Everyday knowledge for you
ประกันชีวิต
11/07/2026
เอไอเอ ประเทศไทย จัดงาน AIA Agency Leaders Seminar 2026 งานสัมมนาผู้บริหารหน่วยประจำปี 2569 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 88 ปี เอไอเอ ประเทศไทย พร้อมต้อนรับผู้บริหารหน่วยกว่า 3,000 ท่านจากทั่วประเทศ ที่มารวมพลัง แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างแรงบันดาลใจ รวมทั้งรับฟังทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้และเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพการบริหารทีมและขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Stronger, Faster, Higher / Lead Your Future เหนือทุกขีดจำกัด สู่บทบาทผู้นำแห่งอนาคต” โดยงานจัดขึ้น ณ อิมฆแพ็ค เอ็กซิบิชัน ฮอลล์ 5-8 เมืองทองธานี เมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมาในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย คุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขึ้นกล่าวเปิดงาน และ คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต ที่ได้มาถ่ายทอดกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมส่งต่อ DNA ของสุดยอดผู้นำที่สามารถก้าวข้ามความท้าทาย และสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ ช่วงเสวนาในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณโอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครึ่งเก้า จำกัด ร่วมแบ่งปันแนวคิดการบริหารองค์กรและการพัฒนาภาวะผู้นำ ผ่านมุมมองของผู้นำที่เข้าใจ “คน” อย่างลึกซึ้ง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง (Stronger) และยกระดับศักยภาพของผู้บริหารหน่วยให้พร้อมก้าวสู่บทบาทผู้นำแห่งอนาคต ร่วมด้วย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน นักเล่าเรื่องและนักคิดชื่อดังของประเทศไทย ที่มาร่วมถอดรหัสบทเรียนความสำเร็จจากหลากหลายมิติ เพื่อช่วยให้ผู้บริหารหน่วยสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการทำงานและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น (Faster)ปิดท้ายด้วยเวทีเสวนาพิเศษที่เปิดมุมมองเกี่ยวกับการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและการขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่เหนือกว่า (Higher) ผ่านประสบการณ์จริงจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในสายงานตัวแทนประกันชีวิต นำโดย คุณแสวง ชีวเกรียงไกร ผู้อำนวยการภาคระดับสูง คนล่าสุดของเอไอเอ ประเทศไทย จากเดอะเกรทเวลธ์ พร้อมด้วย พญ.หฤทัย ไกรวพันธุ์ เดอะเกรทเวลธ์ คู่คิดคนสำคัญ และ คุณฐานิตา พรหมแก้ว ผู้จัดการภาคอาวุโส เพชรอันดามัน 89 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พร้อมส่งต่อแนวคิดและพลังแห่งความสำเร็จ โดยมี ดร.ประภาพร ลิขสิทธิ์ ผู้อำนวยการภาค วิสดอม และนายกสมาคม THAIFA ให้เกียรติรับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการงาน AIA Agency Leaders Seminar 2026 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอ ประเทศไทย ในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารหน่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้นำคุณภาพที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจและส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าและคนไทยทั่วประเทศ ภายใต้พันธกิจในการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยความแข็งแกร่ง รวดเร็ว และเหนือทุกขีดจำกัดไปด้วยกัน ตามคำมั่นสัญญาเอไอเอ ‘Healthier, Longer, Better Lives’
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
09/07/2026
• บิล เพอร์กินส์ มหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุนฯ นักลงทุนชื่อดัง เจ้าของหนังสือ "Die with Zero" เชื่อว่า เงินเป็นเครื่องมือสร้างประสบการณ์และความสุข จึงควรใช้ให้หมดในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ • เขามองว่าการตายไปพร้อมกับเงินจำนวนมากคือการปล่อยให้เงินสูญเสียคุณค่าที่แท้จริง เปรียบเสมือนการเก็บเหรียญจากสวนสนุกกลับบ้านโดยไม่ได้ใช้ • ปรัชญาของเขาคือ การใช้เงินเพื่อสร้างความสุขให้ตนเองและมอบให้คนอื่นในเวลาที่เกิดประโยชน์สูงสุด แทนที่จะรอให้เป็นมรดกหลังเสียชีวิต • แนวคิดนี้สอดคล้องกับมหาเศรษฐีคนอื่นๆ เช่น ชัค ฟีนีย์ และ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ที่เลือกบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่เพื่อการกุศล ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ หรือหวังส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน แต่สำหรับ บิล เพอร์กินส์ (Bill Perkins) ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ นักลงทุน และผู้เขียนหนังสือ Die with Zero เขากลับมีแนวคิดที่ว่า การจากโลกนี้ไปพร้อมเงินจำนวนมหาศาล คือการปล่อยให้เงินสูญเสียคุณค่าที่แท้จริง เพอร์กินส์เชื่อว่า เงินไม่ใช่สิ่งที่ควรเก็บสะสมไว้จนวันสุดท้ายของชีวิต แต่เป็น "เครื่องมือ" ที่ควรนำมาใช้สร้างประสบการณ์ ความสุข ความทรงจำ และทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ในตอนที่เรายังมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่มหาเศรษฐีวัย 57 ปี ผู้มีทรัพย์สินสุทธิที่หลายสำนักประเมินว่า มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ และบางแห่งประเมินว่าสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal ว่า หากสุดท้ายแล้วเงินไม่สามารถทำให้ชีวิตมีความหมายได้ การมีเงินมากมายก็แทบไม่มีประโยชน์• "เงิน" เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างชีวิตที่เราอยากมีแม้หลายคนจะมองว่าการมีเงินจำนวนมหาศาลคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่เพอร์กินส์กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป สำหรับเขา เงินไม่ใช่เครื่องวัดความสำเร็จ และไม่ใช่สิ่งที่ต้องสะสมให้มากที่สุด แต่เป็นทรัพยากรที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการเพอร์กินส์บอกว่า "ปรัชญาเรื่องเงินของผมเรียบง่ายมาก ผมว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความเติมเต็มให้กับชีวิต เท่านั้นเอง ถ้าคุณไม่ได้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ หรือมีสิ่งที่อยากทำซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากขนาดนั้น"เขามองว่าหลายคนตั้งเป้าหาเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยถามตัวเองว่า แท้จริงแล้วต้องการเงินไปเพื่ออะไร นั่นอาจไม่ใช่เป้าหมายที่ถูกต้องนักในสายตาของเขา เพราะสุดท้าย เขามองว่าเงินจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้สร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับชีวิต • ปรัชญานักลงทุน "เงินไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป" อย่าอยู่เป็นทาสเงินชีวิตของนักลงทุนแทบทุกคนล้วนรู้ดีว่า "เงินไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป" เพอร์กินส์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเส้นทางสู่ความมั่งคั่งของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเขาเริ่มต้นอาชีพในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ของ New York Mercantile Exchange ก่อนจะทำงานเป็นเทรดเดอร์และผู้บริหารความเสี่ยงให้กับบริษัทพลังงานหลายแห่ง รวมถึงมีบทบาทสำคัญด้านการซื้อขายในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Centaurus Energyต่อมา เขาก่อตั้งธุรกิจของตัวเองหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Skylar Capital ซึ่งลงทุนในตลาดก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ บริษัทเงินร่วมลงทุน Small Ventures USA และ SkyFi ผู้ให้บริการข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มูลค่าทรัพย์สินของเขาขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เขาเรียนรู้ว่า ความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งถาวร เพอร์กินส์ อธิบายว่า เขามองตัวเองเป็นคนที่ชอบรับความเสี่ยง และรู้ดีว่าเงินสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เสมอ จึงไม่มีเหตุผลที่จะเก็บมันไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์• จงใช้เหรียญให้หมด ก่อนเดินออกจากสวนสนุกหนึ่งในคำอุปมาอุปไมยที่เพอร์กินส์ชอบใช้เพื่ออธิบายแนวคิดเรื่องเงิน คือ การเปรียบเทียบกับเหรียญของร้าน Chuck E. Cheese ร้านอาหารและสวนสนุกสำหรับเด็กชื่อดังในสหรัฐฯเขาอธิบายว่า "ลองนึกถึงเหรียญของ Chuck E. Cheese ใช้มันให้หมดตอนที่คุณยังอยู่ในร้าน เพราะเมื่อเดินออกมาแล้ว เหรียญเหล่านั้นก็แทบไม่มีค่าอะไรอีก" ก่อนที่เขาจะสรุปแนวคิดการเงินของตัวเองอีกครั้งว่า "มันสมเหตุสมผลกว่ามาก หากคุณใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มี เพื่อสร้างความเติมเต็มให้กับชีวิตในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่"สำหรับเพอร์กินส์ การปล่อยให้เงินนอนอยู่ในบัญชีจนถึงวันที่ตัวเองเสียชีวิต ก็ไม่ต่างจากการถือเหรียญสวนสนุกกลับบ้าน เพราะสุดท้ายมันไม่สามารถสร้างคุณค่าได้อีก• จงใช้เงินกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตคุณมีความหมายแน่นอนว่า การใช้เงินของมหาเศรษฐีย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป สำหรับเพอร์กินส์ เขาใช้เงินเพื่อสร้างความสุขให้ตัวเอง ด้วยการสะสมผลงานศิลปะมูลค่ารวมกว่า 22.5 ล้านดอลลาร์ และทุ่มเงินมากกว่า 250,000 ดอลลาร์ต่อปีไปกับการดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีชะลอวัย ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยร่างกายเชิงลึก ไปจนถึงการดูแลสุขภาพในเชิง Longevity ยืดอายุและรักษาคุณภาพชีวิตให้ยาวนานที่สุดแต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญกว่าการใช้เงินกับตัวเอง คือการได้เห็นว่าเงินสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนที่เรารักได้ในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ เพอร์กินส์เล่าว่า มีอยู่ปีหนึ่งเขามอบเงินให้คนรอบตัวประมาณ 30-40 คน คนละ 16,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นวงเงินที่กฎหมายภาษีของสหรัฐฯ อนุญาตให้มอบเป็นของขวัญได้โดยไม่ต้องเสียภาษีขณะเดียวกัน เขาก็วางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกสาวทั้งสองคนของตัวเองเช่นกัน แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของมรดกก้อนใหญ่หลังจากเขาเสียชีวิต เพอร์กินส์อธิบายว่า "ไม่ว่าคุณจะตั้งใจให้เงินลูกมากแค่ไหน คุณก็ควรให้ในช่วงเวลาที่เงินก้อนนั้นสร้างผลกระทบกับชีวิตของพวกเขาได้มากที่สุด ไม่ใช่รอจนคุณจากไป ซึ่งลูกคุณอายุมากแล้ว"สำหรับเพอร์กินส์ การส่งต่อความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องของการทิ้งมรดกไว้เบื้องหลัง แต่คือการได้เห็นว่าเงินของตัวเองช่วยเปิดโอกาส เปลี่ยนชีวิต หรือทำให้คนที่รักมีความสุขได้จริงในวันที่เขายังมีโอกาสรับรู้สิ่งเหล่านั้น• ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว มหาเศรษฐีหลายคนกำลังใช้เงินให้หมดก่อนตายแนวคิดของเพอร์กินส์อาจฟังดูสวนทางกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีเพียงคนเดียวที่กำลังคิดแบบนี้ ปัจจุบัน มีนักธุรกิจและมหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนไม่น้อยที่ประกาศชัดว่า พวกเขาต้องการใช้หรือบริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดในช่วงที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ มากกว่าปล่อยให้กลายเป็นมรดกหลังเสียชีวิตหนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ ชัค ฟีนีย์ (Chuck Feeney) ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี Duty Free Shoppers Group ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2023 ตลอดชีวิตของเขา ฟีนีย์บริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดจากความมั่งคั่งราว 9,000 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัย องค์กรการกุศล และมูลนิธิต่างๆ จนแทบไม่เหลือทรัพย์สินส่วนตัวในวันที่จากโลกนี้ไปแทนที่จะใช้ชีวิตแบบมหาเศรษฐี เขาเลือกอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ขนาดสองห้องนอนกับภรรยาในช่วงบั้นปลายชีวิต และ กลายเป็นต้นแบบของการ "ให้ในขณะที่ยังมีชีวิต"ก่อนหน้านั้น แอนดรูว์ คาร์เนกี (Andrew Carnegie) นักอุตสาหกรรมเหล็กผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐฯ ก็เคยประกาศแนวคิดคล้ายกัน เขาพยายามบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดก่อนเสียชีวิต และสามารถมอบเงินออกไปได้ถึง 350 ล้านดอลลาร์ เหลือทรัพย์สินเพียงประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ในช่วงสุดท้ายของชีวิตอีกคนที่กำลังเดินตามแนวคิดนี้คือ แม็คเคนซี สก็อตต์ (MacKenzie Scott) นักลงทุน นักเขียน และอดีตภรรยาของ เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้ง Amazon แม้เธอจะยังเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่สก็อตต์กลับเร่งเดินหน้าบริจาคทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องเฉพาะปี 2025 เธอบริจาคเงินมากถึง 7,200 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัย องค์กรด้านสภาพภูมิอากาศ และองค์กรพัฒนาชุมชนหลายแห่ง นิตยสาร Forbes ประเมินว่า ปัจจุบันสก็อตต์มีทรัพย์สินสุทธิราว 43,800 ล้านดอลลาร์ และได้บริจาคความมั่งคั่งของตัวเองออกไปแล้วประมาณ 46% ส่งผลให้เธอได้รับการจัดอันดับให้เป็นนักการกุศลที่ใจกว้างที่สุดอันดับ 3 ของโลกในปีนี้แนวคิดเดียวกันนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) มหาเศรษฐี ผู้ก่อตั้ง Bloomberg และอดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ปัจจุบัน บลูมเบิร์กมีทรัพย์สินสุทธิราว 109,400 ล้านดอลลาร์ และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาบริจาคเงินแล้วมากกว่า 21,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขเฉพาะปี 2024 เพียงปีเดียว เขาบริจาคเงินถึง 3,700 ล้านดอลลาร์ จนได้รับการจัดอันดับจาก Chronicle of Philanthropy ให้เป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของปี บลูมเบิร์กประกาศว่า เมื่อถึงวันที่เขาจากโลกนี้ไป หรืออาจเร็วกว่านั้น บริษัท Bloomberg จะถูกส่งต่อให้กับ Bloomberg Philanthropies เพื่อเดินหน้าทำงานด้านสาธารณประโยชน์ต่อไปเขาอธิบายเหตุผลไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงรอให้ตัวเองเสียชีวิตก่อน ถึงจะเริ่มบริจาคทรัพย์สิน เมื่อเงินของคุณสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกได้ ผมเป็นคนที่โชคดีมาก และผมตั้งใจจะใช้สิ่งที่ตัวเองมี เปิดโอกาสให้กับคนอื่น พร้อมสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมให้กับลูกและหลานของผม"ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น บิล เพอร์กินส์, ชัค ฟีนีย์, แม็คเคนซี สก็อตต์ หรือไมเคิล บลูมเบิร์ก ต่างก็มีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือพวกเขาไม่ได้มองว่า "เงิน" คือสิ่งที่มีไว้สะสมให้มากที่สุด แต่เป็นทรัพยากรที่ควรถูกนำไปใช้สร้างโอกาส สร้างความสุข และสร้างความเปลี่ยนแปลง ในวันที่เจ้าของเงินยังมีชีวิตและมีโอกาสได้เห็นผลลัพธ์ของมันด้วยตัวเองอ้างอิง: Fortune, TheWallStreetJournal, GivingPledge.org, Forbesแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1240187
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
สุขภาพ
09/07/2026
นาทีนี้แฟนๆ ต่างเป็นห่วงและส่งกำลังใจให้ แหม่ม ภัทราวดี จินะมุสิ หรือ แหม่ม AF1 อดีตนักล่าฝันจากรายการ "Academy Fantasia ซีซั่น 1" ที่ล่าสุดโพสต์อัปเดตชีวิตในเวลานี้ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านมระยะ 3 และอยู่ในกระบวนการรักษาตามแผนของแพทย์โดยในเฟซบุ๊ก Pattaravadee Victoria Jinamusi ได้โพสต์อัปเดตอาการป่วยไว้ว่า “สวัสดี เรารุ่นพี่ ปี 1 ต้นสายรหัส V 11 Academy Fantasia Season 1 นักล่าฝันรุ่นเเรกของประเทศไทย อะเเฮ่ม! แนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะค้าาา อัพเดทซักเล็กน้อย - มะเร็งระยะ 3 ให้คีโมไป 8 แล้ว ยุบลงเเล้วก็พองขึ้นอีกหน่อย เลยขอหมอต่ออีก 4 เข็ม หมอพอใจตรงไหนก็ผ่าตัดได้เลย เราเชื่อมือหมออยู่แล้ว - ย้ายมาอยู่ทะเล อยู่กับพ่อเเละน้องชาย อาการดีขึ้นมาก - ลูกหมีน้อยดีใจมากกกก เห็นผมยาวกลับมา น่ารักจังเลย - ตอนนี้แปลนิยายลงเวปไซต์ใหม่ ฝากไปติดตามอ่านกันด้วยนะคะ เเนวอีโรติก https://kid-cat.com/ ชื่อเรื่อง "นอกบทรัก จักรพรรดิตัวร้าย" by Victoria Z.Sky นะคะ เรื่องอื่น ช่องทางอื่น กำลังทยอยลง ไว้จะมาอัพเดตเรื่อยๆ ค่ะ - ขอบคุณทุกคนที่อุดหนุนกันคราวที่เเล้ว ยังมีของที่ค้างส่งอยู่ค่ะ เร็วๆ นี้ จะได้ขนของบางส่วนออกมาเเล้วจัดส่งให้นะคะ - ขอบคุณทั้งความรัก ความห่วงใย คำคม คำด่า คำนินทา ทุกๆ คำนั้นใช้ทั้งหัวใจ สมอง เวลา ใดๆ ก็ขอบคุณเเละรับไว้ในสิ่งดี ที่เหลือ คืนให้จ้า 🙂 ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่ยากจะอธิบาย มีความช่วยเหลือที่มอบให้อย่างบริสุทธิ์ใจ ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ จะเก็บเรื่องราวดีๆ เหล่านี้ไว้เป็นกำลังใจ เเละแรงกาย ไว้ฟื้นพลัง ประกอบร่างใหม่อีกครั้งนะคะ เป็นเรื่องจริงในความทรงจำ รัก แหม่ม AF1”นอกจากนี้ แหม่ม AF1 ก็ได้โพสต์ขอความช่วยเหลืออุดหนุนสินค้า เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษา โดยบอกว่า “ขอความช่วยเหลือช่วยอุดหนุนสินค้าของแหม่ม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างรักษามะเร็งระยะที่ 3 หาเงินไปหาหมอวันนี้ล่ะค่ะ ด่วนไฟลุกม้ากกก !!! [[[ ในคลิปคือเมื่อวาน เเต่อัพโหลดไม้ได้เลย งงมากค่า]]] ใกล้จะได้ผ่าตัดเเล้ว กระบวนการทั้งหมด ประมาณ 2 เดือนค่ะ นอนเฉยๆ ม่ายด๊ายยย ต้องหาเงินไว้ด้วย เดี๋ยวซึมเศร้ากำเริบ 555 สั่งปุ๊บ โอนปั๊บ แบบด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า ให้ผู้ป่วยมะเร็งคนนี้ วิ่งจากพัทยาไปหาหมอที่สีลมได้ทัน!!!”ด้าน อ๊อฟ ปองศักดิ์ ก็เข้ามาให้กำลังใจแหม่ม โดยบอกว่า “ส่งพลังให้แกเต็มๆ รับไปเพื่อน ❤️❤️❤️❤️❤️” และแหม่มก็ตอบกลับว่า “รับมาด้วยใจเต็มๆ ขอบคุณมากเลยคุณเพื่อน รักแกนะ” ในขณะที่คนในวงการบันเทิง อาทิ เจ เจตริน, บี ปิยะวรรณ ก็ช่วยอุดหนุนด้วยนอกจากนี้ยังมีเพื่อนๆ แฟนๆ ที่ส่งกำลังใจนับร้อยข้อความ ไทยรัฐบันเทิงขออวยพรให้หายป่วยไวๆ นะคะแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/entertain/news/2944386
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
09/07/2026
ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าสนับสนุนวงการศิลปะไทยอย่างต่อเนื่องในฐานะ "Global Hub of Art & Culture" ร่วมกับ KHUNPARE COLLECTION จัดงาน "NEO Land Festival 2026" นิทรรศการศิลปะที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมบนประติมากรรม NEO (นีโอ) อาร์ตทอยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก "ช้าง" สัญลักษณ์แห่งความเป็นไทย มาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยของศิลปินไทยหลากหลายแขนง เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ทางศิลปะในรูปแบบที่แตกต่าง ตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2569 ณ Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยามภายในงานรวบรวมผลงานกว่า 49 ชิ้น จาก 33 ศิลปินไทย ที่มีฝีมือทางศิลปะโดดเด่น ทั้ง Contemporary Thai Art, Pop Art, Doodle Art, Surrealism และศิลปะร่วมสมัยอีกหลากหลายรูปแบบ โดยศิลปินแต่ละคนได้ถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ ความเชื่อ และจินตนาการลงบนประติมากรรม NEO ด้วยเทคนิคเฉพาะตัว จนเกิดเป็นผลงานต้นฉบับที่มีเพียงหนึ่งเดียว“NEO” คือเฟรมผ้าใบศิลปะที่มีมิติ หมายถึง “การเกิดใหม่” สะท้อนการแปรเปลี่ยนของผลงานในทุกครั้งเมื่ออยู่ในมือของศิลปิน เพราะ NEO ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นสิ่งใด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการที่สามารถถือกำเนิดใหม่ได้เสมอ ผ่านผลงานที่มีเอกลักษณ์และมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก NEO จึงมิใช่เพียงคาแรคเตอร์ช้าง หรือสัญลักษณ์ทางศิลปะ หากยังเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ปลดปล่อยจินตนาการและแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ปราศจากข้อจำกัด บนผืนผ้าใบและพื้นผิวที่มีมิติ ซึ่งผลงานทุกชิ้นในนิทรรศการล้วนผ่านการรังสรรค์ด้วยมือของศิลปินโดยตรง ผ่านเทคนิคอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำมัน สีอะคริลิก สีสเปรย์ เส้นสี หรือปากกาเคมีซึ่งกลายเป็นพื้นที่สำหรับการกำเนิดของแนวคิดใหม่ ๆ และการตีความทางศิลปะที่ไม่สิ้นสุดหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ "Horse of Dawn" ผลงานอาร์ตทอยขนาดใหญ่สูง 170 เซนติเมตร โดย Indy Nine หรือ ชนกนันท์ ขวัญมุณี ถ่ายทอดสภาวะของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง พลัง และการแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ผ่านสัญลักษณ์ของ "ม้าสีทอง" ที่เปรียบเสมือนพลังแห่งอิสรภาพและปัญญา ท่ามกลางโทนสีแดงอันร้อนแรง พร้อมแทรกดอกไม้ที่สื่อถึงความอ่อนโยนซึ่งยังคงซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์อีกหนึ่งผลงานน่าสนใจ ของเอื้องอัญญากรณ์ หมั่นพลศรี กับผลงาน Flash Space ผลงานการวาดสไตล์ Doodle Art ที่นำการผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ และจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด สีสันที่สดและฉูดฉาดแสดงถึงความสนุกสนานถึงขีดสุด ความกล้าที่จะคิดออกนอกกรอบ รวมถึงผลงานของ ณรงค์ชัย อุ่นใจ กับผลงาน Low Fat ผลงานสไตล์ Surrealism ที่เลือกกะเทาะ “เปลือก” หรือลวดลายภายนอกของนีโอออกจนหมด แล้วย้อนกลับไปหาโครงสร้างกล้ามเนื้อและร่างกายภายใน เพื่อสื่อถึง “รากฐานร่วมกัน” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแตกต่างอันหลากหลาย ส่วนชื่อผลงานมาจากอารมณ์ขันส่วนตัวของศิลปิน ที่หยิบยกเอาเรื่องราวการลดน้ำหนักและดูแลรูปร่างของตัวเองในช่วงนั้นมาตั้งเป็นชื่อได้อย่างมีเสน่ห์นอกจากนี้ยังมีผลงานที่สะท้อนแนวคิดอันหลากหลาย อาทิ FLASH SPACE นำเสนอผ่านการวาดสไตล์ Doodle art เป็นการผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ และจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด นำเสนอด้วยสีสันสดใส สะท้อนถึงความสนุกสนานและความกล้าในการคิดนอกกรอบ DOODLE FLOW ที่ถ่ายทอดเส้นสายเรียบง่ายแต่ทรงพลังในสไตล์ Doodle Art, Love of the Forest 01 : My Sleeping Forest Summer ที่บอกเล่าเรื่องราวการฟื้นคืนชีวิตของธรรมชาติ, TAMU's Land ที่สะท้อนแนวคิดเรื่องโลกแห่งความยั่งยืนและการใช้พลังงานสะอาด, Rhythm of Love ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระพิฆเนศในฐานะต้นกำเนิดแห่งศิลปะและการสร้างสรรค์ รวมถึงอีกหลายผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Monster Parade, NEO 2050, Ruby Ganesha, NINJA Ganesha และ Night Dreaming ซึ่งล้วนสะท้อนมุมมอง ความเชื่อ วัฒนธรรม และประสบการณ์ของศิลปินแต่ละคน ผ่านการตีความบนประติมากรรมอาร์ตทอย NEO จนกลายเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวNEO Land Festival 2026 จึงไม่ใช่เพียงนิทรรศการอาร์ตทอย หากยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เดินทางผ่านความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินไทยหลากหลายรุ่น พร้อมสัมผัสความงดงามของศิลปะร่วมสมัยที่หลอมรวมวัฒนธรรม ความเชื่อ และจินตนาการไว้บนผลงานแต่ละชิ้นอย่างสมบูรณ์แบบผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน NEO Land Festival 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้ -31 กรกฎาคม 2569 ณ Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยามแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/business/detail/9690000066548
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
09/07/2026
สัมผัสระนองมุมมองใหม่ เดินชมรอบทิศ บน “สกายวอล์ก ระนอง”จังหวัดระนอง นอกจากจะถูกเรียกขานว่าเป็น “เมืองฝนแปด แดดสี่” แล้ว ยังได้รับฉายาว่าเป็น “เมืองมหานครแห่งน้ำแร่” เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีแหล่งน้ำแร่ตามธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมากเดิมในตัวเมืองระนอง มีแลนด์มาร์กสำคัญที่เป็นจุดท่องเที่ยวไม่ควรพลาดสำหรับผู้มาเยือนอยู่ 2 แห่งด้วยกัน คือ “พระราชวังรัตนรังสรรค์” (จำลอง) และ “บ่อน้ำพุร้อนรักษะวาริน” บ่อน้ำแร่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองระนองสกายวอล์ก ระนอง สร้างเป็นทางเดินวงกลม ชมวิวได้รอบทิศนอกจากแลนด์มาร์ก 2 จุดดังกล่าวแล้ว วันนี้ในตัวเมืองระนองมีแลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ คือ “แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์นิเวศน์คิรี” (สกายวอล์ก) หรือที่หลายคนนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “สกายวอล์ก ระนอง” ที่ตั้งอยู่บนเขารัตนรังสรรค์ ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนองสกายวอล์ก ระนอง จัดสร้างขึ้นโดยเทศบาลเมืองระนอง เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 เพื่อเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดระนอง และเป็นจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในตัวเมือง อย่างเช่น พระราชวังรัตนรังสรรค์จำลอง หอพระ 9 เกจิ และเนินประวัติศาสตร์จังหวัดระนอง ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งรัตนรังสรรค์หลังเดิมบันไดทางเดินขึ้นสู่สกายวอล์กสำหรับจุดเดินขึ้นสกายวอล์กของบุคคลปกติทั่วไป ที่ไม่ใช่ผู้พิการหรือผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะอยู่ในซอยลุวัง หลังพระราชวังรัตนรังสรรค์ทางฝั่งหอพระ 9 เกจิอาจารย์ เป็นบันไดเดินขึ้นเนินเตี้ย ๆ ระยะทางสั้น ๆ ไม่กี่สิบเมตร ท่ามกลางบรรยากาศของแมกไม้อันร่มรื่นระหว่างทางมีองค์ “พระพุทธรณังค์พิทักษ์สิต” ในหอพระให้กราบสักการะเอาฤกษ์เอาชัยเสริมสิริมงคลจากนั้นบันไดจะขึ้นไปบรรจบกับถนนที่อนุญาตให้เฉพาะรถยนต์ที่มีผู้พิการหรือผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป โดยสารมาด้วยพระพุทธรณังค์พิทักษ์สิตเมื่อเดินมาถึงจุดนี้จะมองเห็นตัวอาคารทางขึ้นสกายวอล์ก และระเบียงทางเดินบนสกายวอล์กรูปวงกลม มีความสูง 21 เมตรจากพื้นดินตัวอาคารทางขึ้นสกายวอล์ก มีทั้งหมด 6 ชั้น โดยไม่มีบันได แต่ออกแบบให้เป็นทางเดิน“อารยสถาปัตย์” เพื่อคนทั้งมวล หรือทางเดินลาดไล่ระดับเป็นวงกลม วนจากชั้นล่างขึ้นไปสู่พื้นที่ชมวิวชั้นบนสุด ซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้พิการที่ใช้รถเข็น ผู้สูงอายุ และคนท้อง ได้เป็นอย่างดีภายในอาคารสกายวอล์ก มีรองเท้าให้เช่าและถุงเท้าจำหน่ายส่วนผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่คาดว่าจะขึ้นในเส้นทางอารยสถาปัตย์นี้ไม่ไหว ก็สามารถใช้บริการลิฟต์ของที่นี่ได้ ซึ่งลิฟต์ของอาคารแห่งนี้สงวนสิทธิ์ไว้ให้บริการเฉพาะผู้พิการ และผู้สูงอายุเท่านั้นเมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุด จะพบกับระเบียงทางเดินเป็นรูปวงกลม หรือทางเดินเส้นทางวงรอบ อยู่สูงกว่า 200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลทางเดินอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ในอาคารสกายวอล์กบนนี้สามารถเดินชมวิวได้รอบทิศทาง 360 องศา มีระยะทางประมาณ 500 เมตร เมื่อมองออกไปจะเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองระนองที่เป็นเมืองเล็ก ๆ น่ารัก ทั้งในฝั่งอ้อมกอดแห่งขุนเขา และฝั่งท้องทะเลอันดามัน ซึ่งในวันที่ฟ้าเปิดสามารถมองเห็นได้ไกลถึงประเทศเมียนมาเลยทีเดียวทิวทัศน์ฝั่งอันดามัน มองเห็นใกล้ถึงประเทศเมียนมาบนทางเดินสกายวอล์กยังมีไฮไลต์จุดถ่ายรูปบริเวณต้นไม้สูงใหญ่ ที่ยืนต้นตระหง่านจากถนนด้านล่างแผ่สยายกิ่งก้านใบเหนือสกายวอล์กแห่งนี้ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูปกับต้นไม้สูงใหญ่ต้นนี้กันเป็นจำนวนมากมุมต้นไม้สูงใหญ่ อีกหนึ่งไฮไลต์บนสกายวอล์ก ระนองนอกจากนี้ในช่วงเย็นบนสกายวอล์กถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกชั้นดี ที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกในทะเลอันดามันได้อย่างสวยงามสำหรับผู้ที่มีโอกาสล่องใต้ไปเที่ยวเมืองน้ำแร่ สามารถไปเดินเที่ยวชมวิวบนสกายวอล์ก สัมผัสระนองมุมมองใหม่กันได้ทางเดินชมวิว 360 องศา เป็นวงรอบ บนสกายวอล์ก ระนองสกายวอล์ก ระนอง เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 06.00 – 20.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ผู้ใช้บริการ ต้องใส่ถุงเท้าและเช่ารองเท้าที่ทางเทศบาลเมืองระนองจัดไว้ให้ โดยค่าเช่ารองเท้าที่ใช้เดินบนสกายวอล์กคิดคู่ละ 10 บาท และถุงเท้าจำหน่ายสำหรับผู้ไม่สวมถุงเท้ามา คิดราคาคู่ละ 20 บาทเด็กต่ำกว่า 12 ขึ้นสกายวอล์กต้องมีผู้ปกครองดูแลนอกจากนี้การเที่ยวชมสกายวอล์กแห่งนี้ ยังมีกฎระเบียบ ห้ามนําอาหารและเครื่องดื่มขึ้นไปบนสกายวอล์ก ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในพื้นที่สกายวอล์ก ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ต้องมีผู้ปกครองดูแล ไม่อนุญาตให้ขึ้นมาเองตามลำพัง เพื่อความปลอดภัย และห้ามถ่มน้ำลายลงมาจากสกายวอล์กผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสายวอล์ก ระนอง และที่เที่ยว ที่กิน ที่พักในจังหวัดระนอง เพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานชุมพร (รับผิดชอบพื้นที่ ชุมพร ระนอง) โทร. 077 502 775สกายวอล์ก แลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ในตัวเมืองระนองแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000052963
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
07/07/2026
คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงินผู้เขียน : อาจารย์ทอมมี่ อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยมีหลักการทางการเงินข้อหนึ่งที่คนรวยรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ขณะที่คนติดหนี้กลับเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบจากหลักการเดียวกันนี้อยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว หลักการนั้นคือ “ดอกเบี้ยทบต้น” กลไกทางการเงินที่ไม่ได้มีด้านดีหรือด้านร้ายในตัวเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ใช้ ผู้ที่เข้าใจและใช้ดอกเบี้ยทบต้นเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง กับผู้ที่ปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้นค่อย ๆ กัดกร่อนทรัพย์สินผ่านภาระหนี้ในแต่ละเดือน ย่อมได้รับผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมากเมื่อดอกเบี้ยทบต้นเริ่มสร้างความมั่งคั่งดอกเบี้ยทบต้นในฐานะเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งทำงานบนหลักการง่าย ๆ คือผลตอบแทนที่ได้รับในแต่ละงวดถูกนำกลับมาลงทุนต่อ ทำให้ฐานเงินต้นขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลให้ผลตอบแทนในงวดถัดไปสูงขึ้นตามไปด้วย วงจรนี้ดูเรียบง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานพอ มันสามารถเปลี่ยนเงินก้อนเล็กให้กลายเป็นความมั่งคั่งที่มีนัยสำคัญได้สิ่งที่น่าสังเกตคือในช่วงต้นของการลงทุน ตัวเลขที่เห็นอาจดูไม่น่าตื่นเต้นนัก แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปสักระยะ การเติบโตจะเริ่มเร่งความเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผลตอบแทนในปีที่ 25 และ 30 จะสูงกว่าปีแรก ๆ อย่างมาก นี่คือเหตุผลที่นักการเงินทั่วโลกย้ำเสมอว่า “เริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด” เพราะเวลาคือปัจจัยที่มีค่ายิ่งกว่าจำนวนเงินที่ลงทุนในตอนแรกความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนมีผลอย่างมหาศาลต่อเงินปลายทาง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ลงทุนเดือนละ 600 บาทเป็นเวลา 30 ปี หากได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี เงินปลายทางจะอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท แต่หากเพิ่มผลตอบแทนขึ้นเป็น 9% ต่อปีในระยะเวลาเท่ากัน เงินจะเติบโตเป็นหนึ่งล้านบาท ความต่างของดอกเบี้ยเพียง 4% ส่งผลให้มูลค่าสุดท้ายแตกต่างกันถึงเท่าตัวต้นทุนที่มองไม่เห็นของการเริ่มช้าหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการคิดว่า “เริ่มช้ากว่ากันไม่กี่ปีคงไม่ต่างกันมาก” แต่ในโลกของดอกเบี้ยทบต้น การเริ่มช้าลงเพียง 10 ปีอาจมีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่คาดคิดเปรียบให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติต้องการเงิน 1 ล้านบาทเมื่อเกษียณ ที่อัตราผลตอบแทน 9% ต่อปี หากมีเวลา 30 ปี ต้องออมเดือนละเพียง 600 บาท แต่หากเหลือเวลาแค่ 20 ปี ยอดออมที่จำเป็นจะกระโดดขึ้นเป็นเดือนละกว่า 1,500 บาท หรือสูงกว่าเดิมถึง 2.5 เท่า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เดียวกันนั่นหมายความว่าทุกปีที่ผ่านไปโดยยังไม่เริ่มออม คือการต้องรับภาระมากขึ้นในอนาคตเพื่อชดเชยเวลาที่สูญเสียไป และหากไม่สามารถเพิ่มยอดออมได้ตามสัดส่วน เงินปลายทางก็จะลดลงตามไปด้วย บทเรียนนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เวลาไม่สามารถซื้อคืนได้ด้วยเงิน แต่เงินสามารถงอกเงยได้ด้วยเวลาเมื่อดอกเบี้ยทบต้นเริ่มทำงานสวนทางกลไกเดียวกันที่ทำให้เงินออมเติบโตแบบทวีคูณ สามารถทำลายฐานะการเงินได้อย่างเงียบงัน เมื่อมันอยู่ในรูปของดอกเบี้ยหนี้สินปัญหาที่พบในกลุ่มลูกหนี้จำนวนมากคือการจ่ายเงินไปเดือนแล้วเดือนเล่า แต่ยอดหนี้แทบไม่ลดลงเลย เพราะเงินที่จ่ายออกไปส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเป็นเพียงค่าดอกเบี้ย ไม่ได้ลดเงินต้นแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เลวร้ายยิ่งขึ้นในกรณีของหนี้นอกระบบหรือสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งในปัจจุบันบางประเภทมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20-36% ต่อปีลองคำนวณให้เห็นภาพ หากมีหนี้ก้อนหนึ่งที่ดอกเบี้ย 18% ต่อปี และชำระเพียงขั้นต่ำทุกเดือนโดยไม่เร่งปิดยอด ดอกเบี้ยทบต้นจะทำให้ยอดหนี้พองขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะจ่ายเงินอย่างสม่ำเสมอก็ตาม นี่คือกับดักที่คนติดหนี้หลายคนไม่รู้ตัวจนกว่าจะสายเกินไปหลักคิดในการตัดสินใจ: ออมก่อนหรือปิดหนี้ก่อนคำถามที่ได้รับบ่อยมากคือ “มีเงินก้อนหนึ่ง ควรนำไปลงทุนหรือปิดหนี้ดีกว่า ?” คำตอบขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงข้อเดียว คือเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของหนี้กับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนหลักการง่าย ๆ คือ หากดอกเบี้ยหนี้สูงกว่าผลตอบแทนการลงทุน ให้ปิดหนี้ก่อนเสมอ เพราะการถือเงินลงทุนไว้ในขณะที่มีหนี้ดอกแพงค้างอยู่ เท่ากับกำลังขาดทุนสุทธิทุกวัน ยกตัวอย่าง มีเงินออม 1 ล้านบาทลงทุนได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี แต่มีหนี้บัตรเครดิต 1 ล้านบาทที่ดอกเบี้ย 18% ต่อปี ผลลัพธ์สุทธิคือขาดทุน 10% ต่อปี แม้ตัวเลขในบัญชีลงทุนจะดูเหมือนเติบโต แต่ภาพรวมทางการเงินกำลังถดถอยลงข้อยกเว้นมีเพียงกรณีที่อัตราดอกเบี้ยหนี้ต่ำกว่าผลตอบแทนการลงทุนอย่างชัดเจน เช่น สินเชื่อบ้านในช่วงโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ซึ่งในกรณีนั้นการนำเงินส่วนเกินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าย่อมสมเหตุสมผลกว่าบทสรุป: เลือกให้ถูกว่าดอกเบี้ยทบต้นจะเป็นเพื่อนหรือศัตรูดอกเบี้ยทบต้นไม่ใช่เรื่องของคนรวยหรือนักลงทุนมืออาชีพเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังสัมผัสอยู่ในชีวิตประจำวัน คำถามสำคัญคือ ณ เวลานี้ดอกเบี้ยทบต้นกำลังสร้างประโยชน์หรือกำลังทำลายความมั่นคงทางการเงินอยู่ผู้ที่มีหนี้ดอกเบี้ยสูงและยังไม่เร่งจัดการ กำลังปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้นกัดกร่อนความมั่งคั่งในทุกวัน ขณะที่ผู้ที่เริ่มออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเป็นจำนวนไม่มาก ก็กำลังเปิดโอกาสให้ดอกเบี้ยทบต้นช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวการตัดสินใจทางการเงินที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การค้นหาผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่คือการทำให้ดอกเบี้ยทบต้นอยู่ในฝั่งเดียวกับเป้าหมายทางการเงิน ไม่ใช่กลายเป็นภาระในอนาคต จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการตรวจสอบว่าหนี้ใดควรปิดก่อน และเงินส่วนใดควรเริ่มนำไปลงทุน เพราะทุกวันที่ผ่านไป ดอกเบี้ยทบต้นยังคงทำงานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะรับรู้หรือไม่ก็ตามเช่นเดียวกับการวางแผนผลประโยชน์พนักงานที่ต้องอาศัยการมองภาพระยะยาว การประเมินภาระผูกพันอย่างรอบคอบ และการคำนวณอย่างเป็นระบบโดยนักคณิตศาสตร์ประกันภัย การบริหารการเงินส่วนบุคคลก็ต้องอาศัยการมองเห็นภาพรวม วินัยในการตัดสินใจ และการวางแผนอย่างต่อเนื่อง เพราะทั้งสองเรื่องล้วนสะท้อนหลักคิดเดียวกัน คือการตัดสินใจที่ดีในวันนี้ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงในอนาคต สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ABSแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-2029968
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
สุขภาพ
06/07/2026
• ธุรกิจประกันสุขภาพไทยเผชิญวิกฤตจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูง โดยคาดว่าอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) จะเพิ่มขึ้นจาก 64% ในปี 2562 ไปแตะระดับ 89% ในปี 2569 • สาเหตุหลักเกิดจากเงินเฟ้อทางการแพทย์, การเข้าสู่สังคมสูงวัย, โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้บริการที่เกิดจากประกันแบบเหมาจ่าย • สถานการณ์ดังกล่าวเสี่ยงนำไปสู่วงจร "Insurance Death Spiral" ที่เบี้ยประกันจะแพงขึ้นจนคนสุขภาพดีเลิกทำประกัน ทำให้ระบบไม่ยั่งยืนและคนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง • หนึ่งในแนวทางแก้ไขที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการผลักดันระบบร่วมจ่าย (Copayment) เพื่อให้ผู้เอาประกันมีส่วนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและช่วยควบคุมต้นทุนของทั้งระบบธุรกิจประกันสุขภาพไทยกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ดัน Loss Ratio พุ่งจาก 64% ในปี 2562 สู่ระดับคาดการณ์ 89% ในปี 2569 ขณะที่เงินเฟ้อทางการแพทย์ สังคมสูงวัย โรคเรื้อรัง และพฤติกรรมการใช้บริการสุขภาพ กำลังกดดันเสถียรภาพของระบบประกันทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญเตือน หากปล่อยให้เบี้ยประกันปรับขึ้นต่อเนื่อง อาจนำไปสู่วงจร “Insurance Death Spiral” ที่ทำให้ประกันสุขภาพกลายเป็นสินค้าที่คนจำนวนมากเข้าถึงไม่ได้Loss Ratio พุ่ง สัญญาณเตือนระบบประกันสุขภาพไทยธุรกิจประกันสุขภาพกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ หลังอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกัน หรือ Loss Ratio เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนหลายบริษัทเริ่มส่งสัญญาณว่ารูปแบบธุรกิจเดิมอาจไม่สามารถรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาวLoss Ratio คือสัดส่วนระหว่าง “ค่าสินไหมทดแทน” เทียบกับ “เบี้ยประกันที่บริษัทจัดเก็บได้” ยิ่งตัวเลขสูง หมายความว่าบริษัทกำลังแบกรับต้นทุนมากขึ้นหลังโควิด-19 ปัญหานี้ยิ่งชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าในปี 2569 Loss Ratio ของประกันสุขภาพอาจเพิ่มขึ้นแตะระดับ 89% จาก 64% ในปี 2562 และในบางผลิตภัณฑ์ หลายบริษัทมี Loss Ratio สูงเกิน 100% ซึ่งหมายความว่าบริษัทกำลังจ่ายค่าสินไหมมากกว่าเบี้ยประกันที่ได้รับสถานการณ์นี้สะท้อนว่า ระบบประกันสุขภาพไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤตต้นทุนสุขภาพ” (Health Cost Crisis) ที่อาจส่งผลต่อทั้งผู้เอาประกัน บริษัทประกัน โรงพยาบาล และระบบสาธารณสุขในระยะยาวค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าระดับเงินเฟ้อทั่วไป กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุนการเคลมประกันให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อฐานะการเงินของผู้ประกอบธุรกิจประกันสุขภาพทำไม Loss Ratio ถึงพุ่งสูงขึ้น?ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มเร็ว : Willis Towers Watson ประเมินว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ของภาคเอกชนของไทย ในปี 68 อยู่ที่ 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 10.0% และสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อในหมวดการตรวจรักษาและค่ายาอย่างมากสะท้อนว่าต้นทุนด้านสุขภาพกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าระดับราคาสินค้าและบริการทั่วไปในระบบเศรษฐกิจ เมื่อค่ารักษาเพิ่มเร็วกว่าที่บริษัทประกันคำนวณเบี้ยไว้ ต้นทุนการจ่ายเคลมจึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และผลักให้ Loss Ratio สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแบบประกัน + พฤติกรรมของคนในระบบ : อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ “แบบประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย” ที่ได้รับความนิยมมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้เกิดปัญหา Moral Hazard ในบางส่วนของระบบเมื่อผู้เอาประกันแทบไม่ต้องจ่ายเพิ่มเวลาเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน บางคนจึงใช้บริการบ่อยขึ้น แม้เป็นอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งก็อาจมีแรงจูงใจในการเสนอการตรวจหรือการรักษาที่เกินความจำเป็นกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ พบว่า ในสิงคโปร์ ผู้ที่มีประกันคุ้มครองเต็มรูปแบบมีแนวโน้มใช้บริการและเคลมมากกว่ากลุ่มที่ต้องร่วมจ่ายประมาณ 1.4 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนของทั้งระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกติกาใหม่ที่เพิ่มภาระต้นทุนตั้งแต่ 1 ก.ค. 2565 คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เริ่มใช้มาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น เช่น การการันตีต่ออายุกรมธรรม์ไปจนถึงวัยสูงอายุ และการห้ามปรับเบี้ยประกันรายบุคคลแม้มาตรการนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้เอาประกัน แต่ในอีกด้าน บริษัทประกันก็ไม่สามารถปฏิเสธการต่ออายุหรือปรับเบี้ยเฉพาะรายได้ง่ายเหมือนเดิม ส่งผลให้ต้นทุนสะสมเพิ่มขึ้นสงครามราคา : ตลาดประกันสุขภาพไทยแข่งขันรุนแรง หลายบริษัทเคยใช้กลยุทธ์ “เบี้ยต่ำ ความคุ้มครองสูง” เพื่อดึงลูกค้าในระยะแรก ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากเบี้ยราคาถูก แต่เมื่อค่าเคลมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทต้องเผชิญภาระที่หนักขึ้น และจำเป็นต้องทยอยขึ้นเบี้ยในเวลาต่อมาสังคมสูงวัย และแนวโน้มการเจ็บป่วย : ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ตั้งแต่ปี 2567 โดย ณ เดือน เม.ย. 69 คนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนกว่า 22% ของประชากร หรือเกือบ 15 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องขณะเดียวกัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยเสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้มากกว่า 400,000 คนต่อปี หรือคิดเป็น 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด และยังกินสัดส่วนค่าใช้จ่ายกว่า 50% ของงบระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐทั้งสังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง ทำให้ประชาชนต้องรักษาต่อเนื่อง และเข้ารักษาในโรงพยาบาลบ่อยขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลและค่าสินไหมประกันสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาวผลกระทบกระจายไปทั้งระบบ : ในมุมเศรษฐศาสตร์ ปัญหานี้สะท้อนว่า “ต้นทุนสุขภาพของประเทศ” กำลังเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการจ่ายของทั้งประชาชน บริษัทประกัน และภาครัฐเมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่รายได้ของประชาชนไม่ได้เติบโตในอัตราเดียวกัน ระบบย่อมเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยประกันที่สูงขึ้น งบประมาณด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น หรือภาระทางการคลังในอนาคตหากไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหานี้อาจกลายเป็นความท้าทายที่กระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยในระยะยาว • ผู้เอาประกัน - เบี้ยประกันสุขภาพปรับเพิ่มเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยกลางคน และผู้สูงอายุ ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกว่า “ประกันสุขภาพแพงเกินเอื้อม” ขณะที่ บางรายอาจเผชิญเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น • บริษัทประกันภัย – ค่าเคลมที่เพิ่มเร็วกว่ารายได้จากเบี้ยประกัน กระทบต่อกำไรและฐานะทางการเงินของบริษัท หลายแห่งเริ่มปรับโมเดลธุรกิจ หรือยกเลิกผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น ประกันแบบเหมาจ่าย และทบทวนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ • โรงพยาบาลเอกชน - เมื่อเบี้ยแพงขึ้น ผู้บริโภคอาจลดการใช้บริการเอกชน ขณะเดียวกัน บริษัทประกันก็เริ่มต่อรองค่ารักษาเข้มงวดขึ้นเพื่อลดต้นทุน • ระบบสุขภาพโดยรวม - หากประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงประกันเอกชนได้ ภาระอาจไหลกลับไปยังระบบสาธารณสุขของรัฐมากขึ้น และหากธุรกิจประกันอ่อนแอลง ก็อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสุขภาพไทยในระยะยาววงจรอันตราย “Insurance Death Spiral”สิ่งที่น่ากังวลคือ การเกิด “Insurance Death Spiral” หรือวงจรที่ทำให้ระบบประกันค่อย ๆ เสียสมดุล เบี้ยแพงขึ้น หรือปรับเงื่อนไขเข้มงวดขึ้น → คนสุขภาพดีทำประกันน้อยลง → เหลือแต่กลุ่มที่เคลมสูง → Loss Ratio แย่ลง → บริษัทต้องขึ้นเบี้ยอีกหากวงจรนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ประกันสุขภาพอาจกลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้เฉพาะคนรายได้สูงเท่านั้นทำไม “Copayment” ถึงถูกหยิบมาใช้?เพื่อลดการใช้บริการที่ไม่จำเป็นและช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบประกันสุขภาพในระยะยาว คปภ. จึงเริ่มผลักดันระบบ “Copayment” กำหนดให้ผู้เอาประกันบางกลุ่มที่มีประวัติการเคลมสูงผิดปกติต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในปีถัดไปภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ บางรูปแบบของกรมธรรม์เปิดให้ผู้เอาประกันเลือกเงื่อนไขร่วมจ่ายส่วนแรก เพื่อแลกกับเบี้ยประกันที่ต่ำลง แนวคิดสำคัญคือ “ทำให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่าย” เมื่อผู้ใช้บริการต้องร่วมจ่ายบางส่วน การตัดสินใจใช้บริการทางการแพทย์มักระมัดระวังมากขึ้น ช่วยลดการรักษาที่ไม่จำเป็น และควบคุมต้นทุนของระบบบทเรียนจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์หลายประเทศประสบความสำเร็จในการบริหารต้นทุนสุขภาพผ่านระบบที่ให้ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบ ทั้งรัฐ โรงพยาบาล บริษัทประกัน และประชาชน ซึ่งอาจเป็นแนวทางสำคัญสำหรับประเทศไทยในอนาคตญี่ปุ่น : ใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage) และรัฐเป็นผู้กำหนดราคากลางค่ารักษาพยาบาลทั่วประเทศ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยต้องร่วมจ่ายค่ารักษาประมาณ 10–30% เพื่อลดการใช้บริการเกินความจำเป็น แต่ก็มีการกำหนดเพดานค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักจนเกินไปสิงคโปร์ : ใช้แนวคิดผสมระหว่าง “ความรับผิดชอบส่วนบุคคล” และ “การคุ้มครองจากรัฐ” มีระบบบังคับให้มีการออมเงินสุขภาพ (Medisave) และประกันสุขภาพพื้นฐานของรัฐ (MediShield Life) โดยประชนชนสามารถซื้อประกันเสริมจากเอกชนเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันรัฐเข้ามากำกับดูแลในส่วนนี้อย่างใกล้ชิด โดยกำหนดให้ทุกแผนประกันต้องมี Deductible และ Copayment เพื่อป้องกันการใช้บริการเกินจำเป็นเช่น กำหนดให้ผู้เอาประกันร่วมจ่ายอย่างน้อย 5% ของค่ารักษา และกำหนดเพดาน Copay ไม่เกิน 6,000 SGD ต่อปี นโยบายนี้เกิดขึ้นหลังพบว่าการคุ้มครองแบบจ่ายเต็ม ทำให้ค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนและค่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นรวดเร็วสวิตเซอร์แลนด์ : ระบบสาธารณสุขของสวิตเซอร์แลนด์เป็นตัวอย่างของโมเดลที่ผสมผสาน “การแข่งขันของเอกชนภายใต้การกำกับของรัฐ” เข้ากับ “ความรับผิดชอบส่วนบุคคล” โดยประชาชนทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพภาคบังคับจากบริษัทประกันเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งให้ความคุ้มครองมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ บริษัทประกันไม่สามารถปฏิเสธลูกค้า กำหนดสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน หรือทำกำไรจากประกันพื้นฐานได้ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายผ่าน deductible และ coinsurance ในระดับค่อนข้างสูง เพื่อลดการใช้บริการเกินความจำเป็น นอกจากนี้ รัฐยังมีมาตรการช่วยอุดหนุนผู้มีรายได้น้อย เพื่อรักษาความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการ และมีกลไกกระจายความเสี่ยงระหว่างบริษัทประกัน เพื่อป้องกันการคัดเลือกผู้เอาประกันและรักษาเสถียรภาพของระบบสิ่งสำคัญที่หลายประเทศมีร่วมกัน คือการสร้าง “สมดุล” ระหว่างการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การควบคุมต้นทุน และการให้ทุกฝ่ายร่วมรับภาระ ไม่ว่าจะเป็นรัฐ โรงพยาบาล บริษัทประกัน หรือผู้เอาประกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ระบบประกันสุขภาพสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวทางรอดของระบบสุขภาพไทย ต้องทำให้คนป่วยน้อยลงแม้ Copayment จะช่วยชะลอปัญหาได้บางส่วน แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ ไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบประกันสุขภาพในภาพรวม มากกว่าการเพิ่มภาระร่วมจ่ายเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ระบบสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว แนวทางสำคัญที่ควรผลักดัน ได้แก่เพิ่มความโปร่งใสของค่ารักษาพยาบาล : เปิดเผยราคาค่ารักษา ค่ายา และค่าบริการต่าง ๆ ให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น รวมถึงพัฒนามาตรฐานหรือช่วงราคาอ้างอิงในบางประเภทบริการ เพื่อลดความแตกต่างของราคาที่เกินสมเหตุสมผล และช่วยให้ทั้งผู้ป่วย โรงพยาบาล และบริษัทประกันบริหารต้นทุนได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้นใช้ข้อมูลสุขภาพ เทคโนโลยี และ AI : นำ Big Data, InsurTech และ AI มาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง ตรวจจับการเคลมผิดปกติ ลดการทุจริต และช่วยให้การกำหนดเบี้ยประกันมีความแม่นยำมากขึ้นปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ : ออกแบบแผนประกันให้สะท้อนความเสี่ยงจริงมากขึ้น เช่น เพิ่ม Deductible ลดความคุ้มครองซ้ำซ้อน และกำกับการออกแบบกรมธรรม์อย่างรอบคอบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความคุ้มครองและความยั่งยืนของธุรกิจปรับกติกาและกฎหมายให้สมดุล : กฎหมายประกันสุขภาพควรสร้างสมดุลระหว่าง “การคุ้มครองผู้บริโภค” และ “ความยั่งยืนของธุรกิจประกัน” อย่างแท้จริง พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการกำกับดูแลมากขึ้นส่งเสริมการป้องกันโรค : การลด Loss Ratio อย่างยั่งยืน อาจต้องเริ่มจากการทำให้คน “ป่วยน้อยลง” ผ่านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพ การให้สิทธิประโยชน์กับผู้ที่ดูแลสุขภาพดี และการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมรองรับสังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง : ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนระยะยาวของทั้งระบบปัญหา Loss Ratio ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังสะท้อนว่าต้นทุนสุขภาพของประเทศไทยกำลังสูงขึ้นเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิดเรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหาของบริษัทประกันหรือโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะบริหารต้นทุนสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างไร ในวันที่สังคมกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย และโรคเรื้อรังกำลังกลายเป็นภาระสำคัญของประเทศหากผู้คนป่วยมากขึ้น ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น และระบบต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้ปรับเบี้ยประกันขึ้นอีกกี่ครั้ง ก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนระบบประกันสุขภาพที่แข็งแรงจึงไม่ได้เริ่มจากการจ่ายค่าสินไหมที่มีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการทำให้คนมีสุขภาพดีขึ้น ป่วยน้อยลง และสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพในต้นทุนที่ทุกฝ่ายรับไหวเวทีถกเถียงเรื่อง Copayment ในวันนี้จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่า ว่าเราจะออกแบบระบบสุขภาพไทยอย่างไร ให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ ขณะที่บริษัทประกัน โรงพยาบาล และภาครัฐ ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวเพราะหากปล่อยให้ต้นทุนสุขภาพเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ วันหนึ่งประกันสุขภาพอาจกลายเป็นสิ่งที่คนจำนวนมาก “อยากมี แต่จ่ายไม่ไหว” และเมื่อถึงจุดนั้น ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้กระทบเฉพาะบริษัทประกันหรือผู้เอาประกันเท่านั้น แต่จะกลายเป็นความเสี่ยงของระบบสุขภาพทั้งประเทศบทความโดย Bnomicsแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/finance/662326
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
06/07/2026
RESONANCE นิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญโดย Julie H.C. (จูลี เอช. ซี.) ศิลปินสิ่งทอและสื่อผสม (Mixed Media) ชาวเกาหลีใต้ ภายใต้การคัดสรรโดย Camilla Russell (คามิเลีย รัสเซล) ภัณฑารักษ์ ชวนทุกคนมาสัมผัสชุดผลงานประติมากรรมสิ่งทอเปี่ยมเรื่องราวที่จะพาไปสำรวจประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรม และความเป็นหญิง ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบร่วมสมัย โดยนิทรรศการ RESONANCE เปิดให้เข้าชมแล้ว ณ West Eden Gallery ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน ถึง 10 สิงหาคม 2569RESONANCE เกิดจากความหลงใหลการศึกษาสิ่งทอที่สามารถบันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวแห่งยุคสมัยได้อย่างน่าทึ่ง โดย Julie H.C. ดึงแรงบันดาลใจจากกระแสศิลปะวัตถุที่ค้นพบรอบตัว (Found Object Art) และศิลปะการจัดวางและประกอบวัตถุยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-War Assemblage) ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้นำเสนอการนำผ้าลวดลายอาร์ไคฟ์มารังสรรค์เป็นงานประติมากรรมที่สำรวจความทรงจำ ความเป็นหญิง และมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยเทคนิคการเย็บปักอันประณีต การซ้อนทับของผ้าเพื่อสร้างมิติใหม่ ๆ และองค์ประกอบของ "พัด" ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญในผลงานหลายชิ้น ผลงานในนิทรรศการนี้จึงเป็นดั่งการสร้างชีวิตและเรื่องราวบทใหม่ให้แก่ผ้าแต่ละผืนJulie H.C. ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ พร้อมดึงประสบการณ์จากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่เกาหลีใต้ ยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลงานสิ่งทอของเธอเป็นภาพสะท้อนตัวตนและบทสนทนาทางวัฒนธรรม เธอได้รับอิทธิพลจากศิลปะที่บอกเล่าประเพณีดั้งเดิมของเกาหลี ควบคู่ไปกับแนวคิดร่วมสมัยเกี่ยวกับความเป็นหญิง งานหัตถศิลป์ และการแปรเปลี่ยนของยุค ชื่อนิทรรศการ RESONANCE สะท้อนชีวิตที่อยู่ระหว่างโลกแห่งเกาหลีใต้และอเมริกาเหนือของศิลปิน จนกลายเป็นผลงานที่ผสมผสานความหลากหลายทางวัฒนธรรมศิลปินเลือกใช้ผ้าจากคลังอาร์ไคฟ์ของจิม ทอมป์สัน โดยคัดสรรจากเนื้อสัมผัส ที่มาของผ้า และเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ เธอนำผ้าแต่ละชิ้นมาทออย่างประณีตจนกลายเป็นชิ้นงานที่มีมิติ เพื่อสร้างบทใหม่ให้วัสดุได้เป็นผู้เล่าเรื่องอีกครั้งในนิทรรศการครั้งนี้ Julie H.C. เลือกใช้ "พัด" เป็นองค์ประกอบที่ปรากฏซ้ำในงานหลายชิ้น โดยพัดมักมีความเชื่อมโยงกับบทกวีและสถานะทางสังคมในสมัยราชวงศ์โชซ็อนของเกาหลี และในผลงานชุดนี้ พัดได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ศิลปินใช้สำรวจความเงียบงัน ความแข็งแกร่ง และตัวตนของผู้หญิงJulie H.C. กล่าวว่า "พัดกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการแสดงตัวตนของฉัน ฉันใช้พัดเป็นภาพแทนของมรดกทางวัฒนธรรมในผลงาน โดยฉันชอบนำวัตถุที่ดูอ่อนโยนมาอยู่ในพื้นที่ที่ดูแข็งแกร่ง เพื่อสำรวจว่าพลังที่เรามองไม่เห็นหรือมักมองข้ามอย่างสายลมและกาลเวลา มีอิทธิพลต่อความรู้สึกและการมองโลกของเรามากน้อยแค่ไหน"RESONANCE ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในโลกศิลปะ โดยผลงานหลายชิ้นนำผ้าเหลือใช้จากการผลิตมาสร้างสรรค์ สะท้อนแนวทางการใช้วัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ นิทรรศการครั้งนี้ยังสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงานในนิทรรศการจะมอบให้แก่ Inspiring Girls Thailand องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งสนับสนุนเยาวชนหญิงจากชุมชนที่ขาดโอกาสผ่านกิจกรรมแนะแนว การศึกษา และการมอบโอกาสใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์นิทรรศการ "RESONANCE" โดย Julie H.C. เปิดให้เข้าชม ณ West Eden Gallery ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน ถึง 10 สิงหาคม 2569 ติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของศิลปินได้ทาง Instagram: @juliehc_artแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000063960
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
06/07/2026
“วนอุทยานดงบังอี่” มุกดาหาร หนุนยกระดับจุดชมวิว "ผากิ่ว-ฟูจิเมืองไทย” มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน ณ จุดชมวิวผากิ่ว วนอุทยานดงบังอี่ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่ 3 ท้องที่ตำบลนากอก อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหารภาพ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชการลงพื้นที่ในครั้งนี้มี นายโอภาส สุขศรี หัวหน้าวนอุทยานดงบังอี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประจำวนอุทยานฯ ให้การต้อนรับ ร่วมกับ นางสาวปิ่นปินัทธ์ หาสนาม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว และนายคมกฤต สามเพชรเจริญ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน ซึ่งได้ร่วมรายงานข้อมูลการบริหารจัดการพื้นที่และการเชื่อมโยงเครือข่ายอนุรักษ์ในผืนป่าใกล้เคียงภาพ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชสำหรับ “ผากิ่ว” ถือเป็นแลนด์มาร์กและจุดชมวิวทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพสูงของจังหวัดมุกดาหาร จนได้รับฉายาว่าเป็น “ฟูจิเมืองไทย” เนื่องจากอัตลักษณ์ทางกายภาพที่สามารถมองเห็นยอดภูเขาทรงกรวยคว่ำรูปร่างคล้ายภูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจน รายล้อมด้วยทิวเขาและผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว จุดชมวิวแห่งนี้จะถูกปกคลุมด้วยทะเลหมอกหนาตาในยามเช้า กลายเป็นทัศนียภาพที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ เหมาะแก่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการชมพระอาทิตย์ขึ้นและการถ่ายภาพทิวทัศน์แบบพาโนรามาภาพ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชนอกจากความโดดเด่นเรื่องจุดชมวิวแล้ว วนอุทยานดงบังอี่ยังเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา หน้าผา และถ้ำธรรมชาติอีกหลายแห่ง ซึ่งทางวนอุทยานฯ ได้พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติเพื่อรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการเรียนรู้ระบบนิเวศอย่างยั่งยืนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวหัวใจอนุรักษ์ มาร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของ "ฟูจิเมืองไทย" ณ วนอุทยานดงบังอี่ พร้อมร่วมกันท่องเที่ยวอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาธรรมชาติอันงดงามนี้ให้ยั่งยืนสืบไปภาพ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000064841
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
02/07/2026
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดยคุณรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ คว้ารางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2026 ในสาขา Health Promotion ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากโครงการ AIA Sharing A Life 13 หรือวันทำดีร่วมกันของชาวเอไอเอ ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Stronger Together” เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ผ่านการส่งมอบวัคซีนไข้หวัดใหญ่จำนวน 15,000 เข็มโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อป้องกันการระบาดและลดความรุนแรงของโรค ให้แก่เจ้าหน้าที่ในสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่มีความเสี่ยงสูงในการปฏิบัติหน้าที่ อาทิ เจ้าหน้าที่เก็บขยะ กวาดถนน และขุดเจาะของกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต ตลอดจนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ไร้บ้าน และผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งในจังหวัดสมุทรปราการ นครปฐม เพชรบุรี เชียงใหม่ และสงขลา โดยกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจ AIA One Billion ของกลุ่มบริษัทเอไอเอในการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นภายในปี 2573 การประกาศรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2026 จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบการที่มีการดำเนินงานและผลงานโดดเด่นด้านการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้มีองค์กรจากทั่วภูมิภาคเอเชียร่วมส่งผลงานกว่า 350 โครงการจาก 19 ประเทศ โดยมีเพียง 69 องค์กรที่ได้รับคัดเลือกเข้ารับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ การชนะรางวัล AREA Awards 2026 ในครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของเอไอเอ ประเทศไทยในฐานะองค์ครที่ช่วยร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
02/08/2024
02/08/2024
24/10/2025
19/09/2024
30/04/2024