต่อพันธกิจระดับภูมิภาคของกลุ่มบริษัทเอไอเอ ภายใต้แคมเปญ AIA One Billion ที่มุ่งส่งเสริมผู้คนกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นภายในปี 2573 ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’ ซึ่งในปีนี้ เอไอเอ ประเทศไทยได้มอบทุนสนับสนุนรวม 2,976,477 บาท ให้แก่โรงเรียน 9 แห่งในจังหวัดตาก เพื่อนำไปใช้ในการสร้างและปรับปรุงระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ เพื่อให้เด็ก ๆ และคุณครูมีโอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม และสามารถเข้าถึงพลังงานที่จำเป็นต่อการพัฒนาโรงเรียนพิธีส่งมอบทุนจัดขึ้นที่โรงเรียนบ้านแม่กลองน้อย อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากสภากาชาดไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และกลุ่มบริษัทเอไอเอ เข้าร่วม อาทิ นายวิทยา จันทร์ฉลอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ ยาทะเล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก นายสจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ ร่วมด้วยผู้บริหารจากเอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด นายมนต์ชัย บุณยรัตพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารตัวแทนภูมิภาค 3 นายประกิตติ บุณยเกียรติ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต และนางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เอไอเอ ประเทศไทยนายวิทยา จันทร์ฉลอง กล่าวว่า “โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โดยสภากาชาดไทยเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อปี 2563 เพื่อแก้ไขปัญหาทักษะภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 ในพื้นที่ชนบท ซึ่งได้รับผลกระทบจากการหยุดเรียนและการเรียนออนไลน์ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2564–2568 มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 4,521 โรงเรียน เด็กนักเรียนกว่า 475,159 คน ได้รับประโยชน์ โดยกว่า 33,789 คน ได้รับการพัฒนาจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านการอ่านและเขียนภาษาไทย ถือเป็นผลลัพธ์ที่มีความหมายต่ออนาคตของประเทศ“ทั้งนี้ เอไอเอ ประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง รวมยอดบริจาคทั้งสิ้น 10,689,679.94 บาท ซึ่งถูกนำไปใช้ประโยชน์จริงแล้วกว่า 92% ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสื่อการเรียนรู้ ชุดฝึกทักษะภาษาไทย การจัดหาอุปกรณ์สำหรับโรงเรียน ตลอดจนการปรับปรุงระบบโซลาร์เซลล์ในโรงเรียนห่างไกล“สภากาชาดไทยขอขอบคุณเอไอเอ ที่เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา และร่วมสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับเด็กไทยอย่างต่อเนื่อง เราขอยืนยันว่าจะใช้เงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กนักเรียนและสังคมไทย”นายสจ๊วต เอ. สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า “ที่เอไอเอ เราเชื่อว่าการสร้างสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นเริ่มต้นได้ตั้งแต่ในห้องเรียน วันนี้ที่โรงเรียนบ้านแม่กลองน้อย เราได้เห็นพลังของการร่วมมือระหว่างภาคสังคมและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง การมอบทุนสนับสนุนระบบพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการสนับสนุนโครงการพัฒนาทักษะภาษาไทย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจ AIA One Billion เพื่อช่วยให้ผู้คนกว่าหนึ่งพันล้านคนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นภายในปี 2573 โครงการนี้ไม่เพียงสนับสนุนด้านการศึกษา แต่ยังสร้างความหวัง โอกาส และอนาคตที่ยั่งยืนแก่เด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล เอไอเอยังคงมุ่งมั่นร่วมทำงานกับสภากาชาดไทยและภาคีทุกภาคส่วน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชนไทยต่อไป เราขอชื่นชมครู นักเรียน และทุกคนในชุมชนที่ร่วมกันทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นจริง นี่คือภาพสะท้อนของคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Lives ในแบบที่จับต้องได้จริง”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
09/12/2025
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารสิทธิพิเศษและกิจกรรมลูกค้า ร่วมกับสโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ จัดกิจกรรม เอไอเอ สเปอร์ส อีลิท ฟุตบอล แคมป์ 2025 นำ 24 เยาวชนที่ได้รับคัดเลือกโดยโค้ชสเปอร์ส จากกิจกรรมเอไอเอ ไทยแลนด์ ฟุตบอล คลินิก 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อมาเก็บตัวฝึกฝนทักษะการเป็นนักฟุตบอลแบบมืออาชีพในรูปแบบสเปอร์ส เวย์ ณ มาราลีน่า สปอร์ต รีสอร์ท เกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี ระหว่างวันที่ 9 – 14 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเยาวชนที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับการฝึกซ้อมโดย Global Football Development Coach จากสโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ นำโดย โค้ชชานอน โมโลนี โค้ชซาบริน่า ซาบรินา ดิอาส และไทเลอร์ แบล็ควูด ร่วมเป็นผู้ฝึกซ้อมหลักสำหรับเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 24 คน ได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ในการพัฒนาสู่การเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพของสโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ นอกจากนี้ เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมและมีศักยภาพโดดเด่นยังได้มีโอกาสต่อยอดสู่การเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพกับสโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ โดยได้เรียนรู้แบบเชิงลึก อาทิ โภชนาการอาหารที่ถูกต้องสำหรับนักกีฬา การปฏิบัติตัวเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ 24 ชั่วโมง ฝึกทักษะการเล่นฟุตบอลแบบระบบทีม รวมถึงมีการสร้างบทบาทสมมติเพื่อให้เยาวชนได้ทดลองเป็นบุคคลสำคัญอย่างกัปตันทีม เพื่อตอบคำถามเชิงกลยุทธ์เป็นการวางแนวทางสู่การเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพให้กับเยาวชนอีกด้วยทั้งนี้ เอไอเอ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักสโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ จัดกิจกรรม เอไอเอ สเปอร์ส อีลิท ฟุตบอล แคมป์ 2025 อย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสานฝันให้เยาวชนที่มีความสนใจในด้านกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสพัฒนาทักษะ และนำความรู้ พร้อมด้วยประสบการณ์จากการฝึกนี้ไปต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพฟุตบอล อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนโอกาสให้กับเยาวชนที่มีคุณภาพเหล่านี้ได้มีโอกาสเป็นนักเตะมืออาชีพของสโมสรฟุตบอลระดับโลกอย่างท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอ ในการส่งเสริมและผลักดันให้เยาวชนและคนไทย มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การวางแผนทางการเงิน
08/12/2025
เริ่มสร้างงบฉุกเฉินง่าย ๆ ด้วย 3 ขั้นตอนสำหรับมือใหม่ ตั้งเป้าเก็บเงิน เปิดบัญชีแยก และเพิ่มรายได้เสริม เพื่อความมั่นคงทางการเงินระยะยาวในยุคที่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมี งบฉุกเฉิน กลายเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางการเงิน สำหรับผู้เริ่มต้น หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วทำได้ง่ายกว่าที่คิด เรารวบรวม 3 ขั้นตอนสร้างงบฉุกเฉิน ที่เริ่มได้ทันทีและจับต้องได้จริง1. กำหนดเป้าหมายย่อยเริ่มต้น (Mini-Goal)การตั้งเป้าสูงเกินไปอาจทำให้ถอดใจกลางทาง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มจากจำนวนที่ ทำได้จริง และเห็นผลเร็ว เช่น 10,000 – 30,000 บาท หรือเท่ากับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 1 เดือนของคุณ จำนวนนี้เพียงพอรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเล็กน้อย–ระดับกลาง และเก็บได้ภายใน 3–6 เดือนตัวอย่างคำนวณง่าย ๆ: หากตั้งเป้า 30,000 บาท ต้องเก็บเดือนละ 5,000 บาทในระยะเวลา 6 เดือน วิธีนี้ช่วยสร้างแรงผลักดันและทำให้เห็นความคืบหน้าชัดเจนเปิด 3 ขั้นตอนสร้างงบฉุกเฉินก้อนแรก แบบทำได้จริงทันที2. แยกบัญชีและทำให้ระบบออมเป็นอัตโนมัติขั้นตอนสำคัญของการสร้าง งบฉุกเฉิน คือทำให้ "เงินออม" ไม่ปะปนกับ "เงินใช้" นั่นแปลว่า:- เปิดบัญชีแยกเฉพาะสำหรับงบฉุกเฉิน- หลีกเลี่ยงการทำบัตร ATM/เดบิต เพื่อลดการใช้โดยไม่จำเป็น- ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติทันทีที่เงินเดือนเข้า ตามจำนวนที่ตั้งไว้นี่คือหลักการสำคัญของการเงินส่วนบุคคลที่เรียกว่า “จ่ายให้ตัวเองก่อน” (Pay Yourself First) ช่วยให้คุณเก็บเงินได้สม่ำเสมอโดยไม่ต้องคิดมาก3. หาโอกาสเพิ่มเงินเข้ากองทุน (Boost the Fund)นอกจากออมตามแผนประจำแล้ว ควรเสริมกองทุนให้โตเร็วขึ้นด้วย 2 วิธีหลัก:- ลดรายจ่ายไม่จำเป็น เช่น ค่าสมัครสมาชิกที่ไม่ได้ใช้ หรือค่าอาหารนอกบ้านที่เกินงบ แล้วนำเงินส่วนนี้มาใส่งบฉุกเฉินทันที- หารายได้เสริม ไม่ว่าจะขายของที่ไม่ได้ใช้ รับงานเล็ก ๆ หรือหารายได้ออนไลน์ และนำรายได้เสริม 100% เข้ากองทุน วิธีนี้ช่วยให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้นมากเปิด 3 ขั้นตอนสร้างงบฉุกเฉินก้อนแรก แบบทำได้จริงทันทีเมื่อคุณเก็บงบฉุกเฉินแรกได้ 10,000 – 30,000 บาท แล้ว เป้าหมายถัดไปคือเพิ่มให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 3–6 เดือน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวที่แข็งแรงยิ่งขึ้นการมี งบฉุกเฉิน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสำคัญมากในยุคปัจจุบัน เริ่มวันนี้ คุณจะขอบคุณตัวเองในอนาคตแน่นอนเปิด 3 ขั้นตอนสร้างงบฉุกเฉินก้อนแรก แบบทำได้จริงทันทีแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยนิวส์https://www.thainewsonline.co/news/894022
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
08/12/2025
เอไอเอ ประเทศไทย เร่งส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ผ่านหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก เอไอเอ ประเทศไทย เป็นตัวแทนร่วมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็นผ่านโครงการ “ธารน้ำใจช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้” โดยได้รับเกียรติ จากนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เป็นประธานรับมอบ เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนผู้ประสบมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ตลอดจนช่วยฟื้นฟูให้กลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งกิจกรรมการบริจาคดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อำนวยการช่วยเหลือเครือข่ายวายุภักษ์ กระทรวงการคลัง โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นส่วนกลางในการรวบรวมสิ่งของบริจาคเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้ถึงพี่น้องชาวใต้อย่างเร่งด่วน ณ ลานอเนกประสงค์ สำนักงาน คปภ. สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้ร่วมกับอุตสาหกรรมธุรกิจประกันภัยรวมกว่า 29 แห่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังและการยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชน เพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในภาคใต้ที่ได้รับความเดือดร้อนกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่งนอกจากนี้ เอไอเอ ประเทศไทย ยังได้ร่วมมอบเงินบริจาคผ่านสมาคมเจ็ตสกีแห่งประประเทศไทย เพื่อนำไปจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเพื่อการอุปโภคบริโภค สำหรับแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา อย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความยากลำบากในเบื้องต้น ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอ ที่ต้องการส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังทุกครอบครัวในภาคใต้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเทในพื้นที่ โดยเอไอเอ พร้อมอยู่เคียงข้างและสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
08/12/2025
“ช้าง” หนึ่งในสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองไทยมายาวนาน ไม่ว่าจะเติบโตมาในยุคสมัยไหน คนไทยแทบทุกคนล้วนมีภาพจำเรื่องราวความผูกพันกับช้าง ทั้งในประวัติศาสตร์ ศิลปะ ความเชื่อ หรือเรื่องราวในวัยเด็กเปรียบเสมือน “เพื่อนรัก” ของคนไทยปีนี้ เสน่ห์ของช้างไทยได้กลับมาโลดแล่นอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ อีกครั้ง ในรูปแบบนิทรรศการสุดสร้างสรรค์ “Elephant Parade Bangkok” ที่ทางผู้จัดได้นำ ประติมากรรมช้างหลากสีสันกว่า 55 เชือก มาจัดแสดงกระจายอยู่ทั่วไปในชุมชนย่านตลาดน้อย-ถนนทรงวาด กรุงเทพมหานครสำหรับใครที่คิดว่าย่านนี้มีดีแค่ความคลาสสิก บอกเลยว่าต้องลองไปสัมผัสกับมุมมองใหม่ผ่านนิทรรศการดังกล่าว เพราะทุกตรอกซอกซอยในย่านเก่าแห่งนี้ ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Outdoor Gallery ขนาดย่อม ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก สดใส และงานศิลปะที่สะท้อนตัวตนของช้างในมุมมองใหม่โดยไฮไลต์อยู่ที่แต่ละเชือกถูกศิลปินหลากหลายสไตล์ เพนต์สีสันลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ และจินตนาการลงในตัว “เจ้าช้างน้อย” อย่างตั้งใจ เหมาะแก่การเดินเล่นหยุดชมชมช้า ๆ ตามเส้นทางในแผนที่ที่ทางงานจัดไว้ให้ รับรองว่าจะได้ค้นพบมุมมองใหม่ ๆ ที่หลบซ่อนอยู่ในย่านนี้ ทั้งสีสัน ลวดลาย ไปจนถึงสตอรี่ที่แฝงอยู่ในแต่ละรูปปั้นงานนี้นอกจากจะได้เดินเล่น ถ่ายรูป และสนุกกับกิจกรรมล่าขุมทรัพย์ (Treasure Hunt) ตามหาเจ้าช้างทั้ง 35 จุดในแผนที่ และลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษแล้ว ยังถือเป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสกลิ่นอายของตลาดน้อยและถนนทรงวาดอย่างใกล้ชิด อิ่มเอมกับเรื่องราวชุมชนเก่าแก่ สถาปัตยกรรมโบราณ ร้านค้าเก๋ ๆ คาเฟ่ชิค ๆอีกด้วยนับได้ว่า นิทรรศการ “Elephant Parade Bangkok” ไม่ใช่แค่การโชว์สัตว์ประจำชาติเท่านั้น แต่นี่คือการต่อยอด Soft Power ของไทย ที่ชวนทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้ เข้าใจ และร่วมอนุรักษ์ช้างไทยในแบบที่เข้าถึงง่ายและสนุกกว่าที่เคย ผ่านศิลปะที่กลายเป็น “สื่อกลาง” เชื่อมใจระหว่างคนกับช้างที่น่าสนใจอีกงานหนึ่งสำหรับกิจกรรม “Elephant Parade Bangkok” จัดตั้งแต่วันนี้ - 21 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถไปรับแผนที่และเริ่มผจญภัยได้ที่ Elephant Parade Talad Noi หรือร้านค้าที่ร่วมรายการ แล้วออกไปเดินเล่นตามหาความสุขในย่านตลาดน้อย-ทรงวาดกันแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000112971
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
25/06/2025
09/03/2026
01/08/2024
28/03/2024
30/04/2024