Everyday knowledge for you
การวางแผนทางการเงิน
06/01/2026
ดร.นิเวศน์ กูรู VI เปรียบตลาดหุ้นเป็นป่าใหญ่ที่โหดร้าย เต็มไปด้วยผู้ล่าและภาพลวงตา เตือนนักลงทุนอย่าโลภ อย่าลำเอียง และอย่าคิดว่าตนเองอยู่ยงคงกระพัน เพราะแม้แต่ VI ระดับโลกก็ยัง “แพ้ได้ทุกปี” ย้ำนักลงทุนที่อยู่รอดไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจความจริงของตลาดและทำใจได้เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาดดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) เขียนบทความเรื่อง เข้าใจและทำใจในการลงทุน เผยแพร่ในเพจสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า โดยระบุว่า เวลาลงทุนนั้น ผมมักจะเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ในสมัยยุคหินที่ต้องหากินเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งวิธีการก็มี 2 แบบนั่นคือ หาของป่า และ/หรือ ล่าสัตว์ การหาของป่านั้น ผลตอบแทนที่ได้รับก็คือพืชผล ซึ่งก็จะมีคุณค่าอาหารที่น้อย หรือให้ผลตอบแทนน้อย แต่ก็จะค่อนข้างปลอดภัย ถ้าเทียบกับการลงทุนก็อาจจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนี ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็อาจจะไม่สูงนักส่วนการล่าสัตว์นั้น ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นก็มักจะสูง เพราะเนื้อสัตว์มีคุณค่าทางอาหารที่สูงและ “อร่อย” แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน เพราะแทนที่จะเป็นผู้ “ล่า” ก็อาจจะพลาดท่ากลายเป็นเหยื่อให้สัตว์อื่นแทน ถ้าเปรียบเทียบก็คือ การลงทุนแบบที่เราเลือกหุ้นลงทุนเป็นรายตัวเอง ผลตอบแทนที่เราคาดหวังก็จะต้องสูงกว่าปกติ แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งแทนที่จะกำไรมาก ๆ กลายเป็นขาดทุนหมดตัวก็มีเราเป็นคนหาของป่าหรือเป็นคนเพาะปลูกหรือเป็นนักล่าก็ต้องตัดสินใจเอง ส่วนตัวผมเองนั้น เป็น “นักล่า” มาตลอดตั้งแต่เริ่มลงทุนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนี้ด้วยอายุที่มากขึ้น ความสามารถในการผจญภัยในป่าที่ห่างไกลออกไปก็ลดลงมาก จึงคิดว่าจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นคนหาของป่าหรือเพาะปลูกแทนในบางพื้นที่ นั่นก็คือ ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีใน “ตลาดหุ้นโลก” แทนที่จะเลือกหุ้นลงทุนเองผมอารัมภบทมายาว แต่หัวข้อหลักที่จะพูดในวันนี้ก็คือ ไม่ว่าจะหากินหรือลงทุนแบบไหน สิ่งที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดปลอดภัยได้ดีขึ้นรวมถึงการที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีนั้น สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าใจสิ่งที่เราเผชิญหรือทำอยู่ และการ “ทำใจ” ในภาวะที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามคาดเรื่องแรกที่เราต้องเข้าใจก็คือ การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับการไปปิกนิก คนสมัยยุคหินนั้น ก่อนที่จะเข้าป่าล่าสัตว์คงต้องเรียนรู้ฝึกฝนนานก่อนที่จะกล้าทำ เพราะอันตรายสูงมาก ในป่านั้น อย่าคิดว่าเราจะเก่งกว่าสัตว์อื่นหรือคนอื่นที่ต่างก็ออกไป “ล่าสัตว์” ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์เช่นกันเพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าในตลาดหุ้นนั้น เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ที่พร้อมจะขย้ำคุณเสมอ พวกเขาอาจจะมาแนะนำหรือชักชวนด้วยกลวิธีร้อยแปด บอกวิธีหรือเชียร์หุ้นให้คุณเข้าไปลงทุนเหมือนกับล่อให้เข้าไปติดกับ แล้วก็อาจจะขย้ำคุณไม่มีชิ้นดีเพราะฉะนั้น ไม่ต้องโวยวายถ้าเจ๊งหุ้นที่คุณซื้อตามเขาหรือตามคำแนะนำของเขา เพราะคุณเป็นคนเลือกที่จะเข้าไป “ล่า” ผลตอบแทนเอง แล้วก็พลาดกลายเป็น “เหยื่อ” ตลาดหุ้นมันโหดร้ายนะครับเรื่องที่สองก็คือ ตราบใดที่คุณยังอยู่ในป่าหรือในสนาม หรือหากินหรือลงทุนในตลาดหุ้น คุณยังไม่สามารถประกาศความสำเร็จหรือความมั่งคั่งของตนเองได้หรอกเพราะสิ่งที่คุณเห็นในวันหนึ่งนั้น มันอาจจะเป็น “Illusion” หรือ “ภาพลวงตา” สิ่งที่คุณมีอาจจะเป็นมูลค่าหุ้นจำนวนมหาศาลแบบที่เรียกว่า “เหนือจินตนาการ” แต่ผ่านมาซักระยะหนึ่ง มูลค่าทั้งหมดอาจจะหายไปได้ในชั่วข้ามคืน วอเร็น บัฟเฟตต์ เองก็เคยพูดว่า ถ้าคุณทนเห็นหุ้นตกลงไป 50% ไม่ได้ คุณก็ไม่ควรจะอยู่ในตลาดหุ้นผมเองอยู่ในตลาดหุ้นไทยมานานแล้ว และก็เห็นคนที่รวยมหาศาลจากตลาดหุ้น พลิกกลับมาจนแทบไม่เหลืออะไรในเวลาไม่นาน ไม่ต้องพูดถึงคนที่รวยหรือรวยมากที่กลับมารวยน้อยหรือไม่รวยแล้วเมื่อเวลาผ่านไปและตลาดเปลี่ยนจากตลาดกระทิงกลายเป็นตลาดหมี ซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากพอร์ตหายไป 50% หรือ 70% หรือมากกว่านั้นภายในปีหรือสองปีเพราะฉะนั้น ก็เตรียมใจไว้บ้างที่เราอาจจะไม่ได้รวยอย่างที่คิดแม้ว่าตัวเลขพอร์ตจะใหญ่โต หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าใจเรื่องของการดูแลความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเข้มงวดและตั้งสมมุติฐานว่า สิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิด “หายนะ”เรื่องที่ 3 ยีนของมนุษย์ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงเดี๋ยวนี้ก็คือ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและมีความหวังที่เรียกว่า “โลกสวย” มากกว่าที่จะมืดมนและเศร้าหมองมาก เราจะมองเห็นอะไรที่ดีดีมากกว่าที่จะเห็นข้อเสีย เช่นเดียวกับที่เรามักจะเชื่ออะไรที่สดใสมากกว่าสิ่งที่หดหู่มนุษย์ยุคก่อนที่เห็นสัตว์เนื้อตัวโตก็มักจะ “โลภ” และทุ่มสุดตัวเข้าไปล่าโดยอาจจะลืมอันตรายที่มองไม่เห็นเช่น เสืออีก 2-3 ตัวที่กำลังจ้องมองสัตว์ตัวนั้นเหมือนกัน ผลก็คือ คน ๆ นั้นกลายเป็นเหยื่อของเสือเพราะตนเองมองแต่ลาภก้อนโต ไม่ได้เห็นอันตรายที่อยู่ข้าง ๆอุทาหรณ์ก็คือ ลงทุนในตลาดหุ้น “อย่าโลภ” เกินไป อย่าเล่น “All In” หรือหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมด แถมบางทีใช้มาร์จินเต็มที่เพราะหวังรวยแบบ “หลาย ๆ เด้ง” แล้วคิดว่าจะต้องสำเร็จ อาจจะเพราะมั่นใจในตัวหุ้นมากเกินไป แต่การทำแบบนั้น วันหนึ่งก็อาจจะพลาดและทำให้เสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้และนั่นก็นำมาสู่ “ความกลัว” ที่ก็อยู่ในยีนมนุษย์เช่นเดียวกัน เราต้องเข้าใจว่า เวลาที่หุ้นตกมาก ๆ นั้น คนจะกลัวกันมากและถอนตัวออกจากตลาดไปเลย ทั้ง ๆ ที่ นั่นเป็นเวลาที่ความเสี่ยงในการลงทุนลดลงมาก อันตรายที่หุ้นจะตกต่อมันลดลงแล้วโดยเฉพาะในหุ้นของกิจการที่ดีหรือดีเยี่ยม นี่ก็เป็นคำคมคลาสสิกของบัฟเฟตต์ที่ว่า “จงกลัวเมื่อคนกล้าและกล้าเมื่อคนกลัว”เรื่องที่ 4 ก็คือ ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง “ไม่ลำเอียง” และต้องรู้ว่าทุกคนต่างก็มีแนวโน้มที่จะลำเอียงรวมถึงตัวคุณเอง เรามีแนวโน้มที่จะเข้าข้างอะไรที่เป็น “ตัวกู-ของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาส พระภิกษุนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้ตัวอย่างเช่น อย่ามองหุ้นที่ตนเองถืออยู่นั้น ดีเกินไปหรือดีกว่าหุ้นตัวอื่นที่เป็นคู่แข่งกันในธุรกิจ หรือบริษัทเรามีสินค้าที่สุดยอดกว่าหรือเติบโตดีกว่า หรือสินค้าของเราเป็นที่นิยมในต่างประเทศ “คนจีนชอบมาก” หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นกำลังเป็น“เมกาเทรนด์” และเราจะเป็นผู้นำ และไม่ว่าจะมี “เสียงค้าน” จากคนอื่น เราก็จะไม่ฟังหรือไม่เชื่อ เพราะนี่คือ “หุ้นกู-ของกู”เรายังคิดว่าเรา “รู้ดี” กว่าคนอื่น ในเรื่องที่เราศึกษามา เรารู้เรื่องของเทคโนโลยี เรื่อง AI รู้ว่าบริษัทไหนโดดเด่นทางด้านไหนและจะเป็น “ผู้ชนะ” และดังนั้นเราจึงเลือกลงทุนในหุ้นตัวนั้น แต่สุดท้ายเราคิดถูกต้องหรือเปล่า? เราเคยประเมินไหมว่าเราคิดถูกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดผิดกี่เปอร์เซ็นต์? แล้วโดยรวมแล้วเรากำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน-ในระยะยาวความลำเอียงนั้น ไม่ใช่เฉพาะที่เป็น ตัวกู-ของกู แต่รวมไปถึง “พวกเรา-ของเรา” “ประเทศไทย-ของไทย” เวลาจะวิเคราะห์อะไรเราก็จะมีความโน้มเอียงไปในทาง “เข้าข้าง” สิ่งที่เป็นของเราหรืออยู่ฝ่ายเรา เช่น เราดีกว่า เราเก่งกว่า เราสวยกว่า เราน่าเที่ยวกว่า สินค้าบริการของเราเหนือกว่าคู่แข่งจากประเทศอื่น ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลาง” คนไทยให้บริการดีกว่า เราจะเป็น“ฮับทางด้านสุขภาพ” ที่เหนือกว่าประเทศอื่น เป็นต้น เพราะเราก็“ลำเอียง” ที่มักจะฟังเฉพาะเสียง “ชื่นชม” จากชาวต่างประเทศโดยไม่สนใจที่จะไปหาคนที่เขาไม่ชอบหรือนิ่งเฉยซึ่งมีมากกว่าเป็นเรื่องยากที่จะไม่ลำเอียงครับ แต่ก็ต้องพยายามถ้ารักจะเป็นนักลงทุนหรือนักเลือกหุ้นเรื่องที่ 5 จะเป็นเรื่องของ “การทำใจ” หรือปรับใจให้เป็นนักลงทุนที่ดีโดยพื้นฐานในความเห็นของผม5.1 ใจเย็น นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องหักห้ามใจ เพราะยีนของเราเป็นคนใจร้อน โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุการณ์ที่เราหรือสังคมคิดว่ามันจะเป็นวิกฤติหรือเป็นเรื่องรุนแรง ใจเย็น ๆ แล้วค่อยพินิจพิจารณา เช่น คิดว่ามันจะเกิดขึ้นไหมและรุนแรงแค่ไหน และถ้าเกิดผลกระทบจะเป็นอย่างไร ถ้าจะให้ดีก็ควรดู “ประวัติศาสตร์” ประกอบด้วย5.2 อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะเรามักจะชอบเปรียบกับคนที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าเพราะต้องการเอาชนะเขา ซึ่งก็มักจะเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อเราทำได้ เราก็จะไปเปรียบกับคนใหม่ที่อาจจะยากยิ่งกว่า สุดท้ายแล้ว เราคงหาความสุขได้ยาก ดังนั้น อย่าไป “อิจฉา” ใครเลยคือสิ่งที่ดีที่สุดและจะทำให้เราลงทุนอย่างสบายใจและพอใจกับผลตอบแทนที่ตนได้รับผมเคยฟังคนระดับ “เจ้าสัว” ของไทยคนหนึ่งที่พูดนานมาแล้วว่า “ต่อให้คุณรวยแค่ไหน ก็จะมีคนที่รวยกว่าคุณเสมอ” และคุณจะรวยที่สุดได้ไม่นานหรอก ลองดูรายชื่อมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกดูก็ได้ เปลี่ยนไปเร็วแค่ไหน5.3 ในชีวิตคนนั้น ไม่มีใครทำได้ดีทุกปี มีปีที่ดีมาก ดีธรรมดา ไม่ดี และแย่ หรือแย่มาก เราต้องยอมรับและอยู่กับมันอย่างสงบและสมถะ สิ่งที่ต้องระมัดระวังและป้องกันอย่างเต็มที่ก็คือ ต้องหลีกเลี่ยง “หายนะ” ให้ได้ โดยเฉพาะหายนะที่ “ทำลายชีวิต” การลงทุนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ไม่น้อย เพราะชีวิตเรายืนยาว แต่หายนะมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยมาก เราต้องอยู่ห่างจากมัน สำหรับผมแล้วจะต้องไม่มีคำว่า “จำนองบ้านมาลงทุน” ในทุกกรณีสรุปของหัวข้อนี้ก็คือ นักลงทุนควรเป็นคน “สมถะ” ไม่ว่าจะมีพอร์ตใหญ่แค่ไหน และก็ต้องสามารถทำใจได้ว่าปีนี้เราอาจจะ“แพ้ทุกด้าน” ทำอะไรหรือลงทุนตรงไหนก็ไม่สำเร็จ ว่าที่จริงเราก็มีประวัติศาสตร์หลายกรณีที่ “VI ระดับโลก” บางคนเลิกลงทุนไปเลย เพราะเคยมีผลงานยอดเยี่ยม เสร็จแล้วมาเจอกับสถานการณ์ที่ตนเองทำอะไรก็ไม่สำเร็จแม้ว่าจะใช้หลักการแบบ VI ที่ทำมาตลอดชีวิตVI ที่แท้จริงนั้น ไม่โม้โอ้อวด เซียนระดับโลกแทบทุกคนเป็นคน “สมถะ” รวมถึงการใช้ชีวิต จอร์จ โซรอส เองนั้น แม้ไม่ใช่ VI แต่ก็เคยพูดว่า “You are not invincible” ทุกคนตายได้เสมอไม่มีใครเป็นอมตะ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1943495
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันสุขภาพ
06/01/2026
คลัง-คปภ. เตรียมชงรัฐบาลใหม่ปรับเพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพ เป็นใช้สิทธิได้ตามค่าเบี้ยที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ภายใต้วงเงินลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต จากเดิมลดหย่อนประกันสุขภาพได้แค่ไม่เกิน 25,000 บาท ชี้ที่ผ่านมาเตรียมเข้า ครม.แล้ว แต่เจอ “ยุบสภา” ไปก่อน ขณะที่สำนักงาน คปภ. จ้าง TDRI เดินหน้าศึกษาวิจัย “ประกันภัยสุขภาพเอกชนภาคสมัครใจ” หวังแก้ปมค่ารักษาพยาบาลพุ่งดันเบี้ยแพงตามแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และกระทรวงการคลัง ได้มีการเสนอปรับสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีสำหรับประกันสุขภาพ เพิ่มขึ้นเป็นหักได้ตามจริง แต่เมื่อรวมกับค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งจะต่างจากเดิมที่เป็นเงื่อนไขในปัจจุบันคือ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพจะหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และอยู่ภายใต้วงเงินเดียวกับค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี“เรื่องดังกล่าว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังเห็นชอบแล้ว กำลังจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่มีการยุบสภาเสียก่อน ดังนั้นคงต้องรอเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาเห็นชอบ และนำเข้า ครม.อีกที ซึ่งเมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้ว ก็คงไม่นาน เพราะเรื่องเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว”นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ.เปิดเผยว่า คปภ.ได้จัดประชุมคณะทำงานเพื่อพัฒนาและบูรณาการ ระบบประกันสุขภาพของประเทศไทย ภายใต้โครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจ ร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยที่ประชุมได้ร่วมกันรับฟังความก้าวหน้าของโครงการในภาพรวม ทั้งด้านการวิเคราะห์ภูมิทัศน์ระบบสุขภาพของประเทศ และด้านการประกันภัยสุขภาพเอกชนภาคสมัครใจ และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างแผนยุทธศาสตร์ด้านการประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจ ซึ่งครอบคลุมทั้งระยะสั้น (1-3 ปี) และระยะยาว (5-10 ปี) โดยมีมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute : TDRI) เป็นผู้แทนคณะทำงานนำเสนอข้อมูล แนวคิด และกรอบยุทธศาสตร์ต่อที่ประชุมทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางในการกำกับและส่งเสริมการประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจในแนวทางเดียวกันทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ตลอดจนยกระดับระบบประกันภัยสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสม ต่อเนื่อง และยั่งยืน“ระบบสุขภาพของประเทศไทยประกอบด้วยหลายกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่ควบคู่กันทั้งระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และประกันภัยสุขภาพภาคเอกชน แม้ระบบสุขภาพของไทยโดยรวมจะมีความครอบคลุมและมีคุณภาพ แต่ยังมีความจำเป็นต้องผลักดันให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการคุ้มครองด้านสุขภาพได้อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย”นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. กล่าวว่า การประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจ เป็นโครงการที่สำนักงาน คปภ. จ้าง TDRI เป็นที่ปรึกษา ทำวิจัย เพื่อหาแนวทางว่าการประกันสุขภาพของฝั่งธุรกิจประกันภัยจะเดินไปแนวทางไหน เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จากอัตราค่ารักษาพยาบาล และการใช้สิทธิที่มีราคาสูงขึ้น เรียกว่าเงินเฟ้อทางด้านค่ารักษาพยาบาล“หลังโควิดมาทั่วโลก ถูกกดดันจากเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลกันมาโดยตลอด เพิ่มขึ้นปีหนึ่ง ๆ เป็น 10% กว่า ทุกประเทศเจอหมด ซึ่งหากเราแก้โดยวิธีเพิ่มเบี้ยเพียงอย่างเดียว ก็จะทำให้ประกันสุขภาพของฝั่งธุรกิจประกันภัยไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ คนที่มีรายได้น้อยอาจจะจ่ายไม่ไหว ก็จะทำให้คนไทยเข้าถึงประกันสุขภาพได้ยากขึ้น จึงต้องมาหาวิธีว่าจะมีทางไหนที่จะคอนโทรลเรื่องนี้ได้ ทิศทางประกันสุขภาพจะไปทางไหน”นายอาภากรกล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวขณะนี้ยังไม่จบ ยังเป็นแค่การเสนอผลศึกษารอบแรก ซึ่งทาง คปภ.เองก็มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะเกี่ยวกับงานวิจัย“ในแง่ของประชาชนผู้เอาประกันภัยหากผลศึกษานี้ออกมาแล้วทำให้บริษัทประกันรู้ทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็จะมีความสมดุลมากขึ้น กล่าวคือ หากควบคุมต้นทุนได้ ก็จะลดแรงกดดันของธุรกิจที่ไม่ต้องปรับเพิ่มเบี้ย ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนไม่ต้องซื้อประกันที่เบี้ยแพงขึ้น”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1943227
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
06/01/2026
วธ.เปิดนิทรรศการ “โครงการศิลปะน้อมถวายอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน กรุงเทพฯ ชมฟรีไปจนถึง 28 ม.ค. 69ภาพ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการ “โครงการศิลปะน้อมถวายอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ภายใต้แนวคิด “น้อมศิระกราน ด้วยรักและภักดี Her Majesty Queen Sirikit, Our Beloved Queen Mother” ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพฯภาพ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรับเชิญ คณาจารย์ นักศึกษาปัจจุบันและนักศึกษาเก่าของคณะจิตรกรรมฯของมหาวิทยาลัยศิลปากร ศิษย์เก่าวิทยาลัยเพาะช่างและนักเรียนของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐมจัดกิจกรรมเขียนภาพและนิทรรศการ “โครงการศิลปะน้อมถวายอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ภายใต้แนวคิด “น้อมศิระกราน ด้วยรักและภักดี Her Majesty Queen Sirikit, Our Beloved Queen Mother” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยมีศิลปินจิตอาสาที่เข้าร่วมโครงการฯทั้งหมดกว่า 200 คน และได้สร้างสรรค์ผลงานภาพจิตรกรรมรวมทั้งหมด 93 ภาพ โดยได้นำผลงานจิตรกรรมทั้งหมดจัดแสดงนิทรรศการโครงการฯ ไปจนถึงวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพฯ โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ระหว่างเวลา 10.00 - 19.00 น.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000000664#google_vignette
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
06/01/2026
เสาโทริอิไม้สูงใหญ่ตระหง่านเป็นสัญลักษณ์บอกความเป็นศาลเจ้า โดยปรากฏตราดอกเบญจมาศสีทองสัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นย้ำให้ผู้มาเยือนได้รับรู้ว่า “ศาลเจ้าเมจิ” ที่รายล้อมด้วยความร่มรื่นของแมกไม้ใจกลางเมือง มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยดอกเบญจมาศสีทองสัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นอุทิศแด่จักรพรรดิผู้นำญี่ปุ่นสู่ยุคใหม่ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีความสำคัญและมีชื่อเสียงอันดับต้นๆของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ย่านชิบูยะ ใจกลางมหานครโตเกียว แต่บรรยากาศของศาลเจ้า เสมือนการก้าวเข้าสู่โลกอีกใบ เพราะรายล้อมด้วยป่าเขียวชอุ่มครึ้มหลากหลายไปด้วยพืชพันธุ์กว่า 300 ชนิด ภายในอาณาเขตราว 7 แสนตารางเมตรศาลเจ้าเมจิศาลเจ้าแห่งนี้สร้างเพื่ออุทิศแด่ “จักรพรรดิเมจิ” (Meiji Emperor) รวมถึง “จักรพรรดินีโชเก็ง” (Empress Shoken) ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 19จักรพรรดิเมจิ ทรงเป็นจักรพรรดิของญี่ปุ่นองค์ที่ 122 ครองราชย์ในช่วงปี ค.ศ.1868-1912 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศพัฒนาแบบก้าวกระโดด เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ยกเลิกชนชั้นซามูไร การวางรากฐานด้านการศึกษา กล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้นำญี่ปุ่นสู่ยุคสมัยใหม่อย่างแท้จริงบรรยากาศร่มรื่นด้วยแมกไม้ยืนต้นภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ชาวญี่ปุ่นโศกเศร้าเป็นอย่างมาก จึงต้องการสร้างศาลเจ้าเพื่อสักการะ รัฐสภาได้อนุมัติการก่อสร้าง โดยเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1915 จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1920ระหว่างทางเดินไปศาลเจ้าว่ากันว่ามีชาวญี่ปุ่นจากทั่วประเทศร่วมกันบริจาคต้นไม้นับแสนต้น เพื่อให้นำมาปลูก และขอมีส่วนร่วมในการสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ จนปัจจุบันต้นไม้เติบโตงอกงามแทบไม่ต่างจากป่าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งการเดินเข้าไปในศาลเจ้าที่ร่มรื่นด้วยป่าโอบล้อมไว้ อาจทำให้แทบลืมไปเลยว่าอยู่ในใจกลางมหานครที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจุดล้างมือก่อนเข้าศาลเจ้าถังสาเกระหว่างทางนอกจากเสาไม้โทริอิขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นเขตศาลเจ้าชินโต รวมทั้งผืนป่าร่มรื่นสองข้างทาง หนึ่งในจุดสังเกตและเป็นจุดแวะถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว คือ “ถังสาเก กับถังไวน์” ที่อยู่ระหว่างทางเข้าศาลเจ้าการประดับถังสาเกเหล่านี้ เนื่องมาจากในสมัยจักรพรรดิเมจิ ทรงเป็นผู้ทำให้อุตสาหกรรมไวน์และสาเกของญี่ปุ่น มีการพัฒนารูปแบบสมัยใหม่รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ระหว่างทางเดินไปศาลเจ้า จึงสังเกตเห็นถังสาเกเรียงกันเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าเพื่อถวายแด่เทพเจ้าที่ประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าแห่งนี้ถังสาเกทุกปีศาลเจ้าจะได้รับการบริจาคจากสมาคมผู้ผลิต ที่ต้องการแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของจักรพรรดิเมจิและจักรพรรดินีโชเก็ง พร้อมทั้งเป็นความเชื่ออธิษฐานให้อุตสาหกรรมการผลิตสาเกและอุตสาหกรรมอื่นๆ มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องและรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นพิธีแต่งงานแบบชินโต ในศาลเจ้าหลากหลายกิจกรรมในศาลเจ้ากิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยม เช่น แวะมาสักการะ ชมความงามของภูมิทัศน์กับความร่มรื่น เขียนป้ายไม้เพื่อขออธิษฐานในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตามความเชื่อ ซื้อเครื่องรางประจำปีหากใครไปในช่วงที่มีพิธีแต่งงาน ก็นับว่าโชคดีที่จะได้เห็นพิธีแบบชินโตโบราณหาชมได้ยาก ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพและชมแบบห่างๆได้โดยไม่ให้รบกวนผู้อยู่ในพิธีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ 2 ต้นภายในศาลเจ้า ยังมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ 2 ต้น ที่สื่อแทนความสัมพันธ์อันดีของคู่รัก เรียกว่า “ต้นสามี-ภรรยา” ทำให้บางคนก็แวะมาขอพรเรื่องความรักการชมพิพิธภัณฑ์ หรือการชมทุ่งดอกไอริสแบบญี่ปุ่น (ฤดูร้อน) โรงน้ำชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม รวมทั้งบ่อน้ำคิโยมาซะซึ่งตั้งชื่อตามขุนนางที่เป็นผู้ขุดบ่อเมื่อ 400 ปีที่แล้วต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ 2 ต้นส่วนในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ในคืนวันสิ้นปี 31 ธันวาคม จะมีการตีระฆัง ซึ่งชาวญี่ปุ่นนิยมมาขอพร และสวดมนต์แรกของปี เรื่อยไปจนถึงวันขึ้นปีใหม่ ด้วยความเชื่อว่าจะได้พบกับความโชคดีไปตลอดทั้งปีข้อมูลทั่วไปศาลเจ้าเมจิ ไม่มีค่าเข้าชม ยกเว้นการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ (1,000 เยน) และการชมสวนดอกไอริส (มีในช่วงฤดูร้อนราวเดือนมิถุนายน) มีค่าธรรมเนียม 500 เยนเวลาเปิดปิดของศาลเจ้ายืดหยุ่นไปตามฤดูกาล โดยเปิดทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปจนถึงช่วงพระอาทิตย์ตก ดังนั้นหากเดินทางไปในช่วงฤดูหนาว ศาลเจ้าจะปิดเร็วกว่าปกติการเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย Chiyoda Line หรือ Fukutoshin Line สถานี Meiji-Jingumae (Harajuku) Station หรือ รถไฟ JR สถานี Harajuku Stationประตูทางเข้าศาลเจ้าแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000000208
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การวางแผนทางการเงิน
25/12/2025
“ถอด 7 บทเรียนการเงินจาก “Warren Buffett” ที่พ่อแม่ควรสอนลูกหลานให้ฉลาดใช้เงิน ตั้งแต่การออมไปจนถึงวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ เพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคงในอนาคต”“Warren Buffett” หลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อนี้โดยเฉพาะในหมู่คนลงทุน เพราะเขาคือมหาเศรษฐีระดับโลกที่ประสบความสำเร็จด้านการลงทุน และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทชื่อดังอย่าง Berkshire Hathaway แน่นอนว่าคุณปู่วัย 95 ปีท่านนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางชี้นำลูกหลานให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงโดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเรื่องการเงินและการลงทุน ซึ่งเขามี 7 หลักคิดที่น่าสนใจและปรับใช้จริงในครอบครัว7 คำสอนการเงินที่ Warren Buffett สอนลูก-หลาน1. ไม่มีคำว่า "เร็วเกินไป" ที่จะเรียนรู้สิ่งหนึ่งที่คุณปู่ Buffett มักจะแนะนำบ่อย ๆ คือเราควรเริ่มสอนการเงินให้กับลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าวต่างประเทศว่า “บางครั้งพ่อแม่มักรอจนลูกเข้าช่วงวัยรุ่นก่อนค่อยเริ่มคุยเรื่องการบริหารเงิน ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณสามารถเริ่มสอนได้ตั้งแต่อนุบาลเลย”แม้หลายคนจะรู้ว่าสอนเรื่องเงินยิ่งเร็วยิ่งดี แต่คำถามคือ…แล้วจะสอนเรื่องการเงินให้เด็กหรือเจ้าตัวเล็กยังไง? เราเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ให้เห็นภาพชัดเจนไปเลยว่า “เงินไม่ได้งอกออกมาจากต้นไม้” โดยอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า กว่าจะได้เงินสักบาทมาต้องแลกกับอะไรบ้าง อาจเริ่มที่ให้เด็กช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ และให้ค่าขนมเพิ่มเติม หรือเล่าถึงรูปแบบการทำงานต่างๆ ให้ฟัง การสร้างบรรยากาศให้เด็กๆ ช่วยกันทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านกระตุ้นให้เขารู้จักรับผิดชอบมากขึ้น และถ้าเริ่มสอนเรื่องเงินเร็วก็จะทำให้เข้าใจคุณค่าของเงินมากขึ้น2. สอนให้รู้จักคุณค่าของการออมปู่ Buffett มักสอดแทรกเรื่องการออม และอัตราดอกเบี้ยผ่านรายการการ์ตูน Secret Millionaires Club เสมอ โดยเขากล่าวว่า “การออมเงินอย่างสม่ำเสมอแม้เพียงเล็กน้อย ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า” โดยยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย เช่น แทนที่จะเอาเงินไปซื้อน้ำอัดลมซึ่งหนูไม่ได้ต้องการจริงๆ ลองนำไปเก็บออมในบัญชี เงินก้อนนั้นจะงอกเงยขึ้นจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Warren Buffett ให้ความสำคัญกับการออมเงินมากแค่ไหน และอยากให้เรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็ก ทว่าแค่คำสอนจากการ์ตูนอาจยังไม่พอ เราสามารถเปิดบัญชีออมทรัพย์ให้เด็กๆ เริ่มออมในชื่อตัวเอง หรือให้ค่าขนมรายสัปดาห์ เพื่อพวกเขาจะได้ลองบริหารเงินที่มีอยู่ในมือ ไปจนถึงสอนให้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเพื่อให้เห็นภาพว่าใช้เงินไปกับอะไร โดยเรายังคอยดูแลและให้คำปรึกษาอยู่ห่างๆ 3. แยกแยะ “สิ่งที่จำเป็น” กับ “ความต้องการ” ให้ออกมีคำกล่าวหนึ่งของ Buffett ที่พูดว่า “คุณไม่สามารถ ได้ทุกอย่าง ที่อยากได้” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารเงิน ซึ่งเด็กๆ ต้องเริ่มเรียนรู้ว่า สิ่งไหน “จำเป็นต้องมี” (Needs) และสิ่งไหนเป็นแค่ “ของที่อยากได้” (Wants)ฟังแล้วเรื่องนี้ทำได้ยาก ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่มีแบบฝึกหัดง่ายๆ ที่เริ่มได้ทันที เช่น พ่อแม่อาจชวนลูกมาลิสต์รายการของที่อยากได้มา 5-10 อย่าง แล้วมานั่งคุยกันไปทีละข้อๆ ว่า รายการไหนคือ Need และ Want และให้เด็กๆ อธิบายเหตุผลให้พ่อแม่ฟัง เมื่อเด็กสามารถเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ มากกว่าแค่ความอยากได้ ก็อาจช่วยให้เขาใช้จ่ายอย่างประหยัด หรือวางแผนยาวๆ เพื่อสิ่งที่ต้องจำเป็นต้องมีจริงๆ ในชีวิตนอกจากนี้ เมื่อถึงเวลาที่เราต้องควักเงินในกระเป๋าเพื่อซื้อของจริงๆ อย่าลืมสอนให้ลูกรู้จักเปรียบเทียบราคา เพื่อให้พวกเขาเห็นว่าสินค้าชิ้นเดียวกันในแต่ละร้านอาจราคาไม่เท่ากัน จะได้เป็นการฝึกนิสัยให้รู้จักเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดกับเงินที่จ่ายไปเสมอ4. พ่อแม่ต้องเป็น "ต้นแบบ" ให้กับลูก“พ่อคือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม ท่านเป็นฮีโร่ของผมตั้งแต่ 6 ขวบ และตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากท่านคือ การสร้างนิสัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ” ปู่ Buffett กล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า พ่อแม่มักเป็นไอดอลคนแรกของเด็กๆ เพราะพวกเขาเปรียบเสมือนผ้าขาวที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือซึมซับนิสัยของพ่อแม่ไปโดยไม่รู้ตัวแต่การจะเป็นฮีโร่ในด้านการเงินให้ลูก เราไม่จำเป็นต้องเก่งระดับเซียน หรือรู้ไปหมดทุกเรื่อง แต่เราควรบริหารการเงินของตัวเอง และครอบครัวให้ดีที่สุด เช่น ก่อนซื้อของอาจชวนลูกเช็กราคาสินค้าก่อนซื้อ หรือชวนคุยเรื่องการจัดการเงินให้ไม่ติดลบ และเป็นตัวอย่างที่ดีโดยเฉพาะเรื่องหนี้ควรจัดการให้เรียบร้อย 5. หมั่นเติมความรู้ให้ตัวเองเสมอคนที่ประสบความสำเร็จที่สุด มักไม่หยุดเรียนรู้ คุณปู่ Buffett ในเวอร์ชันตัวการ์ตูนเคยกล่าวไว้ว่า “การพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต คือสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน”สิ่งที่เขาย้ำเสมอคือ “จงเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ (Learn to learn)” โดยตัวปู่เองก็พิสูจน์คำพูดนี้ผ่านการหาข่าวสารใหม่ๆ อยู่เสมอ ผ่านการอ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับต่อวันเพื่อให้เขาสามารถเห็นสถานการณ์ต่างๆ อย่างรอบด้าน โดยเขาแนะนำว่า “อย่ากลัวที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม”เราสามารถเริ่มปลูกฝังนิสัยนี้ได้ด้วยการสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมที่สนใจหรือหาหนังสือมาให้อ่าน เพราะความกระหายใคร่รู้นี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับทุกเรื่องในชีวิต รวมถึงทักษะด้านการเงินด้วย6. จุดประกายความเป็น "ผู้ประกอบการ" ตั้งแต่เด็กก่อนจะมีบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Berkshire Hathaway นั้น ปู่ Buffett ฉายแววหัวการค้ามาตั้งแต่เด็กๆ เลย ตอนอายุ 6 ขวบก็เริ่มออกเดินขายหมากฝรั่ง และคิดวิธีสร้างกำไรแบบใหม่ๆ อย่างการซื้อโค้กแบบแพ็ก 6 กระป๋องมาแบ่งขาย เรียกว่านี่เป็น ความสนุกสนานในวัยเด็กที่สร้างทักษะในการหารายได้ และทักษะนี้ก็กลายเป็นรากฐานของชีวิต Buffett สิ่งที่เรานำมาปรับใช้ได้ในชีวิตจริง คือ เริ่มสอนให้ลูกมองหาโอกาสทางธุรกิจจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต หรือความกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ เช่น ตั้งโต๊ะขายน้ำมะนาวหน้าบ้าน, นำของไปขายที่โรงเรียน ฯลฯ ที่จะช่วยสอนให้เด็กๆ เริ่มบริการจัดการเงิน มีสกิลการขาย ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งอาจต่อยอดเป็นการทำธุรกิจจริงในอนาคตในฐานะพ่อแม่ เราอาจเตรียมเงินก้อนไว้ให้ลูกค้า หรือจะสร้างพอร์ตการลงทุนขึ้นมาผ่านการออมเงินทีละเล็กทีละน้อย เพื่อถึงวันที่พร้อมส่งต่อและลูกโตพอที่จะเริ่มฝึกบริหารการเงินก็นำพอร์ตนี้ให้ลูกรู้จักลงทุน และต่อยอดสิ่งที่มีอยู่7. พ่อแม่ควรให้ลูกอ่านพินัยกรรม ก่อนเซ็นชื่อเมื่อลูกเติบโตขึ้น และต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง ในฐานะของพ่อแม่ต้องเริ่มคิดเรื่องการแบ่งเงินที่มีอยู่ หรือจัดสรรมรดกให้ลงตัว ยิ่งหลายคนคงเคยเห็นข่าวลูกๆ ทะเลาะกันเพราะเรื่องพินัยกรรม ดังนั้นเพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Warren Buffett แนะนำว่า “เมื่อลูกๆ ของเราโตขึ้นแล้ว ให้พวกเขาอ่านพินัยกรรมก่อนที่เราจะเซ็นชื่อลงไป” เพราะปัญหาการแบ่งสมบัติ มักเกิดขึ้นหลังเจ้าตัวจากโลกนี้ไปแล้ว ดังนั้น Buffett มองว่า คุณควรเปิดใจ และเปิดพินัยกรรมให้ลูกๆ อ่านก่อนเสมอ ข้อดีคือ ตัวเราสามารถบอกเล่า ตอบข้อสงสัยของลูกๆ บอกเหตุผลที่คุณเลือกทำแบบนี้ รวมถึงอาจช่วยให้ลูกๆ เข้าใจถึงความรับผิดชอบต่างๆ เมื่อคุณจากไปอีกข้อดีของการ เปิดพินัยกรรมให้ลูกอ่านก่อนคือ พวกเขายังสามารถตั้งคำถาม หรือแม้แต่เสนอแนะข้อแก้ไขในพินัยกรรมได้ ซึ่งคุณปู่ก็แนะนำว่า ควรรับฟังคำแนะนำเหล่านั้นอย่างตั้งใจ และนำสิ่งที่เรามองว่าสมเหตุสมผลมาปรับใช้ เพื่อไม่ให้หลังจากเราจากโลกนี้ไปเกิดคำถามจากลูก ๆ ว่า “ทำไมพ่อ/แม่ถึงทำแบบนี้?” ทั้งหมดนี้คือ 7 บทเรียนการเงินที่เป็นตำราชีวิตซึ่งถอดมาจากนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ที่พ่อแม่ทุกคนสามารถส่งต่อให้ลูก ๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้รวยล้นฟ้า เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือการชี้แนะแนวทางการเงินเพื่อให้ลูกหลานได้นำไปปรับใช้และมีการเงินที่ดีในอนาคตที่มา : CNBC, Yahoo Financeแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ thairathhttps://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2903443
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
รูปถ่าย
25/12/2025
อบจ. พิจิตร จัดเต็ม เนรมิต “บึงสีไฟ” เป็นดินแดนแห่งความสุขประดับไฟสุดสวยงาม พร้อมชวนถ่ายรูปกับหิมะสุดอลังการ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม - 31 ธันวาคม 2568ภาพจาก อบจ.พิจิตรเฟซบุ๊กเพจ องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร โพสต์ภาพบรรยากาศของ “บึงสีไฟ” ที่ถูกเนรมิตเป็นดินแดนหิมะแห่งความสุขเข้ากับบรรยากาศส่งท้ายปี พร้อมให้ข้อมูลว่าภาพจาก อบจ.พิจิตร" ให้บึงสีไฟ เป็นความสุขของทุกคน "แอดมินเก็บภาพบรรยากาศมาฝาก🫶🏻🎄ปีใหม่นี้อบจ.พิจิตร เนรมิตบึงสีไฟให้เป็นดินแดนแห่งความสุขแบบยาวๆตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม - 31 ธันวาคม 2568 ❄️ไปถ่ายรูปกับหิมะในบรรยากาศริมบึงสีไฟ❄️ช่วงเวลาปล่อยหิมะที่บึงสีไฟ ⭐️25-12-2025รอบที่ 1 / 18:00-18:15รอบที่ 2 / 19:00-19:15รอบที่ 3 / 20:00-20:15😊แล้วพบกันที่บึงสีไฟพิจิตรอบจ.พิจิตรทำทุกอย่างเพื่อชาวพิจิตรทุกคน🫶🏻ภาพจาก อบจ.พิจิตรสำหรับ “บึงสีไฟ” ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งแรกของจังหวัดพิจิตร โดยเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่อันดับสามของประเทศที่มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สงบใกล้ชิดธรรมชาติ ที่นี่ในยามเย็นจึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองและจุดชมพระอาทิตย์ตกอีกแห่งที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งภาพจาก อบจ.พิจิตรสำหรับสิ่งน่าสนใจบริเวณบึงสีไฟนั้นก็มีหลากหลาย อาทิ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์, ประติมากรรมพญาชาละวันหรือรูปปั้นจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก, ประติมากรรมจระเข้ยืน สถานแสดงพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ หรือ ศาลาเก้าเหลี่ยม ศาลากลางน้ำ และบ่อจระเข้ เป็นต้นนอกจากนี้บึงสีไฟยังมีไฮไลต์แห่งใหม่ใต้พระบารมี คือ เลนปั่นจักรยานรอบบึงระยะทาง 10.28 กิโลเมตร และสนามจักรยานประเภทต่าง ๆ คือ สนามจักรยาน BMX สนามขาไถ สนามปั๊มแทรค และสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาภาพจาก อบจ.พิจิตรแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000124093
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
25/12/2025
“เบตง” คึกคัก คนแห่เที่ยวชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า บน “สกายวอล์กอัยเยอร์เวง” จุดเช็กอินห้ามพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนดินแดนใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ภูมิภาคภาคใต้ และททท.สำนักงานนราธิวาส (รับผิดชอบพื้นที่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ชวนเที่ยวอำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยแนะนำไฮไลต์จุดเช็กอินไม่ควรพลาดสำหรับผู้มาเยือน คือ “สกายวอล์กทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” หรือที่หลายคนนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “สกายวอล์กอัยเยอร์เวง” สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของอำเภอเบตง ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมความงามของทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้ากันเป็นจำนวนมาก ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงใกล้สิ้นปีต่อเนื่องไปจนถึงปีใหม่ จะมีนักท่องเที่ยวแห่กันมาเที่ยวที่นี่เป็นจำนวนมากสกายวอล์กอัยเยอร์เวง จุดชมทะเลหมอกแสนสวยแห่งเบตง (ภาพโดย : อโนทัย งานดี)ทั้งนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินทางกันมาตั้งแต่ช่วงเช้ามืดจากตัวเมืองเบตง เพื่อที่จะได้ขึ้นไปสัมผัสกับแสงแรกของวันใหม่ ชมพระอาทิตย์ขึ้น และชมความงดงามของทะเลหมอกอัยเยอร์เวงอันน่าตื่นตาตื่นใจในวันที่ท้องฟ้าและบรรยากาศเป็นใจหลังแสงอาทิตย์สาดส่อง เราสามารถมองเห็นทะเลหมอกขาวโพลนลอยอ้อยอิ่งปกคลุมเต็มไปทั่วบริเวณเหนือผืนป่าฮาลา-บาลา มองดูสวยงามตระการตา ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก รวมถึงถ่ายรูปตัวเองหรือรูปหมู่คณะเก็บภาพความประทับใจในทะเลหมอกอัยเยอร์เวงแห่งนี้สกายวอล์กอัยเยอร์เวง จุดชมทะเลหมอกแสนสวยแห่งเบตง (ภาพโดย : อโนทัย งานดี)ขณะที่ในช่วงสายหลังจากหมอกเริ่มจางลง เราจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขา ผืนป่าฮาลา-บาลา และทิวทัศน์ขุนเขาน้อยใหญ่ รวมถึงต้นน้ำแห่งทะเลสาบเขื่อนบางลาง ที่มีความสวยงามไปอีกแบบ และถ้าวันไหนโชคดีก็จะได้เห็นฝูงนกเงือกบินอวดโฉมออกมาหากินดูน่าตื่นตาตื่นใจกายวอล์กอัยเยอร์เวง จุดชมทะเลหมอกแสนสวยแห่งเบตง (ภาพโดย : อโนทัย งานดี)สำหรับ สกายวอล์กทะเลหมอกอัยเยอร์เวง หรือ สกายวอล์กอัยเยอร์เวง ตั้งอยู่บนเขาไมโครเวฟ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,038 ฟุต ตัวอาคารเป็นโครงสร้างเหล็ก สูง 45 เมตร มีบันไดให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปชมวิว และมีลิฟต์ให้บริการสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุไฮไลต์ของที่นี่ คือ ระเบียงทางเดินชมวิว หรือสกายวอล์ก ที่ยื่นออกไปจากฐาน ความยาว 63 เมตร ตรงปลายสกายวอล์ก เป็นระเบียงชมวิววงกลมพื้นกระจกใส สามารถมองทะลุลงถึงพื้นด้านล่างที่เป็นหุบเหวและป่าไม้ ถือเป็นภาพที่สวยงามแปลกตาและน่าหวาดเสียวไม่น้อยสกายวอล์กอัยเยอร์เวง จุดชมทะเลหมอกแสนสวยแห่งเบตง (ภาพโดย : อโนทัย งานดี)บริเวณสกายวอล์กอัยเยอร์เวงมีอากาศเย็นสบาย มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 19-25 องศาเซลเซียส สามารถมองเห็นหมอกได้ตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะเวลาสำหรับใครที่มีโอกาสล่องใต้ไปเที่ยวเบตง ดินแดนใต้สุดในสยาม เมืองงามชายแดน ไม่ควรพลาดการไปเที่ยวชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่สกายวอล์กอัยเยอร์เวงด้วยประการทั้งปวงสกายวอล์กอัยเยอร์เวง จุดชมทะเลหมอกแสนสวยแห่งเบตง (ภาพโดย : อโนทัย งานดี)สกายวอล์กอัยเยอร์เวง ตั้งอยู่ที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา คิดค่าบริการเข้าชม คนไทย 40 บาท ต่างชาติ 200 บาท ค่าถุงเท้าหุ้มรองเท้าป้องกันรองเท้าทำพื้นกระจกเป็นรอย คู่ละ 30 บาท ค่ารถสองแถว หรือ ค่ามอเตอร์ไซด์รับจ้าง ขึ้น 30 บาท ขาลง 20 บาทภาพโดย : อโนทัย งานดีแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000124275
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
25/12/2025
ภาพจากซ้าย: คุณอรรัตน์ ชุติมิต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพันธมิตรธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์เชิงกลยุทธ์ เอไอเอ ประเทศไทย และมิสเตอร์ ออสซี อาร์ดิเลส แบรนด์แอมบาสเดอร์ สโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ กรุงเทพฯ, 25 ธันวาคม 2568 – เอไอเอ ในฐานะพันธมิตรหลักระดับโลกของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ผนึกกำลังกับสโมสรฯ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งในประเทศไทย จากการแข่งขันนัดสำคัญระหว่างทีมสเปอร์สและลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมาคุณอรรัตน์ ชุติมิต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพันธมิตรธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์เชิงกลยุทธ์ เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมถ่ายภาพกับเสื้อแข่งสเปอร์สที่มีโลโก้ “Sharing A Life: For Children Cancer” พร้อม มิสเตอร์ ออสซี อาร์ดิเลส แบรนด์แอมบาสเดอร์ของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ โดยเสื้อที่นักเตะสวมใส่จริงในแมทช์นี้ จะถูกนำมาประมูลบนแพลตฟอร์ม Match Worn Shirt [https://mws.com/category/tottenham-hotspur?tab=live] และมอบรายได้ทั้งหมดให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อนำไปสร้างห้องปลอดเชื้อสำหรับเด็กที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอโครงการนี้สะท้อนถึงพันธกิจของเอไอเอในการสนับสนุนให้ผู้คนนับล้านคนในเอเชียแปซิฟิกมีสุขภาพและชีวิตดีขึ้น โดยผนวกเอาความชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลเข้ากับความตั้งใจอันดีของเอไอเอ ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างในการดูแลและรักษามะเร็งเด็กในประเทศไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและเข้าร่วมการประมูลได้ที่เว็บไซต์ MatchWornShirt
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การทำงาน
23/12/2025
ระหว่างคนดีกับคนเก่ง คุณอยากจะทำงานกับคนแบบไหน?ผมเคยพูดคุยเรื่องนี้กับทีมครับ ซึ่งหลังจากที่พูดคุยเสร็จผมก็ได้เอามาคิดและตกผลึกต่อมาเป็นบทความนี้ครับถ้าคุณอ่านคำถามนี้แล้วยังไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ทำให้คุณได้คำตอบนะครับ 🙂คนดี vs คนเก่งขอเริ่มต้นที่คนดีก่อนในความเห็นของผม “คนดี” คือเงื่อนไขที่ “จำเป็น”คำว่าคนดีในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นนางฟ้าเทวดา ที่ทำดีกับทุกคน ไม่สู้คน ใครจะทำยังไงกับเขาก็แล้วแต่ เขาก็จะดีกลับด้วยเสมอนะครับ แต่คนดีในที่นี้คือการเป็นที่ซื่อสัตย์ ไม่โกง รู้ว่าอะไรผิดถูก มีศีลธรรมในการใช้ชีวิตและการทำงานซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อาจจะรู้ยาก สิ่งที่พอจะทำได้ก็อาจจะเป็นการลอง Cross Check กับคนที่เคยทำงานด้วยหรือที่ทำงานเก่าดูว่าคนคนนั้นมีประวัติไม่ดีอะไรรึเปล่าถ้ามี มันก็เป็นเรื่องยากที่จะทำงานร่วมกันต่อ เพราะมันจะทำให้เราไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และเมื่อไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ก็จะหวาดระแวงแล้วคนเก่งล่ะ จำเป็นเหมือนกันไหม?สำหรับผม “คนเก่ง” คือเงื่อนไขที่ “จำเป็น” เช่นกันทั้งนี้ความเก่งนั้นสามารถมองได้ 2 มุมคือ “เก่งคน” และ “เก่งงาน” ซึ่งต้องดูคนใหม่เหมาะกับหน้าที่ถ้าเป็นงานที่ต้องติดต่อประสานงานหรือพูดคุยกับคน การเก่งคนเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคำว่าเก่งคนในที่นี้ของผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำตัวให้เป็นที่รักของคนทุกคนหรือทำให้ทุกคน ทุกฝ่าย Happy (ดังที่ Steve Jobs เคยกล่าวไว้ว่าถ้าอยากจะทำให้ทุกคน Happy อย่าเป็นผู้นำ แต่ให้ไปขายไอศกรีมแทน) แต่คนที่เก่งคนต้องบริหารจัดการทีมงาน ลูกค้า ลูกน้อง หรือหัวหน้าให้ไปต่อกันได้หรือถ้าเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะเช่นการจัดการ การวางแผน การออกแบบ หรือการเขียนโปรแกรม การเก่งงานก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าจะให้ดี คุณควรจะต้องมองหาคนที่มีทักษะบางอย่างที่เหนือกว่าคุณมากๆ มาทำงานกับคุณถ้าเป็นนักพัฒนา นักเขียนโปรแกรม ไม่เก่งคนมาก อาจจะพอรอมชอมได้ หรือถ้าเป็นผู้ประสานงานเก่งคน แต่งานรู้ไม่ลึกมากก็พอไหวอยู่แต่ถ้าไม่เก่งทั้งงานไม่เก่งทั้งคน… ก็คงจะเป็นเรื่องยากสรุปในการเลือกคนที่จะมาทำงานด้วย “ความดี” และ “ความเก่ง” เป็นสิ่งที่ต้องมีควบคู่กันการเป็นคนดี แต่ถ้าไม่เก่งทั้งงานไม่เก่งทั้งคน ก็คงจะเป็นคนดีไม่มีที่อยู่ หรือการเป็นคนเก่ง แต่ไม่ใช่คนดี ก็คงจะไม่สามารถเป็นคนที่ถูกรักได้สุดท้าย สิ่งที่สำคัญคือ เราไม่ได้เป็นแค่ผู้เลือก ยังต้องเป็นผู้ถูกเลือกด้วย เพราะฉะนั้นตัวเราเองก็ต้องทำตัวให้คู่ควร คือเป็นทั้งคนดีและคนเก่งด้วยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sitthinunthttps://sitthinunt.com/talent-management/goodness-vs-skill/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
23/12/2025
สยามพารากอน จัดนิทรรศการ TIDE OF TOMORROW ผลงานเดี่ยวครั้งแรกของ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพข่าวแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมสัมผัสความงดงามของท้องทะเล และร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติในโลกใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน เป็นการยกระดับผลงานของศิลปินไทย ให้ทัดเทียมกับศิลปินชั้นนำจากประเทศต่างๆ สู่สายตานักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ และสานต่อการใช้พื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนวงการศิลปะไทยและงานศิลปะระดับโลกดร. ปิ่นสักก์ สุรัสวดี และดร. เพชร มโนปวิตรภายในพิธีเปิดนิทรรศการมี ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ร่วมงาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับศิลปิน โดยมี เจย์ สเปนเซอร์ กก.ผจก. Woof Pack Bangkok และที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และความร่วมมือพันธมิตรทางศิลปะ บจก.สยามพิวรรธน์ จำกัด, จริยดี สเปนเซอร์ ที่ปรึกษาด้านพันธมิตรทางศิลปะ และชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารกลุ่มงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บจก.สยามพิวรรธน์ ร่วมให้การต้อนรับเจย์-จริยดี สเปนเซอร์ และชนิสา แก้วเรือน กับผู้ร่วมงานนิทรรศการนี้รวบรวมภาพถ่ายของศิรชัย ที่ได้ร่วมงานกับองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ อย่าง IUCN, Save Our Seas Foundation, WildAid, Ocean Conservancy และ curated โดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา ช่างภาพและ บรรณาธิการภาพนิตยสาร National Geographic Thailand จัดแสดงภาพถ่ายโลกใต้ท้องทะเลเพื่อสะท้อนปัญหาของท้องทะเลไทย ทั้งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ที่ได้แบกรับภาระจากการใช้ประโยชน์อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาชายฝั่ง, การทำประมงเกินขนาด และมลพิษผู้สนใจยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์ท้องทะเลไทย ด้วยการสั่งจองผลงาน 9 รูป โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับมูลนิธิอนุรักษ์และชุมชนประมงท้องถิ่น 9 โครงการ ตั้งแต่วันนี้-5 ม.ค. 69 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอนชำนัญ ภักดีสุข และทัตวร สุกัณศีลอัครรัฐ วรรณรัตน์สิรี อุดมฤทธิรุจ และลูกชายนภนิศ อิศรางกูร ณ อยุธยา และศิรชัย อรุณรักษ์ติชัยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9680000123098
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
30/04/2024
29/04/2024
18/02/2025
21/08/2024
30/04/2024