คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ท่องเที่ยว

“เทรนชิน” เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปในปี 2026 แห่งสโลวาเกีย

22/04/2026

เมืองเทรนชิน (Trenčín) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศสโลวาเกีย เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยในปีนี้ “เทรนชิน” ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสอง “เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปในปี 2026” คู่กับ “เมืองโอวลู” (Oulu) ประเทศฟินแลนด์Photo: https://visit.trencin.sk/en“เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปในปี 2026” ได้แก่ “โอวลู” ของฟินแลนด์ คู่กับ “เทรนชิน” (Trenčín) ในประเทศสโลวาเกีย ถือเป็นเมืองในโครงการ European Capital of Culture ทั้งสองแห่งเทรนชินตั้งอยู่ห่างจากกรุงบราติสลาวา เมืองหลวงของประเทศ ราว 1 ชั่วโมง 15 นาที โดยตลอดปี 2026 เมืองได้วางแผนกิจกรรมมากมายภายใต้แนวคิดหลักคือ “ความอยากรู้” (curiosity) ทีมผู้จัดโครงการระบุว่า เป้าหมายคือการ “สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดสะพานเชื่อมโยงระหว่างผู้คน ระหว่างอดีตกับอนาคต และระหว่างจินตนาการกับความเป็นจริง”สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนเดินทางไปเยือน นี่คือไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดตลอดปี 2026Photo: https://visit.trencin.sk/enปราสาทเทรนชิน สถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมือง จะถูกแปลงโฉมให้เป็นพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย โดยจะมีนิทรรศการ 3 ชุด หนึ่งในนั้นคือ The Well of Love ซึ่งหยิบยกตำนานของชายชาวตุรกีชื่อโอมาร์ ผู้ซึ่งเชื่อกันว่าได้ขุดหินในปราสาทเพื่อช่วยคนรักนามฟาติมาที่ถูกคุมขัง มาถ่ายทอดใหม่ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยที่ใช้แสง เสียง และโฮโลแกรมในเดือนเมษายน เทศกาล Light Art Festival จะกลับมาอีกครั้ง โดยมีงานจัดวางแสงไฟกระจายทั่วเมืองเป็นเวลา 2 วัน ขณะที่เดือนกรกฎาคมจะเป็นคิวของ Splanekor กิจกรรมสุดแปลกที่เรือทำมือจะล่องไปตามแม่น้ำวาห์ (Váh) รวมทั้งมีอีกหนึ่งอีเวนต์สำคัญคือ Garage เทศกาลดนตรีที่เน้นศิลปินหน้าใหม่จากสโลวาเกียต่อเนื่องในเดือนกันยายนเมืองจะเฉลิมฉลองการปรับปรุงสะพานรถไฟเก่าให้กลายเป็นพื้นที่วัฒนธรรม ด้วยเทศกาล Fiesta Bridge Festival ก่อนจะปิดท้ายด้วย Altofest ในเดือนตุลาคม ซึ่งจะมีการแสดงศิลปะและการแสดงสดภายในบ้านของชาวเมืองทั่วทั้งเทรนชินข้อมูลเพิ่มเติม https://visit.trencin.sk/en/homepage/Photo: https://visit.trencin.sk/enแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000032534

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

เปรม บัวชุม x ปัญญ์ปุริ คืนชีวิตใหม่ให้ขยะอุตสาหกรรมสิ่งทอบนผนัง

22/04/2026

 •  ศิลปิน เปรม บัวชุม ร่วมมือกับแบรนด์เครื่องหอมไทย ปัญญ์ปุริ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะจาก "ริมผ้า" ซึ่งเป็นขยะเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ •  ผลงานไฮไลต์ 3 ชิ้นในนิทรรศการ "The Garden in Motion" ได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นเครื่องหอมของปัญญ์ปุริ ได้แก่ ดอกมิโมซ่า ดอกมะลิ และดอกบัว •  แนวคิดหลักของผลงานคือการสร้างมูลค่าเพิ่มและคืนชีวิตใหม่ให้ขยะอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ย่อยสลายยาก ให้กลายเป็นศิลปะบนผนังเพื่อยืดอายุการใช้งานผลงานศิลปะที่เห็นแขวนอยู่บนผนังเหล่านี้...ส่วนตัวผู้เขียนดูแล้วเหมือนภาพหมู่มวลดอกไม้และทุ่งหญ้ากำลังพลิ้วยอดไปตามแรงลม ผลงานเหล่านี้ไม่ใช่งานจิตรกรรม แต่เป็นลายเซ็นของ เปรม บัวชุม อายุ 27 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ (วิชาเอกสิ่งทอ) คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ศิลปินรุ่นใหม่ที่นำ ริมผ้า (Selvage) ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้-เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่สุดท้ายกลายเป็น ขยะ มาเชื่อมโยงกับ งานฝีมือ อันประณีต จัดแสดงให้ชมในนิทรรศการชื่อ The Garden in Motion ณ เจริญนคร ฮอลล์ ไอคอนสยามโดยมี 3 ภาพไฮไลต์ที่ศิลปินใช้เครื่องหอมกลิ่นดอกมิโมซ่า ดอกมะลิ และดอกบัว ของ ปัญญ์ปุริ (PAÑPURI) แบรนด์เครื่องหอมไทยที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักในระดับสากล มาเป็นแรงบันดาลใจณัฐวุฒิ เฉลิมวันเพ็ญ และ เปรม บัวชุม (ภาพ : ไอคอนสยาม) •  จับคู่ศิลปินอิสระกับแบรนด์ไทยระดับ Global“เราเน้นไปที่กลุ่มนักศึกษาและศิลปินคลื่นลูกใหม่ (Emerging Artists) ที่ยังไม่มีพื้นที่หรือแพลตฟอร์มในการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม” ณัฐวุฒิ เฉลิมวันเพ็ญ Head of Business Relations and Art Community บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวถึงการร่วมงานกับ เปรม บัวชุม ในการจัดนิทรรศการครั้งนี้จากนั้นใช้วิธีการจับคู่ (Matching) ศิลปินกับแบรนด์ไทยระดับสากล (Global Thai Product) เพื่อใช้ชื่อเสียงของแบรนด์เป็น สปริงบอร์ด (Springboard) ในการสร้างคอนเทนต์และช่วยให้คนรู้จักผลงานของศิลปินมากขึ้น เนื่องจากแบรนด์เหล่านี้มีภาพลักษณ์สะท้อนความเป็นไทยที่ชัดเจนในระดับสากล ขณะเดียวกันก็เพิ่มการรับรู้ใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ด้วยมุมมองจากงานศิลปะ“มีการหารือกับผู้บริหารของปัญญ์ปุริเพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นไอความเป็นไทยหรือกลิ่นใหม่ๆ ที่จะออกในช่วงเทศกาลสงกรานต์มาเป็นโจทย์ให้ศิลปินออกแบบผลงานชิ้นใหม่ คุณเปรมก็ได้ออกแบบผลงานชิ้นใหม่รวม 3 ชิ้น”นอกจากศิลปินได้ร่วมงานกับแบรนด์ไทยระดับสากล ไอคอนสยามยังมอบ ‘เจริญนคร ฮอลล์’ ให้เป็นพื้นที่แสดงงาน พื้นที่นี้มีความสำคัญ (High Prime Area) และมีผู้เข้าชม (Global Visitor) จำนวนมากถึงหลักแสนคนต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้ศิลปินมีโอกาสต่อยอดไปสู่การขายผลงานได้จริง“เราหวังว่าพื้นที่ตรงนี้จะสนับสนุนให้ศิลปินอิสระสามารถผลิตผลงานและต่อยอดไปสู่การซื้อผลงานของเขาได้จริง นอกเหนือไปจากการจัดแสดงผลงานเพื่อความสวยงามเท่านั้น” ณัฐวุฒิ กล่าวผลงาน ‘ละอองความทรงจำ : มนต์สะกดแห่งมิโมซ่า’ และเครื่องหอมจากกลิ่นดอกไม้มิโมซ่าของปัญญ์ปุริริมผ้าโทนสีเหลืองและริมผ้าผสมกากเพชร กลายเป็นผลงานศิลปะ •  ศิลปะบรรจบกลิ่นหอมผลงานไฮไลต์ชิ้นแรกที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจสำคัญที่ล้อไปกับโลกแห่งเครื่องหอมจากกลิ่นดอกไม้ 3 ชนิดของแบรนด์ปัญญ์ปุริ ได้แก่ ละอองความทรงจำ : มนต์สะกดแห่งมิโมซ่า (Whispering Memory – Mimosa, 2026) ขนาด 165 x 105 เซนติเมตรเปรมประทับใจในเสน่ห์เกสรเล็กๆ ของดอกมิโมซ่าที่เป็นพุ่ม และความโปร่งแสงของกลีบดอกสีเหลืองบอบบางเมื่อกระทบแสงแดด จึงเลือกใช้ริมผ้าโทนสีเหลืองที่มีความแวววาวหรือกากเพชร (Glitter) มาสร้างมิติให้ดูเหมือนดอกมิโมซ่าที่กำลังร่วงหล่นอย่างแผ่วเบาไฮไลต์ชิ้นที่สอง ลมหายใจเหนือน้ำนิ่ง : สัมผัสบริสุทธิ์แห่งมะลิ (Breath off Still Water – Jasmine, 2026) ขนาด 125 x 95 เซนติเมตรศิลปินจำลองภาพทุ่งดอกมะลิที่มีทั้งดอกบานและดอกตูม โดยใช้ริมผ้าสีขาวแทนสีดอกมะลิตัดกับริมผ้าสีเขียวแทนใบไม้ภายใต้แสงสว่าง ผลงานชิ้นนี้เน้นความรู้สึกที่เหมือนภาพหยุดนิ่ง (Still life) แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวเมื่อมีลมพัดผ่านเส้นด้ายผลงาน ‘ลมหายใจเหนือน้ำนิ่ง : สัมผัสบริสุทธิ์แห่งมะลิ’ผลงาน ‘หลังลมพัดผ่าน : ลำนำบัวหลวงกลางความสงัด’ไฮไลต์ชิ้นที่สาม หลังลมพัดผ่าน : ลำนำบัวหลวงกลางความสงัด (After the Wind – Lotus, 2026) ขนาด 125 x 95 เซนติเมตร ได้แรงบันดาลใจจากกลิ่นดอกบัวและภาพวาดสไตล์ Impressionist ของ Claude Monet โดยถ่ายทอดเป็นภาพบึงบัวที่มีดอกบัวและดอกไม้เกิดขึ้นในบึงน้ำตามฤดูกาลต่างๆที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือ เปรมบอกว่าเหตุที่วัสดุแต่ละภาพดูเหมือนลู่ไปกระแสลม เกิดจาก การปัดด้วยแปรง ด้วยมือของเขาเอง ดังนั้นผู้ซื้อผลงานไปสามารถใช้แปรงปัดได้เอง อยากให้ดอกไม้ลู่ไปในทิศทางแบบใดก็ปัดได้ตามใจชอบหรือถ้าติดตั้งผลงานไว้ในตำแหน่งที่มีลมธรรมชาติพัดผ่าน ภาพที่เห็นในแต่ละวันหรือแต่ละช่วงเวลาก็อาจไม่เหมือนเดิมผลงาน ‘ปฐมบทแห่งความอุดมสมบูรณ์ : ลำนำพฤกษา ขุนเขา และสายน้ำ’ริมผ้าที่ใช้สร้างสรรค์ผลงาน ปฐมบทแห่งความอุดมสมบูรณ์ฯในนิทรรศการThe Garden in Motion ยังมีผลงานน่าทึ่งอีกหลายชิ้นที่ศิลปินได้แรงบันดาลใจหลักจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว อาทิ ปฐมบทแห่งความอุดมสมบูรณ์ : ลำนำพฤกษา ขุนเขา และสายน้ำ (The Symphony of Abundance, 2026) ขนาด 105 x 325 เซนติเมตรศิลปินนำความทรงจำจากการไปเที่ยวดอยที่เชียงใหม่มาสร้างสรรค์ โดยใช้สีม่วงสื่อถึงดอกลาเวนเดอร์ และสีเหลืองสื่อถึงดอกทานตะวัน เพื่อจำลองภาพทุ่งดอกไม้หลากสีที่เบ่งบานอย่างทรงพลังท่ามกลางวงล้อมของขุนเขาอันสงบนิ่งและท้องฟ้าที่ทอประกาย •  ริมผ้าอุตสาหกรรม x ฝีมือชาวบ้านบางที ‘ความบังเอิญ’ ก็นำมาซึ่งผลงานใหม่ เช่น  ‘ศิลปะจัดวาง’ ในนิทรรศการนี้ที่เกิดจากการค้นพบเทคนิคใหม่โดยบังเอิญสำหรับเศษผ้าที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะนำมาใช้บนเฟรมผ้าใบ ศิลปินได้นำไปให้ชาวบ้านช่วยทอด้วยเทคนิคดั้งเดิมของชุมชน ทำให้เกิด “เอฟเฟกต์” ที่ไม่ได้ตั้งใจเอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญของกลุ่มช่างทอผ้าคือเมื่อชาวบ้านตัดเศษผ้าเพื่อให้พุ่งกระสวยได้ง่ายขึ้น จะเกิดริมผ้าที่ทิ้งตัวลงมาดูคล้ายกับ ดอกไม้ที่กำลังร่วงโรย หรือดูเป็น พวงมาลัย ก็ได้ เป็นรูปทรง (form) ใหม่ ที่ศิลปินนำมาต่อยอดเป็นงานศิลปะ โดยทำงานร่วมกับกลุ่มช่างทอในจังหวัดสุรินทร์ (บ้านเกิดของศิลปิน), ร้อยเอ็ด และ ขอนแก่นการใช้ทักษะฝีมือการทอผ้าของชาวบ้านผสมผสานกับการออกแบบและการจัดลำดับสีของศิลปิน เกิดเป็นชิ้นงานที่มีผู้สนใจซื้อไปเป็นของประดับตกแต่งสถานที่ ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการสร้างสรรค์ผลงานที่ได้มาตรฐานตามที่ต้องการThe Dawn of Living Remnants, 2026ผลงานศิลปะจัดวางอีกชิ้นคือการนำผลงานที่ศิลปินเคยได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศจากโครงการ RECO Young Designer การประกวดแฟชั่นดีไซน์อัพไซคลิ่ง ปี 2563 จัดโดยบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) เป็นการออกแบบชุดโอกูตูร์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลไม่น้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ผลงานที่ชนะคือชุดในคอลเลกชัน The Origin of Reverse ‘เปรม’ ใช้แนวคิดเรื่องบิ๊กแบง (Big Bang) หรือการระเบิดจากภายในเพื่อสื่อถึงการเกิดใหม่ โดยออกแบบให้มีรูปทรงเหมือนดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งศิลปินนำชุดที่ได้รับรางวัลดังกล่าวซึ่งเป็นชุดแนว Conceptual ใส่ไม่ได้จริงในชีวิตประจำวัน มาปรับเปลี่ยนวิธีการจัดวางใหม่ (Installation) โดยจับวัสดุตั้งขึ้นเพื่อให้ดูสวยงามและเข้ากับพื้นที่จัดแสดง จนบางครั้งผู้ชมอาจดูไม่ออกว่าเคยเป็นชุดมาก่อน เรียกผลงานนี้ว่า The Dawn of Living Remnants, 2026 •  ทุ่งดอกไม้ในจินตนาการเปรมเล่าถึงแนวคิดการนำเศษผ้า (ริมผ้า) ที่ถูกเก็บไว้ในโกดังเพื่อรอการรีไซเคิลมาใช้ประโยชน์ว่า เนื่องจากกระบวนการรีไซเคิลปกติต้องใช้ปริมาณมหาศาลจึงจะคุ้มทุน ซึ่งเป็นการร่วมงานกันกับโรงงานทอผ้าเจ้าของแบรนด์ One More Thing ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอที่ไม่เหมือนผ้าพิมพ์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แบรนด์ One More Thingผลงาน 'Mint Bloom Melody, 2026'การทำงานศิลปะลักษณะนี้ของเขาเริ่มจาก คัดแยกตามขนาด (สั้น-ยาว, เล็ก-ใหญ่) และ คัดแยกตามกลุ่มสี เพื่อประเมินว่ามีปริมาณวัสดุเพียงพอที่จะสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นหรือไม่"สิ่งที่เราทำคล้ายกับการ คัดแยกขยะ โดยนำริมผ้ามาจัดแบ่งเป็น กลุ่มโทนสีต่างๆ และแยกประเภทพิเศษไว้ต่างหาก เช่น กลุ่มที่มีความแวววาวหรือมีกากเพชรขั้นตอนสำคัญคือการตรวจสอบ สีแต่ละกลุ่มมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีวัสดุเพียงพอสำหรับสร้างสรรค์ผลงานในขนาดที่ต้องการ จากนั้นเป็นการ จับคู่สีกับจินตนาการ เราจะเปรียบเทียบวัสดุที่มีอยู่ในมือกับภาพในหัวว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ ก่อนตัดสินใจเลือกใช้" เปรม กล่าวด้วยว่าความท้าทายของงานศิลปะลักษณะนี้คือ ความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นเศษวัสดุเหลือทิ้ง จึงไม่สามารถสั่งซื้อเหมือนสั่งซื้อสีวาดภาพทั่วไปที่ต้องการเมื่อใดก็ซื้อเพิ่มได้เมื่อริมผ้าหมด ก็ต้องปรับเปลี่ยนและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ เช่น นำสีอื่นมาแทรก ยอมให้พื้นที่ของสีนั้นน้อยลงกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก ไปจนถึงสเก็ตช์ภาพขึ้นใหม่ในหัว •  จากริมผ้าสู่ผืนศิลป์ศิลปินมองว่าการนำ ริมผ้า ซึ่งเป็นเศษวัสดุหรือ “ขยะอุตสาหกรรมสิ่งทอ” มาทำเป็นงานศิลปะ ควรเป็นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากวัสดุเหล่านี้มักเป็นใยสังเคราะห์ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ มีอายุการใช้งานนานและย่อยสลายยาก “การนำมาทำเป็นงานศิลปะติดตั้งบนผนังจะช่วยให้วัสดุเหล่านี้มีชีวิตอยู่ต่อได้อีก 10-20 ปี แทนที่จะถูกทิ้งไว้ในกองขยะหรือรอการนำไปรีไซเคิลซึ่งต้องใช้ปริมาณมากและกระบวนการที่ซับซ้อน” เปรมกล่าวและว่า เหตุที่เขาเลือกถ่ายทอดผลงานเป็น ‘ภาพธรรมชาติ’ มีเหตุผลหลายประการ •  ความสอดคล้องของวัสดุ: เศษผ้าหรือ ‘ริมผ้า’ มีคุณสมบัติ 'เบาและพลิ้วไหว' จึงเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะนำมาถ่ายทอดเป็นสิ่งที่ดูเป็นธรรมชาติ เช่น เส้นด้ายที่เคลื่อนไหวได้เมื่อมีลมพัดจะให้ความรู้สึกเหมือนหญ้าที่เอนไหวตามลม •  เข้าใจง่ายและกระตุ้นจินตนาการ: ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไป 'เข้าใจได้ง่าย' ศิลปินจึงใช้ภาพธรรมชาติเป็นเหมือนพื้นที่ว่าง (Space) ให้ผู้ชมได้เติมเต็มจินตนาการของตนเองว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ทิวทัศน์ หรือสัตว์ป่า โดยไม่ได้กำหนดตายตัว •  สร้างพื้นที่แห่งความสุขและการพักผ่อน: ศิลปินต้องการให้งานศิลปะช่วย จรรโลงใจ และเป็นพื้นที่ให้ผู้ชมได้ 'พักผ่อนจากความเครียด' โดยการดึงเอาความทรงจำจากการไปท่องเที่ยวธรรมชาติมาสร้างเป็นผลงานเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้มองภาพเหล่านี้ในบ้าน •  ธรรมชาติคือจุดเริ่มต้น: ในมุมมองของศิลปิน 'ธรรมชาติคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง' การนำเสนอจุดเริ่มต้นที่สวยงามผ่านแสง สี กลิ่น และการเคลื่อนไหว จะช่วยให้คนที่พบเห็นรู้สึกมีความสุขเปรม บัวชุม กับผลงาน ‘ละอองความทรงจำ : มนต์สะกดแห่งมิโมซ่า’ และเครื่องหอมจากกลิ่นดอกไม้มิโมซ่าของปัญญ์ปุริ (ภาพ : ไอคอนสยาม)“ที่สำคัญ หากเราไม่ใส่ใจกับธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม อนาคตเราอาจเห็นธรรมชาติจากเศษผ้าก็เป็นได้” เปรมอยากฝากไว้ให้ช่วยกันคิดนิทรรศการ The Garden in Motion จัดแสดงวันนี้ถึง 30 เมษายน 2569 ตรวจสอบราคาภาพได้ที่จุดแสดงงานแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1228455

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ร่วมกับ เอลิส จัดกิจกรรม “SHARE HER MONTH” ภายใต้แนวคิด “Give to Gain: ให้เพื่อได้รับ” มุ่งสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของกลุ่มเปราะบางในชุมชนเขตบางรัก

22/04/2026

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางศรัณยา เทียนถาวร (ที่ 2 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล นางสาวชลิดา นครชัย (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และ นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ (ซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ พร้อมคณะผู้บริหาร จัดแคมเปญเพื่อสังคม “SHARE HER MONTH” ภายใต้แนวคิด “Give to Gain: ให้เพื่อได้รับ” เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives” ผ่านการขับเคลื่อนด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (ESG) และหลักการ DEIB ได้แก่ ความหลากหลาย (Diversity) ความเสมอภาค (Equity) การมีส่วนร่วม (Inclusion) และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) อย่างเป็นรูปธรรมภายในงานได้รับเกียรติจากนางสาวเพชรรุ้ง นิ่มนคร (กลาง)  ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตบางรัก และ นายสิทธิศักดิ์ รักษานุวงศ์ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท เอลิแอล อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด เข้าร่วม พร้อมจัดพิธีส่งมอบของบริจาคในแคมเปญ “SHARE HER MONTH” ซึ่งประกอบด้วยผ้าอนามัยและผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก แบรนด์เอลิส พันธมิตรคนสำคัญของเอไอเอ รวมถึงของบริจาคจากพนักงานเอไอเอ รวมกว่า 3,500 ชิ้น เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่พนักงานฝ่ายรักษาความสะอาดและกลุ่มเปราะบางในชุมชนเขตบางรักแคมเปญดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนสวัสดิการพื้นฐานแก่สตรีในชุมชนรอบข้างเอไอเอสำนักงานใหญ่ เขตบางรัก โดยแคมเปญนี้ริเริ่มและขับเคลื่อนโดยกลุ่มพนักงานจากเครือข่ายความหลากหลายภายในองค์กร (Diversity Network) ของเอไอเอ และได้รับความร่วมมือจากแบรนด์เอลิสในการร่วมบริจาคผลิตภัณฑ์สมทบกับยอดบริจาคจากพนักงานเอไอเอ สะท้อนการนำหลักการ DEIB มาปฏิบัติให้เกิดผลจริง ผ่านความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานท้องถิ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน ESG ของเอไอเอ ในการร่วมสร้างสังคมที่เท่าเทียมและโอบรับความแตกต่างหลากหลายอย่างยั่งยืน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การทำงาน

เจาะลึก 5 อาชีพดาวรุ่งยุค AI ครองเมือง ใครเริ่มก่อนได้เปรียบ พร้อมทักษะที่ตลาดต้องการ

17/04/2026

เจาะลึก 5 อาชีพดาวรุ่งยุค AI ครองเมือง ใครเริ่มก่อนได้เปรียบในขณะที่บางอาชีพอาจลดบทบาทลง แต่อีกด้านหนึ่ง "ช่องว่าง" ของตลาดแรงงานกลับขยายใหญ่ขึ้นสำหรับผู้ที่มีทักษะการทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ นี่คือ 5 งานที่ตลาดกำลังแย่งตัว1. Prompt Engineer (วิศวกรคำสั่ง)นี่คืออาชีพที่ร้อนแรงที่สุดในยุคนี้ หน้าที่หลักคือการเขียน "ชุดคำสั่ง" หรือ Prompt เพื่อให้ AI (เช่น Large Language Models) แสดงผลลัพธ์ออกมาได้ถูกต้อง แม่นยำ และทรงพลังที่สุด คนกลุ่มนี้ต้องมีความเข้าใจทั้งภาษาศาสตร์และตรรกะคอมพิวเตอร์ เพื่อเค้นศักยภาพสูงสุดของ AI ออกมา2. AI Ethicist & Compliance Officer (ผู้เชี่ยวชาญจริยธรรมและความปลอดภัย AI)ยิ่ง AI ฉลาดขึ้น ความเสี่ยงเรื่องลิขสิทธิ์ ความเป็นส่วนตัว และอคติของข้อมูลก็ยิ่งสูง อาชีพนี้มีหน้าที่ตรวจสอบว่า AI ที่องค์กรใช้นั้น "โปร่งใส" และ "ยุติธรรม" หรือไม่ ถือเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ทางกฎหมาย จริยธรรม และเทคโนโลยีควบคู่กัน3. AI Business Transformation Consultant (ที่ปรึกษาการปรับตัวธุรกิจด้วย AI)บริษัททั่วโลกกำลังต้องการ "ตัวกลาง" ที่จะบอกได้ว่า ควรเอา AI ตัวไหนมาช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มยอดขาย อาชีพนี้ต้องมองภาพรวมธุรกิจออก และรู้ว่าเครื่องมือ AI ตัวใด (เช่น Predictive Analytics หรือ Automation) จะเข้าไปแก้ปัญหาได้ตรงจุด4. Data Curator & Quality Controller (นักคัดกรองข้อมูลคุณภาพ)AI จะเก่งได้ต้องกิน "ข้อมูล" ที่ดี อาชีพนี้ไม่ได้แค่เก็บข้อมูล แต่ต้องทำหน้าที่คัดเลือก ตรวจสอบความถูกต้อง และจัดหมวดหมู่ข้อมูลคุณภาพสูงเพื่อนำไปสอน (Train) AI ให้มีความแม่นยำสูงขึ้น เปรียบเสมือน "เชฟ" ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศให้ AI ทานนั่นเอง5. AI-Enhanced Content Creator (นักสร้างสรรค์คอนเทนต์สาย Hybrid)หมดยุคการนั่งเขียนบทความหรือตัดต่อวิดีโอแบบเดิมๆ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุคใหม่ใช้ AI ช่วยหาไอเดีย ร่างสคริปต์ และสร้างภาพกราฟิกเพียงไม่กี่วินาที แล้วใช้ "รสนิยมมนุษย์" ในการคัดเกลาให้เข้าถึงใจผู้คน งานนี้ใครใช้ AI เก่งจะผลิตงานได้มากกว่าเดิม 10 เท่าในเวลาเท่าเดิมการก้าวเข้าสู่ 5 อาชีพนี้ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเรียนจบสายคอมพิวเตอร์เสมอไป แต่ต้องมีทักษะสำคัญคือ "ความกระหายที่จะเรียนรู้" (Growth Mindset) และการฝึกฝนใช้เครื่องมือใหม่ๆ อยู่เสมอ จำไว้ว่า AI คือ "ผู้ช่วย" ที่ทรงพลัง แต่ "ผู้ตัดสินใจ" และ "เจ้าของไอเดีย" ยังคงต้องเป็นมนุษย์อย่างเราแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2922358

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

คปภ. แนะ 10 เช็กลิสต์ ทำประกันชีวิตผ่านตัวแทน-เช็กก่อนซื้อ เข้าใจก่อนทำ ชำระถูกวิธี

17/04/2026

คปภ. แนะนำ 10 เช็กลิสต์ ให้ประชาชนซื้อประกันชีวิตอย่างรอบคอบ ตรวจสอบใบอนุญาตของตัวแทน ศึกษาและเข้าใจว่าการซื้อประกันชีวิตคือการบริหารความเสี่ยง ชำระเบี้ยประกันผ่านช่องทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ครบถ้วนต่อเนื่องสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แนะนำ 10 เช็กลิสต์ แก่ประชาชนที่ประสงค์จะซื้อประกันชีวิตผ่านตัวแทนประกันชีวิต ควรศึกษาข้อมูลและตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อให้การทำประกันภัยเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และได้รับความคุ้มครองตามสิทธิประโยชน์ที่กำหนดในกรมธรรม์อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง ดังนี้ข้อที่ 1 ทำความเข้าใจว่าการประกันชีวิตเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง: ผู้ซื้อควรเข้าใจว่าการซื้อประกันชีวิตเป็นการบริหารความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง มิใช่การฝากเงิน โดยผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตในฐานะผู้รับประกันภัย เพื่อรับความคุ้มครองต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตหรือสุขภาพทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง เช่น การเสียชีวิตหรือการบาดเจ็บ บริษัทประกันชีวิตมีหน้าที่จ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือผลประโยชน์ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เพื่อช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของผู้เอาประกันภัยหรือครอบครัวข้อที่ 2 ตรวจสอบใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิตก่อนตัดสินใจซื้อ: โดยสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ สำนักงาน คปภ. www.oic.or.th ช่องทาง LINE Official Account : @OICConnect หรือแอปพลิเคชั่น “คนกลาง For Sure” ทั้งนี้ หากผู้เสนอขายไม่มีใบอนุญาต หรือใบอนุญาตสิ้นอายุควรหยุดการเจรจา และในกรณีผู้เสนอขายมีใบอนุญาต ควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตว่ายังมีผลบังคับใช้ ณ วันที่เสนอขาย รวมถึงตรวจสอบสังกัดบริษัทให้ถูกต้องข้อที่ 3 กำหนดวัตถุประสงค์ก่อนเลือกซื้อประกันชีวิต: การประกันชีวิตมีหลายประเภท ผู้ซื้อควรกำหนดวัตถุประสงค์ของตนเองให้ชัดเจน เพื่อให้ตัวแทนประกันชีวิตสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการ ทั้งนี้ ผู้ซื้อควรเลือกแบบประกันชีวิตด้วยความสมัครใจ หากข้อเสนอไม่ตรงตามความต้องการ สามารถปฏิเสธ หรือเปลี่ยนตัวแทนประกันชีวิตเพื่อรับข้อเสนอใหม่ได้ข้อที่ 4 ประเมินความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัย: ผู้ซื้อควรประเมินความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัยตลอดระยะเวลาของสัญญา โดยวางแผนและประมาณการรายรับ-รายจ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน และสามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุสัญญาข้อที่ 5 ทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองก่อนตัดสินใจซื้อ: การประกันชีวิตมีหลายประเภท ตัวแทนประกันชีวิต มีหน้าที่อธิบายรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายอย่างชัดเจน ทั้งเงื่อนไขความคุ้มครอง ผลประโยชน์ และข้อยกเว้น รวมถึงเปรียบเทียบราคาและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในประเภทเดียวกัน เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมทั้งนี้ หากข้อเสนอไม่ตรงตามความต้องการ ผู้ซื้อสามารถปฏิเสธหรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กับตัวแทนรายอื่นได้ และเมื่อผู้ซื้อตัดสินใจทำประกันแล้ว ควรเก็บหลักฐานหรือเอกสารประกอบการเสนอขายไว้เป็นหลักฐานข้อที่ 6 กรอกข้อมูลในใบคำขอเอาประกันภัยให้ถูกต้องครบถ้วน: ผู้ซื้อควรกรอกข้อมูลในใบคำขอเอาประกันภัยด้วยตนเอง หรือหากมีผู้ช่วยกรอก ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนลงลายมือชื่อ โดยไม่ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง เนื่องจากการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงอาจเป็นเหตุให้บริษัทประกันชีวิตปฏิเสธการรับประกันภัยได้ และหากตรวจสอบภายหลังพบว่าข้อมูลไม่เป็นความจริง บริษัทอาจยกเลิกสัญญาและปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้เช่นกันข้อที่ 7 รับทราบสิทธิและระยะเวลาในการยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิต: ตัวแทนประกันชีวิตควรแจ้งสิทธิและระยะเวลาในการยกเลิกกรมธรรม์ให้ผู้ซื้อทราบ โดยผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ และในกรณีที่ซื้อผ่านช่องทางโทรศัพท์ สามารถใช้สิทธิยกเลิกได้ภายใน 30 วัน ทั้งนี้ ผู้ซื้อจะได้รับเบี้ยประกันภัยคืนหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าตรวจสุขภาพ (ถ้ามี) หากผู้ซื้อยกเลิกกรมธรรม์ภายหลังระยะเวลาดังกล่าว สามารถใช้สิทธิเวนคืนกรมธรรม์และได้รับมูลค่าเวนคืนตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตข้อที่ 8 ชำระเบี้ยประกันภัยผ่านบัญชีของบริษัทประกันชีวิตเท่านั้น: ผู้ซื้อควรชำระเบี้ยประกันภัยเข้าบัญชีของ บริษัทประกันชีวิตโดยตรง ไม่ควรโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของตัวแทนประกันชีวิต และเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการชำระเงิน และให้มั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างครบถ้วนและต่อเนื่องข้อที่ 9 รับทราบช่องทางการติดต่อและการเรียกร้องผลประโยชน์ตามกรมธรรม์: ตัวแทนประกันชีวิตควรแจ้งช่องทางการติดต่อบริษัท รวมถึงขั้นตอนการเรียกร้องผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้ผู้ซื้อทราบ เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุข้อที่ 10 ตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ประกันชีวิตเมื่อได้รับเอกสาร: เมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันชีวิตแล้ว ผู้ซื้อควรตรวจสอบรายละเอียดว่าถูกต้องและเป็นไปตามการเสนอขายจากตัวแทนประกันชีวิตหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามที่เสนอขาย สามารถใช้สิทธิยกเลิกได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ทั้งนี้ หากพบข้อสงสัยหรือข้อผิดพลาดเกี่ยวกับกรมธรรม์ควรติดต่อตัวแทนประกันชีวิตหรือบริษัทประกันชีวิตโดยเร็วแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1991205

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย

17/04/2026

ธณพร ตันติยานนท์ ผู้บริหารสยามพารากอน และ John จาก All About Art GalleryArt Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ร่วมกับ Mighty One × All About Art Gallery ประเทศสิงคโปร์ จัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “VISION” รวบรวมผลงานของ 15 ศิลปินร่วมสมัย จาก 10 ประเทศทั่วโลกไว้ด้วยกัน เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม มุมมอง และภาษาเชิงทัศนศิลป์ ผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดบทสนทนาทางศิลปะอันไร้ขอบเขต ที่เชื้อเชิญให้ผู้รักงานศิลป์ ร่วมสำรวจมุมมองของศิลปินจากต่างวัฒนธรรม วันนี้-28 เม.ย. 69รวบรวมผลงานของศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ ดูโอศิลปินระดับนานาชาติ พิชีอาโว จากสเปน ที่หลอมรวมความงามของศิลปะคลาสสิก เข้ากับพลังของสตรีทอาร์ตได้อย่างลงตัว, ดาเรีย โคโลโซวา ศิลปินหญิงจากรัสเซีย นำจิตรกรรมบนพื้นผิวทองแดง แรงบันดาลใจจากแสงเหนือ มาถ่ายทอดในรูปแบบของ VIP Pop Art ผสานกับความลุ่มลึกทางความหมาย และ เด็มสกี สายกราฟิตี้จากสเปน ถ่ายทอดผ่านโครงสร้างภาพเชิงทดลอง สู่ผลงานที่ท้าทายการรับรู้ของมนุษย์ ขณะที่ แวนซ์ ดีเอ็นเอ จากเซี่ยงไฮ้ สร้างเอกลักษณ์ผ่าน Transparent Style ที่รื้อสร้างภาพจำของวัฒนธรรมป๊อป ให้กลายเป็นมิติใหม่ทางสายตา และ เซลัม ลิม ศิลปินจากจีน ผู้มีลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์ ในการสำรวจเส้นแบบระหว่าง ประเพณี และความร่วมสมัย ผ่านมุมมองงที่เปิดกว้างลีโอ ชูเวสศิริพร จาก ไมตี้วัน เอเจนซีนอกจากนี้ ยังมีศิลปินที่น่าจับตามอง อย่าง เจฮาน ตัวแทนวัฒนธรรมขบถจากสิงคโปร์, ราฟาเอล สลิกส์ จากบราซิล ผู้เปลี่ยนอักษรเมืองสู่ภาษาทัศนศิลป์ระดับสูง, เซวา ศิลปินเกาหลีใต้ผู้ขยายขอบเขตของสเปรย์เพนต์สู่จักรวาลแห่งสีสัน ร่วมด้วยศิลปินนามธรรมร่วมสมัยชั้นครู อย่าง เควิน ดูยเยซ์ จากเบลเยี่ยม, โยมาร์ ออกุสโต ศิลปินบราซิล-อเมริกันผู้เชี่ยวชาญการออกแบบตัวอักษร, วินเซนต์ ลังการ์ด จากนอร์เวย์ ผู้ถ่ายทอดโลกไซเบอร์ ผ่านผืนผ้าใบ และ แกรี กาลยาโน จากสหรัฐอเมริกา ผู้ปลุกเร้าบรรยากาศ และอารมณ์อันยากจะนิยามผ่านรูปทรงและสีสันของศิลปะนามธรรม พร้อมกันนี้ยังนำเสนอผลงานของศิลปินไทยรุ่นใหม่ ที่ก้าวสู่ระดับสากล อย่าง ธัชชัย ช่างเสนาะ กับการตีความ สถาปัตยกรรม สู่รูปทรง นามธรรม, ไฟว์ ศิลปินแนว Retro-Futuristic ที่ดึงเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกมา สร้างสรรค์ใหม่ และพงศธร ทิพาเสถียร ศิลปินจาก Mighty One Agency ผู้ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของหัวใจมนุษย์ผ่านตัวละคร “ละมุน (Lamoon)”ศิลปิน FIVE จากไทย และ Gary Gagliano จากสหรัฐฯจริยดี สเป็นเซอร์ พาลูกหลานร่วมชมนิทรรศการธัชชัย ช่างเสนาะJahan Loh จากสิงคโปร์ขันเงิน เนื้อนวล ร่วมชมนิทรรศการแหล่งที่มาข่าวและต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000033482

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

เปิดพิกัดสายมู! ไหว้ “ศาลเจ้ากวนอู” คลองสาน ศาลเก่าแก่คู่ฝั่งธน ขอพรปัง การงาน–การเงิน

17/04/2026

ท่ามกลางย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในฝั่งธนบุรี มีสถานที่หนึ่งที่อบอวลไปด้วยแรงศรัทธาและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 3 ศตวรรษ นั่นคือ “ศาลเจ้ากวนอู” คลองสาน ศาลเจ้าจีนโบราณที่ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และยังเป็นที่ประดิษฐานองค์เทพกวนอูที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองหลวงอีกด้วย“ศาลเจ้ากวนอู” เป็นศาลเจ้าเทพกวนอูของกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยน ต่อมาได้รับการเคารพและดูแลรักษาโดยกลุ่มชาวจีนแต้จิ๋วจวบจนมาจนถึงปัจจุบัน ศาลแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน ถือว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯศาลเจ้ากวนอู คลองสาน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. 2279 โดยชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพเข้ามาค้าขายและตั้งรกรากในบริเวณนี้ ด้วยความศรัทธาในองค์ กวนอู วีรบุรุษผู้ซื่อสัตย์ กล้าหาญ และยึดมั่นในคุณธรรมจากวรรณกรรมจีนเรื่อง สามก๊กด้วยความเชื่อว่า “กวนอู” เป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และความมั่นคงในหน้าที่การงาน ผู้คนจึงนิยมมาขอพรในเรื่องธุรกิจ การค้าขาย การงาน รวมถึงการปกป้องคุ้มครองจากอุปสรรคต่างๆเมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณศาลเจ้า สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นธูปลอยอวลผสมกับบรรยากาศเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายของเมืองหลวงภายนอกอย่างสิ้นเชิง ตัวอาคารยังคงสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิม โดดเด่นด้วยหลังคากระเบื้องสีส้มอิฐ ประดับลวดลายมังกรและสิงโตตามความเชื่อแบบจีนภายในศาลมีเจ้าพ่อกวนอูประดิษฐานอยู่ด้วยกันถึง 3 องค์ โดยมีอายุและขนาดที่แตกต่างกันไป คือ องค์เล็ก องค์กลาง และองค์ใหญ่ องค์แรกเป็นองค์ที่เล็กที่สุดได้ถูกอัญเชิญเข้ามาในรัชสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ชิง ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ส่วนองค์ที่สองอัญเชิญมาในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และองค์ที่ 3 อัญเชิญเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อเดินออกมาด้านหน้าศาลเจ้าก็อย่าลืมขอพรกับรู้ปั้นม้ารับปีม้าทองที่ตั้งอยู่ด้านนอกเพื่อเป็นสิริมงคลกันด้วยที่อยู่ติดๆ กันกับศาลเจ้าก็คือโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ อาคารเก่าแก่ที่มีความงดงามเป็นอย่างมาก สร้างขึ้นในราวปลายสมัยรัชกาลที่ 2 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ อาคารหลังนี้เปลี่ยนเจ้าของและเปลี่ยนแปลงการใช้งานมาหลายครั้ง ก่อนที่นายทั่งไต้ซิงได้มาบุกเบิกกิจการใหม่คือการผลิตน้ำปลา จึงได้มาซื้ออาคารหลังนี้เพื่อประกอบกิจการ และตกเป็นมรดกของลูกหลานกว่า 280 ปีที่ผ่านมา ศาลเจ้ากวนอู คลองสาน ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ที่ต่างเดินทางมาขอพรและฝากความหวังไว้กับองค์เทพกวนอูแห่งนี้แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000035133

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมรณรงค์ความปลอดภัยการเดินทางและการส่งเสริมการประกันภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

10/04/2026

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก (ซ้ายสุด) ร่วมกิจกรรมการส่งเสริมการประกันภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์สุขกายใจ เดินทางปลอดภัย ให้ประกันภัยร่วมดูแล” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อสร้างการรับรู้ด้านความปลอดภัย และแสดงบทบาทเชิงรุกของภาคประกันภัยในการสร้างความอุ่นใจ ความเชื่อมั่น และความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง ส่งผลให้สังคมแข็งแรงและปลอดภัยในเทศกาลสงกรานต์ โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงาน คปภ. (กลาง) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค (ที่ 2 จากขวา) และนางสาววิไลรัตน์ แสงแก้ว ผู้ช่วยเลขาธิการ สายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมงาน ในโอกาสนี้ เอไอเอ ยังได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมด้วยการมอบกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้แคมเปญ “กรมธรรม์ประกันภัยสงกรานต์เบิกบานใจ (ไมโครอินชัวรันส์)” โดย เอไอเอ ประเทศไทย จับมือกับ เอ ไลฟ์ (ALive Powered by AIA) โดยบริษัท เอไอเอ เวลเนส จำกัด อีกทั้งยังเป็นการขานรับนโยบายของสำนักงาน คปภ. โดยมีระยะเวลาคุ้มครองนาน 30 วัน ด้วยวงเงินคุ้มครองชีวิตสูงถึง 100,000 บาทต่อกรมธรรม์ กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ พร้อมรับผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุด 5,000 บาท* เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีความคุ้มครองอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความอุ่นใจในการวางแผนเดินทาง สอดคล้องตามคำมั่นสัญญา ‘เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น Healthier, Longer, Better Lives’ ณ สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานครทั้งนี้ สำหรับประชาชนที่มีอายุระหว่าง 20 – 70 ปี* สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มฟรี เพียงไปที่เว็บไซต์ https://aiathailand.info/pask26fbo ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พฤษภาคม 2569*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เอไอเอ เวลเนส จำกัด กำหนด

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

หุ้น

อยากถือหุ้นยาว ๆ ต้องทำอย่างไร ไม่ให้ใจหวั่นไหวเมื่อตลาดผันผวน

09/04/2026

โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHTหลักการลงทุนที่สอนกัน คือ การลงทุนเป็นเรื่องระยะยาว การจะลงทุนในหุ้นสักบริษัทควรถือให้ยาวพอ ไม่ใช่เก็งกำไรระยะสั้น ๆ โดยเฉพาะหุ้นปันผลบริษัทใหญ่ที่งบการเงินแข็งแกร่ง ให้ผลตอบแทนดี และมีแนวโน้มว่าธุรกิจจะดีในระยะยาวแต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาของหลายคน โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ คือ ไม่สามารถทนถือหุ้นได้ยาว ๆ พอราคาผันผวนหรือไม่เป็นไปตามที่คิด ก็ขายออกไปก่อนจึงมีคำถามสำคัญที่น่าหาคำตอบว่า ถ้าอยากถือหุ้นได้ยาวจริง ๆ ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง ต้องฝึกจิตใจหรือปรับวิธีคิดอย่างไรต้องทำอย่างไรให้ถือหุ้นได้ยาววิบูลย์ พึงประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย แชร์ในวงเสวนา “SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน” หัวข้อ “พอร์ตแบบนี้... พี่ว่าไง” เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาว่า การที่จะถือหุ้นระยะยาวได้นั้น นักลงทุนต้องมี 3 ปัจจัยปัจจัยแรก คือ “การเข้าใจธุรกิจ”วิบูลย์บอกว่า นักลงทุนที่ถือหุ้นได้ไม่นานนั้นส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ลงทุน ตัดสินใจซื้อตามกระแสหรือลงทุนตามคำแนะนำ โดยไม่ได้เข้าใจพื้นฐานของธุรกิจอย่างแท้จริง ทั้งในแง่โมเดลธุรกิจ ทิศทางของบริษัท หรือแม้แต่บทบาทของผู้บริหารว่าจะพาองค์กรไปในทิศทางที่ควรจะเป็นหรือไม่ถัดมา คือ “การประเมินแนวโน้มธุรกิจ” ว่าธุรกิจนั้นยังเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่วิบูลย์ชี้ว่า นักลงทุนมักใช้ข้อมูลย้อนหลังเป็นหลักในการตัดสินใจ แต่การลงทุนคือการมองไปข้างหน้า ไม่ใช่มองย้อนอดีต เพราะผลประกอบการที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพสะท้อนว่า “เคยเป็นอย่างไร” แต่ไม่ได้บอกว่า “จะเป็นอย่างไรต่อไป” เขาเปรียบเทียบการลงทุนเหมือนการขับรถ ที่ต้องมองกระจกหน้า มากกว่ากระจกหลังนั่นหมายความว่า นักลงทุนต้องคอยติดตามและประเมินทิศทางอยู่เสมอ ทั้งการแข่งขันที่อาจรุนแรงขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม เพราะธุรกิจที่วันนี้ดูแข็งแกร่ง อาจเปลี่ยนไปได้เมื่อมีผู้เล่นใหม่เข้ามา จากที่เคยเป็นซูเปอร์สตาร์ก็อาจไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์ตลอดไป ยกตัวอย่างวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แม้จะเป็นกระแสมาแรง แต่ตอนนี้ก็มีการแข่งขันเข้มข้น เพราะมีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดจำนวนมากอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ “จิตใจของนักลงทุน” ว่าสามารถต้านทานความโลภและความกลัวของตนเองได้หรือไม่วิบูลย์มองว่า แก่นของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วมีเพียงสองอารมณ์ คือ “ความโลภ” เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และ “ความกลัว” เมื่อราคาปรับตัวลง ซึ่ง “เราต้องจัดการกับอารมณ์ความโลภและความกลัวของเราให้ได้ ถ้าเราจัดการได้ ตลาดหุ้นก็จะทำอะไรเราไม่ได้”หมายความว่า นักลงทุนต้องไม่ปล่อยให้อารมณ์อยากได้มากขึ้นเรื่อย ๆ มาครอบงำการตัดสินใจ เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อแรงขายทำกำไรเกิดขึ้นพร้อมกัน ราคาหุ้นก็อาจปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว และในทางกลับกัน เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง ก็ต้องไม่ปล่อยให้ความกลัวมาครอบงำการตัดสินใจ เพราะความผันผวนระยะสั้นอาจทำให้นักลงทุนขายออกไปในจังหวะที่ไม่เหมาะสมจัดการความกลัวอย่างไรการจัดการกับอารมณ์ความโลภและความกลัวของตัวเอง ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุดในสามปัจจัยที่วิบูลย์บอก ดังนั้น คำถามต่อมาคือ แล้วจะจัดการกับความกลัวอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นร่วงลงอย่างหนักคนที่ตอบคำถามนี้ได้ดี คือ นุช – วราพรรณ วงศ์สารคาม กรรมการและเลขานุการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ซึ่งได้รับคำชมจากนักลงทุนด้วยกันว่า เป็นคนที่จิตใจนิ่งสุด ๆ ไม่หวั่นแม้เกิดเซอร์กิตเบรกเกอร์วราพรรณเล่าในวงสนทนาเดียวกันว่า ตัวเธอเองสามารถจัดการกับความกลัวได้ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เข้ามาลงทุน เพราะหุ้นที่เลือกลงทุนเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) ซึ่งต้องเผชิญกับความผันผวนและปัจจัยแวดล้อมค่อนข้างมาก ซึ่งจังหวะที่เหมาะที่สุดในการเข้าซื้อมักเป็นช่วงที่ตลาดนองเลือด ดังนั้น เธอจึงเหมือนได้ฝึกจิตมาแล้วอย่างไรก็ตาม จิตใจที่แข็งแกร่งสามารถจัดการกับความกลัวได้ดีนี้เกิดขึ้นได้จากการที่เธอศึกษาข้อมูลมาอย่างละเอียดแล้วก่อนเข้ามาลงทุน หรือพูดอีกแบบคือ การเป็นคน ‘ใจนิ่ง’ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีฐานมาจากข้อมูลที่แน่นพอวราพรรณมองว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะถือหุ้นให้ได้ยาว ๆ คือ ต้องรู้ “ข้อมูลของบริษัท” ให้จริง ต้องมีข้อมูลที่มั่นใจได้ว่า บริษัทที่เลือกจะลงทุนนั้นเป็นบริษัทที่น่าจะฝากเงินของเราไปทำเงินต่อได้โดยไม่ต้องกังวลเท่าไรนักขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจอารมณ์ “ความโลภและความกลัว” ทั้งของตัวเองและของคนอื่นในตลาดวราพรรณบอกว่า ความโลภและความกลัวของคนอื่นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราสามารถทำความเข้าใจได้ว่า ถ้าคนจำนวนมากตัดสินใจเหมือนกันในเวลาเดียวกัน จะเกิดอะไรขึ้น เช่น ถ้าทุกคนแห่ขายพร้อมกัน หรือแห่ซื้อพร้อมกัน แล้วในจังหวะนั้นตัวเราควรจะตัดสินใจอย่างไร หากเข้าใจกลไกเหล่านี้ได้ ก็จะอยู่กับความผันผวนของตลาดได้เกณฑ์เลือกหุ้นลูกรักที่จะถือไปยาว ๆคำถามในขั้นตอนการมองหาหุ้น คือ หุ้นแบบไหนที่จะเป็น ‘ลูกรัก’ ที่ถือได้ยาวจริง และเกณฑ์ในการเลือกเป็นอย่างไร ควรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์หรือไม่วราพรรณเล่าว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพื้นฐาน คือ โมเดลธุรกิจ ผู้บริหาร และงบการเงิน โดยต้องพิจารณาอย่างลึก ไม่ใช่ดูเพียงผิวเผิน“ถ้าเราให้ความสำคัญกับงบการเงินส่วนบุคคลของตัวเอง เวลาเข้ามาลงทุน เราก็มักจะให้ความสำคัญกับงบการเงินของบริษัท เป็นไปไม่ได้ที่จะละเลย”สำหรับช่วงนี้ วราพรรณมีอีกเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกหุ้น คือ ‘หนี้’ เธอบอกว่า บริษัทที่มีหนี้น้อยจะได้เปรียบ เพราะยิ่งหนี้น้อย โอกาสในการอยู่รอดก็ยิ่งสูง และในทางตรงข้าม บริษัทที่มีหนี้มากจะขยับตัวลำบาก และมีสายป่านสั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น โอกาสอยู่รอดจะน้อยกว่าเธอเปิดเผยว่า บริษัทที่เธอเพิ่งเข้าลงทุนมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียง 0.10 ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งด้านการเงิน แม้ในวันที่ตลาดร่วงหนักหรือเกิดเซอร์กิตเบรกเกอร์ก็ยังแทบไม่ต้องกังวลเลยเมื่อเลือกหุ้นที่น่าไว้วางใจได้แล้ว ก็จัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ก็จะช่วยให้สามารถถือหุ้นยาวขึ้นได้อีกไม่มากก็น้อยการลงทุนในหุ้นไม่ได้เหมาะกับทุกคนอย่างไรก็ตาม วราพรรณมองว่า การลงทุนในหุ้นไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่เหมาะกับคนที่ตั้งใจศึกษาหาข้อมูลและพยายามทำความเข้าใจ ซึ่งหากเป็นคนที่ไม่อยากศึกษาอะไรเลย ก็ไม่เหมาะที่จะลงทุนในหุ้น อาจจะต้องลงทุนในกองทุนรวม หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงาน“การลงทุนเหมือนการลากเส้นต่อจุด จุดก็คือข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ต้องมีจุดก่อนจึงจะลากเส้นได้ ถ้าไม่หาข้อมูล ไม่ทำความเข้าใจ ก็ไม่มีทางจะลงทุนหุ้นได้”อีกด้านหนึ่ง วราพรรณบอกว่า การลงทุนต้องตั้งอยู่บน ‘เหตุผล’ นักลงทุนต้องเป็นคนมีเหตุผล เพราะการลงทุนคือการบริหารเงิน ดังนั้น เราต้องบริหารหนี้ด้วย เพราะหนี้เป็นสวนหนึ่งของการบริหารเงิน ดังนั้น หากคาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผล 10-25% ต่อปี แต่ยังต้องเสียดอกเบี้ยบัตรเครดิตในอัตรา 20-25% ก็ถือว่าไม่สมเหตุสมผลวราพรรณแชร์มุมมองชวนคิดต่อว่า การลงทุนควรเป็นส่วนหนึ่งในภาพใหญ่ของการวางแผนชีวิตเพื่อไปสู่การมีความมั่นคงในวันที่ไม่สามารถหารายได้ได้แล้ว ควรมองการลงทุนเป็นกลยุทธ์ในการทำเงิน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเสียเงินไปกับหนี้มากเกินไปแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ amarintvhttps://www.amarintv.com/spotlight/finance/540970

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

“สมบัติเพิ่มพูน แกลเลอรี่” ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ลดราคางานศิลปะ-เตรียมปรับพื้นที่อาคาร รับทิศทางใหม่วงการศิลป์

09/04/2026

กรุงเทพมหานคร - แกลเลอรีศิลปะเอกชนในย่านสุขุมวิทอย่าง “สมบัติเพิ่มพูน แกลเลอรี” (Sombat Permpoon Gallery) เดินหน้าปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ หลังเปิดให้บริการในวงการซื้อขายงานศิลปะมายาวนานกว่า 40 ปี โดยประกาศปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรี พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างการใช้พื้นที่อาคารในระยะถัดไปนางสาวสมบัติ วัฒนไทย ผู้บริหารแกลเลอรี เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา ได้มีการปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรีในอัตราประมาณ 50-70% ครอบคลุมผลงานในทุกชั้นของอาคารกรุงเทพมหานคร - แกลเลอรีศิลปะเอกชนในย่านสุขุมวิทอย่าง “สมบัติเพิ่มพูน แกลเลอรี” (Sombat Permpoon Gallery) เดินหน้าปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ หลังเปิดให้บริการในวงการซื้อขายงานศิลปะมายาวนานกว่า 40 ปี โดยประกาศปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรี พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างการใช้พื้นที่อาคารในระยะถัดไปนางสาวสมบัติ วัฒนไทย ผู้บริหารแกลเลอรี เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา ได้มีการปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรีในอัตราประมาณ 50-70% ครอบคลุมผลงานในทุกชั้นของอาคารขณะเดียวกัน ยังมีแผนเตรียมความพร้อมด้านการสืบทอดธุรกิจในระยะยาว โดยคาดว่าจะมีการส่งต่อการบริหารงานให้กับทายาทรุ่นต่อไป ได้แก่ นางสาวปนัดดา เลิศหัตถศิลป์ (เจ) เพื่อเข้ามารับช่วงดำเนินกิจการในอนาคตทั้งนี้ แกลเลอรีตั้งอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 1 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังคงเปิดให้เข้าชมผลงานศิลปะตามปกติภายใต้รูปแบบการดำเนินงานที่ปรับเปลี่ยนไป โดยการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปรับตัวของธุรกิจศิลปะไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันข้อมูลติดต่อบริษัท สมบัติเพิ่มพูน จำกัด (Sombat Permpoon Gallery)ที่อยู่: 12 สุขุมวิท ซอย 1 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110โทรศัพท์: 0-2254-6040-2มือถือ: 08-1866-1502เว็บไซต์: www.sombatpermpoongallery.comLine ID: @sombatgalleryอีเมล: info@sombatpermpoongallery.comแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000033807

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X