ข่าวการเงิน
ยุครวยยากสินทรัพย์ไหนยังรอดหากเราเผชิญสงครามทุกมุมโลก
ช่วงแรกๆ ของสงครามอิหร่านกับคู่ขัดแย้งอย่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ดูเหมือนสถานการณ์จะคลี่คลายได้อย่างไม่นาน แต่กลายเป็นว่า นับวันยิ่งทวีความรุนแรง และยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดใด ๆ เลย
ขณะที่หากมองมุมอื่นของโลก ก็จะยังพบว่ามีสงครามและความตึงเครียดทางด้านความมั่นคงเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น
– สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดและไม่มีทีท่าจะจบลงง่าย ๆ
– สงครามกลางเมืองซูดาน ศึกการแย่งชิงอำนาจระหว่างสองนายพล ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับแสนราย
– วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวัน ที่เป็นความตึงเครียดทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีน และไต้หวัน
ก็คงพอบอกได้ว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ในหนึ่งในช่วงที่โลกกำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียดสุด ๆ ก็คงได้
นั่นเลยทำให้ตลาดหุ้นในทุกวันนี้ผันผวนไม่ต่างจากหุ้นรายตัว เช่น ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเกาหลีที่ปรับตัวในแต่ละวันเกิน 5% ต่อวัน
แล้วสินทรัพย์ไหนที่จะยังรอด ในช่วงที่เรากำลังเผชิญสงครามทุกมุมโลก TODAYBizview จะสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ
หากพูดถึงช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่ามากจากเรื่องเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ภาวะเงินเฟ้อ วิกฤตการเงินต่าง ๆ โรคระบาด รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังปะทุ
หนึ่งสินทรัพย์ที่นักลงทุนต้องนึกถึงอยู่เสมอคือ ทองคำ เพราะมีความโดดเด่นของทองคำตรงที่มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถผลิตได้อย่างไม่จำกัดเหมือนกับสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ธนบัตร และราคามักจะมีทิศทางที่ตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว หรือถดถอย ราคาของทองคำก็จะสูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น
– ปี 1986 – 1987 ช่วง Black Monday หรือ วันจันทร์ทมิฬ เหตุการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงอย่างรุนแรง ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 40%
– ปี 2009 – 2012 ช่วงวิกฤตซับไพร์ม ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 70%
– ปี 2019-2020 ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 34.5%
ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าในวันที่เลวร้ายไว้ได้
นี่เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยเชื่อมั่นในทองคำ หรือนักลงทุนหลายคนก็เลือกลงทุนทองคำไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม
อย่างไรก็ตาม นอกจากทองคำแล้ว ยังมีสินทรัพย์อื่น ๆ ที่รักษามูลค่าได้เช่นกันนั่นคือ พันธบัตรรัฐบาล
อธิบายแบบเข้าใจง่าย พันธบัตรรัฐบาลคือสิ่งที่รัฐออกเพื่อขอกู้ยืมเงินจากประชาชนและบริษัทเอกชน เพื่อใช้ในโครงการต่าง ๆ โดยจะให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย
นั่นหมายความว่า รัฐบาลจะเป็นลูกหนี้ และคนซื้อจะเป็นเจ้าหนี้
ตรงนี้เองที่บอกว่า ทำไมพันธบัตรรัฐบาลถึงเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ Safe haven หรือสินทรัพย์ปลอดภัย
เพราะโอกาสที่รัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้น้อยมาก ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจ่ายได้ ก็เท่ากับว่าประเทศล้มละลายแล้ว ซึ่งในไทยเองยังไม่เคยมีสักครั้งที่ผิดนัดชำระหนี้
ข้อดีอีกอย่างของพันธบัตรรัฐบาล เมื่อเทียบกับการถือเงินสดคือ ได้ผลตอบแทนด้วย แทนที่จะโดนเงินเฟ้อกินไปเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม ต้องดูด้วยว่า พันธบัตรรัฐบาลที่เราจะลงทุนเป็นของประเทศไหน ถ้าเป็นประเทศที่มีส่วนร่วมในสงคราม ก็อาจจะไม่ดีได้เหมือนกัน เพราะหากแพ้สงคราม ประเทศก็มีโอกาสที่จะต้องแบกค่าใช้จ่ายหนัก จนผิดนัดชำระหนี้ได้
ต่อมาที่สินทรัพย์ยอดฮิตอย่างหุ้น ดูเผิน ๆ แล้วหุ้นน่าจะร่วงทั้งตลาด
แต่ก็มีหุ้นบางกลุ่มไม่ได้รับผลกระทบมากนักนั่นคือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐาน เช่น ยา อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ สาธารณูปโภค ที่ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร ผู้คนก็ยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นบริษัทเหล่านี้มักจะรักษามูลค่าและผลประกอบการไว้ได้
เมื่อมีหุ้นที่เสียโอกาส ก็มีหุ้นที่ได้รับประโยชน์เช่นกัน ก็คือหุ้นป้องกันประเทศ หรือหุ้นของบริษัทที่ทำหน้าที่เป็น หน่วยสนับสนุนความมั่นคงให้กับรัฐบาลในแต่ละประเทศ
ซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะครอบคลุม ทั้งอากาศยานและอวกาศ, ระบบตรวจจับและเรดาร์, ความมั่นคงไซเบอร์ และยานพาหนะนิรภัย
โดยที่หุ้นกลุ่มนี้ได้ประโยชน์ ก็มาจากงบกลาโหมของทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อรับมือกับความตึงเครียดทางการทหารนั่นเอง
แล้วผลตอบแทนของกลุ่มหุ้นป้องกันประเทศในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ?
ถ้าดูข้อมูลจะพบว่า กองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง iShares US Aerospace & Defense ETF ให้ผลตอบแทนน้อง ๆ ทองคำเลยทีเดียว โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 62% ขณะที่ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี แตะ 150%
จากเรื่องราวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าในวิกฤตก็มีสินทรัพย์ที่สามารถทำผลตอบแทนได้ โดยไม่ต้องใช้กลยุทธ์ที่ทำได้ยาก หรือเครื่องมือทางการเงินที่เข้าใจยาก เพียงแต่ว่าเรานั้นได้ศึกษาการลงทุน และเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนที่กลายเป็นเรื่องปกติของโลกสมัยนี้ไว้หรือไม่
X