คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย สนับสนุนกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุแก่เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ร่วมโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ต่อเนื่องรุ่นที่ 7

26/10/2026

เอไอเอ ประเทศไทย โดย นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก เป็นตัวแทนรับโล่ที่ระลึกจาก พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และนายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ในพิธีเปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 47 พื้นที่ภาคกลาง ในโอกาสที่เอไอเอได้ร่วมสนับสนุนกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มแก่เยาวชนและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 1 เดือน ภายใต้โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 47 โดยเอไอเอ ประเทศไทย ได้มอบกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 7 จำนวน 470 กรมธรรม์ ประกอบด้วยเยาวชน 440 คน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 30 คน ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ และเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม รวมทั้งการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 9 จังหวัดภาคกลาง จำนวน 320 คน และพื้นที่จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 120 คนโดยความคุ้มครองอุบัติเหตุดังกล่าว จะช่วยให้เยาวชนและครอบครัวได้มีความอุ่นใจในขณะที่ต้องเดินทางมาทำกิจกรรมและใช้ชีวิตในพื้นที่ต่างภูมิลำเนา ซึ่งการมอบความคุ้มครองดังกล่าว ยังสอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่งยืน (ESG) ของเอไอเอ และความมุ่งมั่นที่ให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ โดยพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดังกล่าว จัดขึ้น ณ สโมสรทหารบก วิภาวดี เมื่อเร็ว ๆ นี้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

เศรษฐศาสตร์โลก

ทำไมยุโรปอาจเสี่ยง 'ถังแตก' 'สงคราม-รัฐสวัสดิการ' บีบการคลังอ่วม

22/10/2026

เจาะลึกปัญหาการคลังยุโรป 'สงคราม' บีบรัฐบาลเพิ่มรายจ่ายด้านกลาโหม และพลังงาน ซ้ำเติม 'ภาระบำนาญ' และ 'ดอกเบี้ยหนี้' Morgan Stanley เตือนประเทศส่วนใหญ่ในยูโรโซน อาจมีรายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3% ของจีดีพีภายในปี 2040 หากไม่มีการปรับนโยบาย ขณะที่ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน มีหนี้สาธารณะทะลุ 100% ของจีดีพีแล้วสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 และสงครามในตะวันออกกลางกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังของประเทศยุโรป หลังรัฐบาลภายใต้แรงกดดันขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ต้องเร่งเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมพร้อมรับมือกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น จนซ้ำเติมหลายประเทศที่มีภาระหนี้สาธารณะสูง และขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่ามกลางต้นทุนการกู้ยืมที่กำลังเพิ่มขึ้นนอกจากภาระจากสงครามแล้ว ยุโรปยังต้องเผชิญรายจ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะเงินบำนาญ และสาธารณสุข ทำให้รัฐบาลต้องหาทางรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มรายจ่ายที่จำเป็น การควบคุมหนี้ และการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจรายงานเชิงวิเคราะห์ของธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ระบุว่า ยุโรปกำลัง "ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการบริหารการคลัง" หลังจากตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคสามารถขยายโครงการสวัสดิการสังคมได้ ก็เพราะรายจ่ายด้านกลาโหม และต้นทุนการชำระหนี้ที่ลดลง ซึ่งช่วยชดเชยภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้แต่สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป เมื่อประชากรสูงวัยทำให้รายจ่ายด้านบำนาญเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยิ่งทำให้ต้นทุนการชำระหนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนด้านกลาโหมมากขึ้นอีกทาง จึงมีแต่รายจ่ายทางการคลังขนานใหญ่เต็มไปหมดMorgan Stanley Research คาดการณ์ว่าภายในช่วงทศวรรษข้างหน้า รัฐบาลทั่วยุโรปจะเผชิญความยากลำบากในการตัดสินใจด้านงบประมาณ โดยต้องหาทางสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการควบคุมไม่ให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น“การกู้ยืมไม่สามารถเป็นคำตอบเพียงอย่างเดียวได้ ตลาดจะตอบรับแผนการที่ช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แผนที่ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น” เยนส์ ไอเซนชมิดต์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยุโรปของ Morgan Stanley Research กล่าว  •  หนี้ท่วม-รายจ่ายพุ่ง กดดันการคลังยุโรปMorgan Stanley ระบุว่า ปัจจุบันรายจ่ายภาครัฐของประเทศยุโรปหลายแห่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพีอยู่แล้ว โดยรายจ่ายด้านสวัสดิการ และเงินโอนจากรัฐบาล ซึ่งครอบคลุมโครงการให้ความช่วยเหลือ และเงินอุดหนุนแก่ประชาชน และครอบครัว มีสัดส่วนเกือบ 50% ของรายจ่ายภาครัฐทั้งหมดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 4 แห่งของยูโรโซน มีถึง 3 ประเทศ ได้แก่ "ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน" ที่มีหนี้สาธารณะสูงกว่า 100% ของจีดีพีอยู่แล้วหากรัฐบาลไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย ผลกระทบจากประชากรสูงวัย การเพิ่มรายจ่ายด้านกลาโหม และต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้น อาจทำให้รายจ่ายภาครัฐของประเทศส่วนใหญ่ในยูโรโซนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3% ของจีดีพีภายในปี 2040บางประเทศอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่านั้น โดย "สเปน และโปรตุเกส" อาจมีรายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ของจีดีพี ขณะที่ออสเตรียจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดอยู่ที่ประมาณ 1.5%ส่วนนอกกลุ่มประเทศยูโรโซนนั้น "อังกฤษ" ก็เผชิญความท้าทายคล้ายกัน โดยคาดว่ารายจ่ายด้านบำนาญ และกลาโหม เมื่อเทียบกับจีดีพีจะเพิ่มขึ้น 1.4% ภายในปี 2040 ขณะที่ต้นทุนการชำระหนี้สูงกว่าระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 อยู่แล้ว“แม้แรงกดดันด้านรายจ่ายของแต่ละประเทศจะมีองค์ประกอบแตกต่างกัน แต่ทุกประเทศกำลังเผชิญแนวโน้มเดียวกันนั่นคือ จากเดิมที่รัฐบาลได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ และรายจ่ายกลาโหมที่ลดลง ปัจจัยเหล่านี้กำลังสวนทางกลายมาเป็นแรงกดดันทางการคลังแล้ว” ไอเซนชมิดต์ กล่าว   •  งบกลาโหมเพิ่มช่วยเศรษฐกิจได้แค่ไหน?ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ที่เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรยุโรปต้องเพิ่มรายจ่ายด้านกลาโหม และรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น ประกอบกับภัยคุกคามจากรัสเซีย ทำให้ในการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อเดือนมิ.ย.2025 ประเทศสมาชิกมีมติ เพิ่มเป้าหมายรายจ่ายด้านกลาโหม และความมั่นคงจากเดิม 2% เป็น 5% ของจีดีพีภายในปี 2035 การเพิ่มขึ้นนี้แบ่งเป็นรายจ่ายด้านกลาโหมหลักอย่างน้อย 3.5% ของจีดีพี และรายจ่ายด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องอีกไม่เกิน 1.5% เช่น การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมก่อนหน้าการประชุมดังกล่าว Goldman Sachs Research เคยเผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มรายจ่ายด้านกลาโหมของยุโรป โดยประเมินว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) จะทยอยเพิ่มรายจ่ายด้านกลาโหมอีกราว 8 หมื่นล้านยูโรต่อปีภายในปี 2027 หรือคิดเป็นประมาณ 0.5% ของจีดีพีภายใต้ประมาณการดังกล่าว รายจ่ายกลาโหมของยูโรโซนจะเพิ่มจาก 1.8% ของจีดีพีในปี 2024 เป็น 2.4% ในปี 2027 อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ประเมินว่า รายจ่ายกลาโหมที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มจำนวน โดยเงินที่ใช้จ่ายเพิ่มเติมทุก 100 ยูโร จะช่วยเพิ่มจีดีพีประมาณ 50 ยูโรภายในสองปี ทั้งนี้ ผลกระทบขึ้นอยู่กับประเภทของรายจ่าย และสัดส่วนการจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศGoldman Sachs ยังชี้ว่า การเพิ่มงบกลาโหมจำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุนรองรับ ซึ่งอาจมาจากการก่อหนี้เพิ่มเติมของรัฐบาลแต่ละประเทศ การกู้ยืมในระดับอียู หรือการจัดตั้งกลไกสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงินยุโรป แต่การก่อหนี้ในระดับประเทศมีข้อจำกัดจากกฎการคลังของอียู ขณะที่การกู้ยืมร่วมกันอาจช่วยให้ระดมทุนระยะยาวในต้นทุนต่ำลง แต่ต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติที่ซับซ้อนบทวิเคราะห์ดังกล่าวยังระบุว่า หากยุโรปสามารถเพิ่มการจัดซื้อจากผู้ผลิตภายในภูมิภาค พัฒนายุทโธปกรณ์ให้ใช้งานร่วมกันได้ และขยายการวิจัย และพัฒนา ก็อาจช่วยเพิ่มประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากรายจ่ายด้านกลาโหมในระยะยาว  •  ลดรายจ่ายยังไม่พอ ต้องรื้อจัดสรรงบใหม่สำหรับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป Morgan Stanley มองว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การลดรายจ่ายภาครัฐโดยรวมมากเท่ากับการจัดสรรงบประมาณใหม่ ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่หนักเป็นทุนเดิมอยู่แล้วรายจ่ายด้าน "บำนาญ สาธารณสุข กลาโหม ความปลอดภัยสาธารณะ และดอกเบี้ยหนี้" ล้วนเป็นรายจ่ายที่ลดได้ยาก และในหลายกรณียังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง“การปรับลดรายจ่ายโดยตรงในวงกว้างเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แนวทางที่เป็นไปได้มากกว่าคือ การชะลออัตราการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายบางประเภท เพื่อให้สัดส่วนรายจ่ายเหล่านั้นต่อจีดีพีค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป” ไอเซนชมิดต์ กล่าวMorgan Stanley มองว่า รัฐบาลสามารถใช้มาตรการหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ การค่อยๆ ชะลอการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายบางประเภท โดยจำกัดการปรับเพิ่มไม่ให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และการรักษางบลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมกลาโหมของยุโรป ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจากผู้ผลิตภายในภูมิภาค รวมถึงปฏิรูประบบการออมเพื่อการเกษียณ เพื่อส่งเสริมให้ครัวเรือนลงทุนมากขึ้น และช่วยพัฒนาตลาดทุนภายในประเทศ ไปจนถึงการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาวแม้การ "ขึ้นภาษี" อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหาในบางประเทศ แต่ Morgan Stanley ไม่ได้คาดว่าการเพิ่มภาษีจะเป็นทางออกที่ใช้ได้กับทุกประเทศ เนื่องจากแต่ละประเทศมีภาระภาษีเดิม และข้อจำกัดทางการเมืองแตกต่างกัน แนวทางเพิ่มรายได้ของรัฐบาลจึงมีแนวโน้มแตกต่างกันไปด้วย  •  เศรษฐกิจโต 2% อาจช่วยลดแรงกดดันการคลัง"การเติบโตทางเศรษฐกิจ" นับเป็นพื้นฐานสำคัญของการแก้ปัญหาการคลังยุโรป เพราะยิ่งจีดีพีขยายตัวได้มากเท่าใด รัฐบาลก็ยิ่งสามารถปรับรายจ่ายให้เข้าสู่สมดุลได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกระทบการจ้างงาน การลงทุน หรือมาตรฐานการครองชีพของประชาชนตามประมาณการของ Morgan Stanley หากจีดีพีที่แท้จริงเติบโตปีละ 1% และรัฐบาลตรึงวงเงินรายจ่ายกลุ่มหนึ่งซึ่งมีขนาดเท่ากับ 25% ของจีดีพีไว้เท่าเดิม จะช่วยเพิ่มพื้นที่ทางการคลังได้ประมาณ 0.25% ของจีดีพีต่อปีเมื่อสะสมไปจนถึงปี 2030 รัฐบาลจะมีพื้นที่ทางการคลังเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2% ของจีดีพี หรือคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของการปรับปรุงดุลการคลังขั้นต้น (Primary Balance) ที่จำเป็นภายใต้กฎการคลังของอียูแต่หากจีดีพีที่แท้จริงเติบโตได้ปีละ 2% พื้นที่ทางการคลังที่เพิ่มขึ้นสะสมจนถึงปี 2030 อาจสูงถึงเกือบ 2.3% ของจีดีพี ซึ่งอาจเพียงพอให้รัฐบาลปรับฐานะการคลังได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีหรือลดรายจ่าย  •  IMF ชี้ยุโรปต้องเร่งโต หรือก่อหนี้ให้น้อยลงล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่า ประเทศในยุโรปจำเป็นต้องเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือลดการก่อหนี้ เพื่อรักษาความยั่งยืนของหนี้สาธารณะ โดยคาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวได้เพียงแค่ 1.1% ในปี 2026 และ 1.2% ในปี 2027IMF ประเมินว่าประเทศในยุโรปราว "สามในสี่" จำเป็นต้องดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มการเติบโต และลดแรงกดดันด้านรายจ่าย ควบคู่กับการปรับลดการขาดดุลงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 3.5% ของจีดีพีในระยะกลาง เพื่อรักษาความยั่งยืนของหนี้สาธารณะ  •  ปัญหาการคลังยุโรปน่ากลัวกว่าสหรัฐก่อนหน้านี้ จอน เกรย์ ประธานบริษัท Blackstone Inc. เตือนว่า แรงกดดันด้านการคลังในฝรั่งเศส อังกฤษ และประเทศอื่นๆ ในยุโรป กำลังเป็นความเสี่ยงที่เร่งด่วนกว่าสหรัฐ เพราะสหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อเทียบกับยุโรป ซึ่งประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่ามาก ขณะเดียวกันก็มีการขาดดุลงบประมาณในระดับสูงมากเช่นกันเกรย์มองว่าประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจกำลังเผชิญความยากลำบาก เพราะปัญหาหนี้ยิ่งซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย และทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจเรื่องยากๆ ทั้งการเก็บภาษี และการจัดสวัสดิการสังคมประธาน Blackstone ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ทางเลือกรายใหญ่ของโลกกล่าวว่า วิกฤติการคลังมักจะได้รับการแก้ไขก็ต่อเมื่อรัฐบาล "ถูกแรงกดดันจากตลาด" บังคับให้ต้องดำเนินการ โดยยกตัวอย่างการปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซเมื่อกว่าทศวรรษก่อน“ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความจริงบางอย่าง” เกรย์กล่าว“ผู้คนเริ่มมองเห็นว่าประเทศเหล่านี้กำลังขาดดุลงบประมาณในระดับที่สูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามศักยภาพเป็นอย่างมาก และนั่นทำให้เกิดความกังวล เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้นอีก”ที่มา: Morgan Stanley, Goldman Sachs, Bloombergพิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1257313

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย มอบเงินบริจาคสนับสนุนโครงการ "ชุมชนพิทักษ์ป่า" (Forest Guardians)

22/10/2026

เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมงาน "พลิกวิกฤตฝุ่น ด้วยนวัตกรรมพลังชุมชนและประกันภัย สู่ลมหายใจที่ยั่งยืน” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกับภายใต้แนวคิด “Be a part of SOLUTION…Not POLLUTION ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาไม่ใช่สร้างมลภาวะ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนส่งเสริมการตระหนักรู้ด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ ประจำปี 2569ภายในงานมี นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก เอไอเอ ประเทศไทย เป็นตัวแทนร่วมบริจาคเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่โครงการชุมชนพิทักษ์ป่า (Forest Guardians) เพื่อการป้องกันไฟป่าและลดปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยมีนายสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เพื่อโครงการเทใจ และผู้จัดการโครงการชุมชนพิทักษ์ป่า (Forest Guardians) เป็นผู้รับมอบ โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ “กิจกรรมส่งเสริมการลดฝุ่น PM2.5 ของสำนักงาน คปภ.” เพื่อบูรณาการความร่วมมือร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ และมุ่งส่งเสริมการใช้กลไกประกันภัยเป็นเครื่องมือบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยสอดรับกับแนวทาง Saraburi Sandbox ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และชุมชนเพื่อจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ ทั้งการลดมลพิษจากต้นทาง การป้องกันความเสี่ยงจากไฟป่า และการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาตินอกจากนี้ เอไอเอ ยังมอบเครื่องชั่งสปริงจำนวน 10 เครื่องให้แก่ตัวแทนผู้ประกอบการตลาดหัวปลี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับเกียรติจาก นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย  ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่งยืน (ESG) มิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ที่พร้อมสนับสนุนให้ผู้คนและชุมชนได้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’ ซึ่งกิจกรรมจัดขึ้น ณ ตลาดหัวปลี อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

การกลับมาของช้างเผือก โดย สุธี คุณาวิชยานนท์ ที่ Dib Bangkok

20/10/2026

  •  พบกับผลงานประติมากรรมช้างเผือกในตำนานของ สุธี คุณาวิชยานนท์ ที่กลับมาให้ผู้ชมร่วมกันบริจาคลมหายใจเพื่อให้งานชิ้นนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง  •  ในชีวิต ชีวา (Giving Life) นิทรรศการลำดับที่ 2 ของ ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) เปิดให้ชมแล้ววันนี้ถึง 3 พฤษภาคม 2570กลับมาใหม่ในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า แต่ดูเหมือนว่าปัญหาที่คนไทยกำลังประสบในวันนี้จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นย้อนไปทำความรู้จักกับที่มาของ “ช้างเผือก” ประติมากรรมซิลิโคนขนาดเท่าจริงที่เชิญชวนให้ผู้ชมมีส่วนร่วมด้วยการบริจาคลมหายใจ กับ สุธี คุณาวิชยานนท์ ศิลปินและอาจารย์คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร เจ้าของผลงานและพบกับช้างเผือก ปี 2569 ในนิทรรศการล่าชุดของดิบ บางกอก ที่มีชื่อว่า ชีวิต ชีวา (Giving Life) กันค่ะผู้ชมร่วมบริจาคลมหายใจให้ “ช้างเผือก” ที่ ดิบ บางกอกสุธี เล่าให้ฟังว่า “ก่อนที่จะเป็นช้าง ผมทำเป็นรูปเสือมาก่อน ต้องถอยกลับไปในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ซึ่งก่อนหน้านั้นประเทศไทยประกาศว่าจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย จึงนำเสือมาเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการเสื่อมถอยของเศรษฐกิจ คนดูต้องมาช่วยกันเป่าลมเข้าไปเพื่อให้เสือผงาดขึ้นมาอีกครั้งจากเสือต่อด้วยควาย ช่วงนั้นผมจำได้ว่าควายกำลังจะสูญพันธุ์ ชาวนาหันมาใช้เครื่องจักรแทนควาย จึงนำควายเป่าลมมาใช้ในการสื่อสาร ต่อมาในปี 2542 ผมทำเป็นรูปช้างเป็นการอุปมาอุปไมยถึงคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์ของความเก่าแก่ ดั้งเดิม ที่เชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจด้วยประเทศไทยมีปัญหามากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ที่อยู่ในสภาวะเสื่อมถอย ถ้าเรานำช้างเผือกมาเป็นสัญลักษณ์น่าจะสื่อสารได้ง่าย การที่เราช่วยบริจาคลมหายใจก็เหมือนเป็นการช่วยต่อลมหายใจ เป็นการสื่อความหมายถึงความร่วมมือร่วมใจกัน” ศิลปินกล่าวถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานช้างเผือก ,2542 เมื่อครั้งจัดแสดงที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระภาพ : สุธี คุณาวิชยานนท์ช้างเผือกซิลิโคนตัวที่พับใส่กระเป๋าเดินทางไปจัดแสดงในต่างประเทศภาพ : สุธี คุณาวิชยานนท์จากประติมากรรมเสือ ควาย มาถึงช้างตัวแรกในปี 2541 ทุกชิ้นมีขนาดเท่าจริง โดยในช่วงแรกทำมาจากยางพารา จนมาถึงช้างตัวที่สองที่ทำขึ้นในปี 2542 เปลี่ยนมาใช้ซิลิโคนแทน โดยสามารถนำลมออกแล้วพับใส่กระเป๋าเดินทางไปพร้อมกับศิลปินเพื่อเชิญชวนให้ผู้ชมมาร่วมกันบริจาคลมหายใจในหลายประเทศ“พอมาปีนี้ทางดิบ บางกอก สนใจผลงานให้นำมาจัดแสดงเลยรีเมกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง นอกจากตื่นเต้นแล้วผมยังมีความสุขที่ได้รวบรวมทีมงานเก่าที่เคยช่วยกันทำงานมาตั้งแต่เสือมาจนถึงช้าง ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสำคัญ คือ กิตติชัย วีรวิชา และ วงศธร โหยก้า ตอนนี้เป็นประติมากรที่มีฝีมือพัฒนาไปไกลมากแล้วมาร่วมงานกันอีกครั้ง”ช้างเผือก พ.ศ.2569ศิลปินกล่าวถึง ช้างเผือก พ.ศ.2569 นี้ว่าเป็นเวอร์ชันที่สมบูรณ์แบบมากไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญของทีมงานรวมไปถึงเทคนิคการสร้างสรรค์ตลอดจนวัสดุที่นำมาใช้ ทำให้รูปทรงตลอดจนผิวหนังของช้างมีความสมจริงมากหากสิ่งที่ ช้างเผือก ยังต้องการจากผู้ชมไม่เปลี่ยน คือ ลมหายใจที่จะช่วยกันทำให้ช้างที่นอนอ่อนแรงได้กลับมาพองฟูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยทางศิลปินได้เตรียมหลอดสำหรับเป่าใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเพื่อสุขอนามัยเอาไว้พร้อมวันเวลาผ่านไป 27 ปีนับจากระยะห่างจากช้างตัวที่สองมาถึงตัวล่าสุด ดูเหมือนว่าเรายังประสบกับสภาวะเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมชนิดไม่มีเวลาพัก เช่นเดียวกับการบริจาคลมหายใจให้กับช้างเผือกที่ยุบหนอพองหนอสลับกันไปตัวอย่างผิวหนังช้างซิลิโคนที่ดูคล้ายของจริงไปบริจาคลมหายใจให้ช้างเผือก ผลงานในตำนานของ สุธี คุณาวิชยานนท์ ได้ที่นิทรรศการ ชีวิต ชีวา (Giving Life) จัดแสดงที่ ดิบ บางกอก ระหว่างวันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570เวลาทำการ  วันพฤหัสบดี–วันจันทร์ เวลา 10:00-19:00 น. (ปิดวันอังคารและวันพุธ)บัตรเข้าชม  บัตรทั่วไป 700 บาท 550 บาทสำหรับคนไทย บัตรนักศึกษา 250 บาท บัตรนักเรียน 150 บาท สามารถสำรองบัตรเข้าชมได้ล่วงหน้าทางเว็บไซต์  www.dibbangkok.orgแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1254844

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

น้ำมันพุ่งฉุดไม่อยู่! ผู้เชี่ยวชาญกาง 5 เคล็ดลับ "จองตั๋วเครื่องบิน" ให้ได้ราคาถูกที่สุด

20/10/2026

น้ำมันแพงฉุดไม่อยู่! ผู้เชี่ยวชาญกาง 5 เคล็ดลับจองตั๋วเครื่องบินให้ประหยัด เตือนอย่ารอจนสงครามจบสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้สายการบินต่างๆ จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสารและค่าธรรมเนียมน้ำมัน สำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปต่างประเทศในช่วงนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวได้สรุป 5 คำแนะนำในการจองตั๋วให้คุ้มค่าที่สุด1. จองให้เร็วที่สุดและเลือกตั๋วที่มีความยืดหยุ่นเฮนรี ฮาร์ตเวลด์ต ประธานกลุ่มวิจัย Atmosphere Research Group ระบุว่าผู้โดยสารไม่ควรชะลอการจองเพื่อรอให้สงครามสงบ เพราะแม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่การผลิตและกระจายน้ำมันต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติ ดังนั้นหากตั๋วอยู่ในราคาที่รับได้ควรตัดสินใจทันทีอย่างไรก็ตาม เขาเตือนให้หลีกเลี่ยงตั๋วประเภท "Basic Economy" ที่แม้จะราคาถูกแต่ขาดความยืดหยุ่นในการคืนเงินหรือเปลี่ยนเที่ยวบิน การเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยเพื่อเลือกตั๋วชั้นประหยัดมาตรฐาน (Standard Economy) หรือตั๋วที่คืนเงินได้ (Refundable) จะช่วยให้คุณสามารถยกเลิกและจองใหม่ได้หากราคาตั๋วในอนาคตมีการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ2. ปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางให้ยืดหยุ่นหากไม่มีข้อจำกัดเรื่องวันที่และจุดหมายปลายทางที่แน่นอน คุณจะสามารถประหยัดเงินได้มหาศาล การเลื่อนวันเดินทางไป-กลับเพียง 1-2 วัน หรือเลือกเดินทางในวันธรรมดาแทนวันหยุดยาวจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก นอกจากนี้ การเลือกบินลงในเมืองที่มีค่าตั๋วถูกกว่าแล้วเดินทางต่อด้วยรถไฟหรือสายการบินราคาประหยัด (Low-cost) ไปยังจุดหมายหลัก ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด3. สัมภาระยิ่งน้อย ยิ่งประหยัดปัจจุบันสายการบินหลักหลายแห่งเริ่มปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสัมภาระเช็คอิน การเดินทางด้วยสัมภาระติดตัว (Carry-on) จึงเป็นวิธีเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ดีที่สุด แต่หากจำเป็นต้องโหลดกระเป๋า แนะนำให้ชำระค่าธรรมเนียมล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ เพราะการไปชำระที่เคาน์เตอร์เช็คอินในวันเดินทาง โดยเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนบิน มักจะมีราคาแพงที่สุด4. ใช้แต้มหรือไมล์สะสมแลกตั๋วอดัม มอร์วิทซ์ (Adam Morvitz) ซีอีโอของ points.me เปิดเผยว่าแม้ราคาตั๋วเครื่องบินจะพุ่งสูงขึ้น แต่คะแนนสะสมหรือไมล์ที่ใช้แลกตั๋วในหลายเส้นทางกลับไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตาม เนื่องจากสายการบินต้องการให้มีผู้โดยสารเต็มลำ การแลกไมล์จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการจ่ายเงินสดในช่วงที่น้ำมันแพง นอกจากนี้ การโอนคะแนนจากบัตรเครดิตไปยังโปรแกรมสะสมไมล์ของสายการบินโดยตรง มักจะให้ความคุ้มค่ามากกว่าการจองผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร5. ใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์บัตรเครดิตใบใหม่หากคุณกำลังวางแผนเดินทางครั้งใหญ่ การสมัครบัตรเครดิตสำหรับการท่องเที่ยวใบใหม่ที่มีโปรโมชั่นแรกเข้า (Welcome Gift) อาจเป็นทางเลือกที่ดี คะแนนโบนัสจากการใช้จ่ายตามเงื่อนไขในช่วงแรกมักจะเพียงพอสำหรับการแลกตั๋วเครื่องบินฟรีหนึ่งที่นั่ง ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระจากราคาตั๋วที่ปรับตัวสูงขึ้นได้เป็นอย่างดีแหล่งอ้างอิง1. ETtodayแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1453870/

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย สานต่อแรงบันดาลใจผ่าน “AIA Thailand SPURS Football Clinic 2026” เปิดโอกาสเยาวชนก้าวสู่ AIA-SPURS Elite Player Camp 2026

20/10/2026

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารสิทธิพิเศษและกิจกรรมลูกค้า ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ ผ่านกิจกรรม AIA Thailand SPURS Football Clinic 2026 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ สนามฟิวเจอร์ อารีน่า รังสิต ซึ่งมอบประสบการณ์การเรียนรู้ด้านกีฬาฟุตบอลจากโค้ชผู้เชี่ยวชาญของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ประเทศอังกฤษ ให้แก่เยาวชนกว่า 300 คน พร้อมปลูกฝังคุณค่าของวินัย ความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคตกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Heal U Wellness Clinic พาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพของเอไอเอ เพรสทีจ คลับที่ร่วมเติมเต็มประสบการณ์ภายในงานด้วยการดูแลสุขภาวะและความพร้อมทางร่างกายของเยาวชนและผู้ปกครองอย่างใส่ใจตลอดกิจกรรมจากการประเมินศักยภาพโดยทีมผู้ฝึกสอนสเปอร์ส เยาวชนที่มีผลงานโดดเด่นได้รับโอกาสก้าวสู่ AIA-SPURS Elite Player Camp 2026 ค่ายพัฒนาทักษะฟุตบอลระดับเข้มข้นตามแนวทาง SPURS Way ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 8-13 พฤศจิกายน 2569 โดยในปีนี้มีเยาวชน 24 คนที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์การฝึกซ้อมในสภาพแวดล้อมระดับมืออาชีพที่ออกแบบมาเพื่อดึงศักยภาพของนักกีฬาเยาวชนออกมาได้อย่างเต็มที่เอไอเอ ประเทศไทย ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมทั้งทักษะด้านกีฬา คุณลักษณะความเป็นผู้นำ และการเติบโตอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับพันธกิจ "Healthier, Longer, Better Lives" ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยความมั่นใจและศักยภาพที่แข็งแกร่ง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จผู้ชนะเลิศระดับประเทศ โครงการสุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี แก่โรงเรียนบ้านจันทัย จ.อุบลราชธานี ต้นแบบการพัฒนาสุขภาวะเด็กและเยาวชน สู่สังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

14/10/2026

เอไอเอ ประเทศไทย จัดพิธีมอบรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ระดับประถมศึกษา โครงการสุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี AIA Healthiest Schools ปีที่ 4 มูลค่า 350,000 บาท ให้แก่ โรงเรียนบ้านจันทัย จังหวัดอุบลราชธานี นำโดย นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เอไอเอ ประเทศไทย โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายภัทรนันท์ บุญมานัด นายอำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน พร้อมคณะผู้บริหาร ครู นักเรียน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่เข้าร่วมแสดงความยินดีกับโรงเรียนนางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เด็กทุกคนล้วนมีศักยภาพที่จะเติบโตและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคม หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม เอไอเอจึงเชื่อว่าการลงทุนที่มีคุณค่าที่สุด คือการลงทุนในสุขภาวะและการพัฒนาของเด็กและเยาวชน ความสำเร็จของโรงเรียนบ้านจันทัยแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จริง เมื่อโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับเด็กไทย ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของเอไอเอในการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นตามคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Lives”นายภัทรนันท์ บุญมานัด นายอำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า “ในนามของพี่น้องชาวอำเภอศรีเมืองใหม่และจังหวัดอุบลราชธานี ผมรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่โรงเรียนบ้านจันทัยได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศจากโครงการสุดยอดโรงเรียนสุขภาพดีปีที่ 4 ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความทุ่มเทของผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงพลังของความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีอย่างรอบด้าน”“ผมเชื่อว่าความสำเร็จของโรงเรียนบ้านจันทัยจะเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจสำคัญให้โรงเรียนทั่วประเทศลุกขึ้นมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะให้กับเด็กและเยาวชนมากยิ่งขึ้น เพราะเด็กในวันนี้คือกำลังสำคัญของประเทศในวันข้างหน้า การปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเรียนจึงนับเป็นการลงทุนที่ทรงคุณค่าที่สุด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งโอกาส ที่เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป”โดยโรงเรียนบ้านจันทัยได้พัฒนาโครงการ “Move More, Learn More” เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสิ่งแวดล้อม ผ่านการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ส่งผลให้นักเรียนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น มีความสุขในการเรียนรู้ กล้าแสดงออก โดยเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมจากครู ผู้ปกครอง และชุมชน จนก้าวสู่การเป็นต้นแบบโรงเรียนสุขภาวะที่พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนได้อย่างแท้จริงสำหรับโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วม โครงการสุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี AIA Healthiest Schools ปีที่ 5 สามารถลงทะเบียนและดาวน์โหลดสื่อการเรียนการสอนได้ทางเว็บไซต์ https://ahs.aia.com/th/th/ หรือสแกน QR Code  ด้านล่าง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสุขภาวะที่ดีและยั่งยืนให้แก่เด็กและเยาวชนไทยต่อไปในอนาคต พร้อมทั้งมีสิทธิร่วมชิงรางวัล มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท ทั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาค

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

21/3 EXTRA UNIVERSE เมื่อ 'สิ่งที่เกิน' อาจเป็นสิ่งที่โลกกำลังขาด

09/10/2026

21/3 EXTRA UNIVERSE ชวนสำรวจจักรวาลของ 50 ศิลปิน Extra Chromosome ผ่านสี เส้น จุด และจินตนาการที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบใดเมื่อปีที่ผ่านมา สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และ 21/3 STUDIO สตูดิโอศิลปะสำหรับผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญาแห่งแรกของไทย จัดนิทรรศการ JUST LET ME BE ที่ MOCA Bangkok เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ทำความรู้จักผลงานของศิลปิน Extra Chromosome ผ่านมุมมองที่ต่างออกไปปีนี้ทั้งสององค์กรกลับมาที่ MOCA Bangkok อีกครั้งกับนิทรรศการ "21/3 EXTRA UNIVERSE" นำเสนอผลงานของศิลปิน Extra Chromosome กลุ่มใหม่ 50 คน รวมกว่า 200 ชิ้น พร้อมชวนผู้ชมก้าวออกจากกรอบความคิดเดิม เพื่อเข้าไปสำรวจจักรวาลเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคนชื่อ Extra Chromosome อ้างอิงถึงโครโมโซมคู่ที่ 21 ซึ่งมีเกินมา 1 แท่งในผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรม แต่สำหรับนิทรรศการนี้ คำว่า "Extra" ถูกนำมาตีความใหม่ในฐานะสิ่งที่พิเศษ ไม่ใช่ความผิดปกติหรือส่วนเกิน หากเป็นพื้นที่ที่มีภาษา วิธีคิด ความสุข ความรัก และจินตนาการเป็นของตัวเองแนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ประโยคสำคัญของนิทรรศการ "Disguise yourself as one of us and slip into our UNIVERSE" หรือ "ปลอมตัวเป็นหนึ่งในพวกเรา แล้วลักลอบเข้าสู่จักรวาล" เสมือนคำเชิญให้ผู้ชมลองวางกรอบการรับรู้เดิมไว้ชั่วคราว แล้วเดินเข้าไปทำความรู้จักโลกของศิลปินจากมุมที่พวกเขาเป็นผู้กำหนดเองหนึ่งในคำถามที่นิทรรศการชวนคิดคือ สิ่งที่ถูกมองว่า "เกิน" อาจเป็นสิ่งที่คนทั่วไปกำลัง "ขาด" อยู่หรือไม่ เพราะในจักรวาลของศิลปินบางคน ความสุขอาจเกิดขึ้นจากเรื่องเรียบง่าย ขณะที่ความโกรธ ความกังวล หรือความทรงจำต่อความเจ็บปวดอาจไม่ได้มีพื้นที่ในโลกของพวกเขาแบบเดียวกับที่คนทั่วไปคุ้นเคยภายในพื้นที่จัดแสดง ผู้ชมจะเริ่มต้นการเดินทางผ่าน The Portal to the Extra Universe ประตูที่ทำหน้าที่เสมือนทางเชื่อมเข้าสู่จักรวาลใหม่ ก่อนพบกับผลงานกว่า 200 ชิ้น ซึ่งประกอบขึ้นจากสีสัน รูปทรง เส้น จุด ตัวอักษร เรื่องเล่า และภาพจากจินตนาการของศิลปินทั้ง 50 คนแต่ละผลงานสะท้อนจักรวาลที่มีภาษาของตัวเอง เช่น "บุ๊ค" ที่ซ่อนรหัสลับไว้มากมายบนภาพวาด ซึ่งมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่อ่านออก ขณะที่ "ซัง" หญิงสาวผู้พูดน้อย สร้างโลกผ่านจุดที่ซ้อนทับกันไปมา ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากการวาดอะไร สุดท้ายองค์ประกอบเหล่านั้นก็มักกลับมาสู่ "จุด" เช่นเดียวกับ "ออม" ที่มีจักรวาลของตัวเองซึ่งเต็มไปด้วยความรักและจินตนาการ โดยมี "พี่รุ้งฟ้า" เป็นเทพบุตรหนึ่งเดียวในโลกของเธอสิ่งที่น่าสนใจของผลงานเหล่านี้จึงไม่ได้อยู่ที่การตอบคำถามว่าภาพ "เหมือน" หรือ "ไม่เหมือน" วาด "ถูก" หรือ "ผิด" หากแต่อยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เห็นโลกจากวิธีคิดของศิลปิน โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานทางศิลปะหรือเหตุผลแบบเดิมเป็นตัวตัดสินสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดนิทรรศการที่ MOCA Bangkok ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้สังคมได้เห็นผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญาในมิติของความสามารถ มากกว่าการมองผ่านข้อจำกัด"สิ่งที่เราอยากเห็นคือการที่ทุกคนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อพวกเขา จากคนที่ทุกคนเคยคิดว่าเขาต้องได้รับความช่วยเหลือ มาเป็นคนที่มีความสามารถไม่ต่างจากคนทั่วไป ศิลปะช่วยทำให้ศักยภาพเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาให้คนทั่วไปรับรู้ เราเชื่อว่าการที่ผลงานของเขาได้รับคัดเลือกให้มาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับประเทศอย่าง MOCA จะทำให้ผู้ชมมองพวกเขาในฐานะศิลปินได้อย่างแท้จริง"ด้าน จาริณี เมธีกุล ศิลปินผู้ก่อตั้ง 21/3 STUDIO กล่าวว่า การทำงานในปีนี้ทำให้เธอเปลี่ยนวิธีมองผลงานของศิลปิน จากเดิมที่พยายามหาคำอธิบายว่าเหตุใดบางคนจึงวาดหรือพูดถึงเรื่องเดิมซ้ำๆ สู่การมองว่าสิ่งเหล่านั้นอาจเป็น "จักรวาล" ที่แต่ละคนเลือกอาศัยอยู่ เป็นพื้นที่ของความสุข ความคุ้นเคย และตัวตน"ปีแรกเราพยายามทำความเข้าใจว่าเขาวาดอะไร ทำไมถึงวาดแบบนี้ และตีความแทนเขา แต่ปีนี้เราเลิกพยายามทำความเข้าใจ แต่เลือกเดินตามเขาเข้าไปในจักรวาลของเขา แล้วพบว่ามันมีความสุขมาก พอเราหยุดตัดสิน ก็ไม่ต้องถามว่าภาพนี้เหมือนหรือไม่เหมือน วาดถูกหรือไม่ถูก หรือมีความหมายอะไร เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือเขากำลังทำให้เราเห็นว่าโลกของเขาเป็นอย่างไร"เธอกล่าวว่า คำว่า Extra Universe จึงเป็นมากกว่าชื่อนิทรรศการ แต่ยังเป็นคำถามที่ย้อนกลับมายังผู้ชมว่า ที่ผ่านมาเรามองความแตกต่างจากจุดยืนของใคร และใครเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือปกติ อะไรคือเกิน และอะไรคือขาดขณะที่ คณชัย เบญจรงคกุล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA Bangkok กล่าวว่า การเปิดพื้นที่ให้ศิลปินกลุ่ม Extra Chromosome จัดแสดงผลงานครั้งนี้ พิจารณาจากความสามารถทางศิลปะของศิลปินเป็นสำคัญ"หากใครได้ชมงานจะสัมผัสได้ว่าพวกเขามีของจริงๆ สิ่งที่โดดเด่นคือจินตนาการที่นำเสนอออกมาจากข้างในอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ผ่านฟิลเตอร์ที่จะต้องคอยกังวลว่าใช้สีแบบนี้แล้วคนดูจะชอบไหม ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยทฤษฎีว่าต้องใช้สีอะไรคู่กับสีอะไร แต่เป็นงานที่วาดขึ้นจากแพสชันและความคิดอย่างอิสระโดยไม่มีอะไรมาตีกรอบ"นิทรรศการ "21/3 EXTRA UNIVERSE" เปิดให้เข้าชมฟรี ณ MOCA Bangkok เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 ตุลาคม 2569 โดยพิพิธภัณฑ์ปิดทำการทุกวันจันทร์ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: 21/3 Studio และ Instagram: @21_3studioแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1252493

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ เดินหน้ามอบเงินบริจาคให้แก่สภากาชาดไทย เป็นปีที่ 4 จำนวนกว่า 1.4 ล้านบาท จากการจัดกิจกรรม AIA One Billion Trail 2025

09/10/2026

(จากซ้าย: นายปกป้อง ยินดีผล อดีตที่ปรึกษาฝ่ายอสังริมทรัพย์ นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ นายประกิตติ บุณยเกียรติ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต นายสจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ นางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย และนายวิทยา จันทร์ฉลอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย)เอไอเอ เดินหน้ามอบเงินบริจาคให้แก่สภากาชาดไทย เป็นปีที่ 4 จำนวนกว่า 1.4 ล้านบาท จากการจัดกิจกรรม AIA One Billion Trail 2025 พร้อมจัดพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้แก่ทีมชนะเลิศ ที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมมากที่สุดกรุงเทพฯ, 9 ตุลาคม 2569 - เอไอเอ นำโดย นายสจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย นางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต และ นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เป็นผู้แทนมอบเงินบริจาคเพื่อสมทบทุนโครงการส่งเสริมและพัฒนาการ พูด อ่าน เขียน ภาษาไทย สภากาชาดไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,427,479.73 บาท โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงของสภากาชาดไทย ร่วมเป็นเกียรติรับมอบเงินบริจาค นำโดย นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ และ นายวิทยา จันทร์ฉลอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด โดยเงินบริจาคในครั้งนี้ทั้งหมดมาจากการจัดกิจกรรม AIA One Billion Trail 2025 ที่ผ่านมา ณ เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เอไอเอ ได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนโครงการส่งเสริมและพัฒนาการ พูด อ่าน เขียน ภาษาไทย สภากาชาดไทย ไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 12 ล้านบาท ด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ‘Healthier, Longer, Better Lives’ ผ่านการจัดกิจกรรม AIA One Billion Trailนอกจากนี้ ยังได้มีพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้แก่ทีมชนะเลิศ ที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมมากที่สุด ซึ่งได้แก่ ทีม AIA Champions โดยหัวหน้าทีม นายสจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ เป็นผู้แทนรับรางวัลถ้วยพระราชทานฯ โดยทีม AIA Champions ได้มีส่วนร่วมในการระดมทุนบริจาค ด้วยยอดเงินสูงกว่า 1,134,245 ล้านบาท นอกเหนือจากนี้ ยังได้มีพิธีมอบถ้วยรางวัลให้แก่ทีมที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมมากที่สุด อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม Fun Run อันดับที่ 3 ได้แก่ ทีม พ่อ (ปู่) เพื่อน ลูก และอันดับที่ 4 ได้แก่ ทีม iPrime Happy Feet ตามลำดับทั้งนี้ กิจกรรม AIA One Billion Trail จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Run-Fun-Share” โดยมีจุดประสงค์หลักในการส่งเสริมด้านสุขภาพและปลุกพลังแห่งการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน รวมถึงการแบ่งปันสู่สังคม ผ่านการระดมทุนบริจาค เพื่อสมทบทุนโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย สภากาชาดไทย นับเป็นการส่งต่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาวให้แก่เยาวชนในถิ่นทุรกันดาร และสำหรับในปีนี้กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ภายใต้ชื่องาน “AIA ONE BILLION DAY 2026” ในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยสนามวิ่งเทรลในปีนี้เป็นเส้นทางที่มีความท้าทายและรองรับการสะสม UTMB Index เพื่อให้นักวิ่งได้มาร่วมพิสูจน์ศักยภาพ พร้อมสัมผัสกับธรรมชาติและวิวที่สวยงามตลอดเส้นทาง อีกทั้งยังมีกิจกรรม ALive Carnival ที่อัดแน่นด้วยเกมเพื่อสุขภาพและความบันเทิงตลอดวัน ปิดท้ายด้วย AOB Concert จากศิลปินชั้นนำของไทย ให้ทุกคนได้ร่วมสร้างประสบการณ์ที่ดีไปด้วยกัน ตอกย้ำถึงพันธกิจ AIA One Billion ที่เอไอเอ มุ่งสนับสนุนผู้คนกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วเอเชียให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ภายในปี 2573

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

“แม่น้ำดานูบ” เสน่ห์ของสายน้ำประวัติศาสตร์แห่งทวีปยุโรป

09/10/2026

ภัยธรรมชาติที่รุนแรงในปี 2026 ทำให้ชื่อของ “แม่น้ำดานูบ” ถูกกล่าวถึงเป็นวงกว้างอีกครั้ง เนื่องจากเกิดปรากฏการณ์แล้งจัดกระทบต่อวิถีชีวิตชาวยุโรปนับล้านสถานะของ “แม่น้ำดานูบ” ไม่ได้เป็นแค่แม่น้ำสายหนึ่งในทวีปยุโรป แต่เปรียบดังเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลผ่านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนนับล้านมาเนิ่นนานหลายพันปี จากต้นน้ำในป่าดำของเยอรมนี ไปจนถึงทะเลดำ ล้วนเป็นภาพของการเดินทางที่เข้มข้นไปด้วยเรื่องราวของสายน้ำสำคัญแห่งทวีปยุโรปทิวทัศน์ริมน้ำ Budapest University of Technology and Economicsต้นกำเนิดและภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นแม่น้ำดานูบ กำเนิดในเทือกเขาป่าดำ (Black Forest) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี จากจุดที่ลำธารสองสาย คือ เบรก (Breg) และบริกัค (Brigach) มาบรรจบกันใกล้เมืองโดเนาเอชชิงเงิน (Donaueschingen) ชื่อ “ดานูบ” (หรือ Donau ในภาษาเยอรมัน) จึงเริ่มต้นจากจุดนั้น ความยาวประมาณ 2,850 กิโลเมตร นับเป็นแม่น้ำที่มีความยาวเป็นอันดับสองของยุโรป รองจากแม่น้ำโวลกาในรัสเซียสายน้ำที่ยาวเป็นอันดับสองของยุโรป ไหลผ่านถึง 10 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย สโลวาเกีย ฮังการี โครเอเชีย เซอร์เบีย บัลแกเรีย โรมาเนีย มอลโดวา และยูเครน ลุ่มน้ำกว้างกว่า 800,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมประชากรราวกว่า 80 ล้านชีวิต และยังเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองหลวงถึง 4 แห่ง ได้แก่ เวียนนา (ออสเตรีย), บราติสลาวา (สโลวาเกีย), บูดาเปสต์ (ฮังการี) และเบลเกรด (เซอร์เบีย)แม่น้ำดานูบในออสเตรียเส้นทางของแม่น้ำดานูบแบ่งออกเป็น 3 ช่วงชัดเจน ช่วงบนไหลผ่านภูมิประเทศภูเขาและหุบเขาที่แคบ ช่วงกลางแผ่กว้างบนที่ราบฮังการี ส่วนช่วงล่างค่อย ๆ ช้าลงและแตกแขนงเส้นสายออกไปเมื่อใกล้ไหลลงสู่ทะเลดำ ก่อนจะก่อตัวเป็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำดานูบ (Danube Delta) ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกเส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตรของแม่น้ำยังสามารถเดินเรือได้ ทำให้กลายเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เชื่อมโยงยุโรปกลางกับทะเลดำ และเชื่อมต่อกับแม่น้ำไรน์ผ่านคลองไรน์-ไมน์-ดานูบปราสาทบราติสลาวา ริมแม่น้ำในสโลวาเกียความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ดานูบเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุโรปมานานนับพันปี ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในลุ่มน้ำนี้ย้อนไปไกลถึงหลายพันปีก่อนคริสตกาล แหล่งโบราณคดีอย่างเลเปนสกี วีร์ (Lepenski Vir) ในเซอร์เบีย แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมยุคหินใหม่ที่พัฒนาขึ้นริมฝั่งน้ำในยุคโรมัน กลายเป็นแนวพรมแดนทางเหนือของจักรวรรดิ ชาวโรมันเรียกมันว่า Danuvius และสร้างแนวป้อมปราการยาวเหยียดที่รู้จักกันในชื่อ Limes Danubianus เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางเหนือ มีสะพานหินและไม้ขนาดใหญ่ที่จักรพรรดิคอนสแตนตินสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นวิศวกรรมที่น่าทึ่งซากเรือรบเยอรมัน สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 กลางแม่น้ำดานูบทางตะวันออกของเซอร์เบียต่อมาในยุคกลางและยุคใหม่ ดานูบกลายเป็นเส้นทางค้าขายและการเคลื่อนย้ายกองทัพ จักรวรรดิออตโตมันกับฮับส์บูร์กสู้รบกันตามแนวแม่น้ำ เมืองสำคัญอย่างเบลเกรด บูดาเปสต์ และเวียนนา ล้วนมีประวัติศาสตร์ที่ผูกพันกับการควบคุมแม่น้ำสายนี้ จนกระทั่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ดานูบยังถูกใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ และซากเรือจมจากสงครามยังปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อน้ำลดลงหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุด ดานูบกลายเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวของยุโรปอีกครั้ง จากแม่น้ำที่เคยถูกแบ่งแยก กลายเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงประเทศต่างๆเข้าด้วยกันจุดชมวิวแม่น้ำดานูบ Ferdinand-Warte, ออสเตรียความสำคัญด้านวัฒนธรรมหากพูดถึงวัฒนธรรมยุโรปกลาง ดานูบคือแรงบันดาลใจเพลงวอลทซ์ “An der schönen blauen Donau” หรือ “ดานูบสีฟ้า” (The Blue Danube) ของโยฮันน์ สเตราส์ที่ 2 ในปี 1867 กลายเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามและความโรแมนติกของแม่น้ำสายนี้ แม้ในความเป็นจริงน้ำของดานูบจะไม่ได้สีฟ้าเสมอไป แต่ชื่อเสียงของเพลงนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของแม่น้ำติดอยู่ในใจผู้คนทั่วโลกวรรณกรรมและตำนานก็เต็มไปด้วยเรื่องราวของดานูบ มหากาพย์เยอรมัน Nibelungenlied กล่าวถึงการเดินทางของวีรบุรุษตามแนวแม่น้ำนี้ ศิลปิน นักเขียน และกวีจำนวนมากใช้ดานูบเป็นฉากหลังหรือสัญลักษณ์ของชีวิต การเปลี่ยนแปลง และความหลากหลายทางวัฒนธรรมริมฝั่งดานูบ ยังเต็มไปด้วยปราสาท โบสถ์ อาราม และเมืองเก่าที่สะท้อนอิทธิพลจากหลายอารยธรรม ไม่ว่าจะเป็นโรมัน ออตโตมัน ฮับส์บูร์ก หรือวัฒนธรรมสลาฟ สองฟากฝั่งแม่น้ำจึงเป็นพื้นที่ที่ผู้คนหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันมานานที่สร้างความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมวิถีชีวิตในลำคลองจากแม่น้ำดานูบ ที่ยูเครนความสำคัญด้านการท่องเที่ยวปัจจุบัน แม่น้ำดานูบ เป็นหนึ่งในเส้นทางล่องเรือแม่น้ำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นเรือสำราญที่แล่นผ่านทิวทัศน์สวยงาม เมืองประวัติศาสตร์ และปราสาทเก่าแก่ไฮไลต์ระหว่างเส้นทางมีทั้ง หุบเขา Wachau ในออสเตรีย ซึ่งมีสถานะเป็นมรดกโลก เต็มไปด้วยไร่องุ่น ปราสาท และหมู่บ้านเล็กๆ ที่งดงาม, กรุงบูดาเปสต์ของฮังการี ที่ได้รับฉายา “ไข่มุกแห่งดานูบ” ด้วยทิวทัศน์สะพานและอาคารริมแม่น้ำที่สวยสะดุดตาในยามค่ำคืน, เวียนนาของออสเตรีย ที่มีบรรยากาศอันหรูหรา หรือในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำดานูบทางตอนล่างเป็นสวรรค์ของนักดูนกและผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติสามเหลี่ยมปากแม่น้ำดานูบ ในโรมาเนียผลกระทบจากภัยธรรมชาติในปี 2026ฤดูร้อนของยุโรปปีนี้ กลายเป็นช่วงเวลาที่แม่น้ำดานูบเผชิญกับวิกฤตครั้งสำคัญ ภัยแล้งรุนแรงที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมในพื้นที่เยอรมนีตอนใต้ ออสเตรีย สโลวาเกีย เช็กเกีย และฮังการี ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว จนถึงระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในหลายจุดในเมืองบูดาเปสต์ ระดับน้ำลดลงเหลือเพียงราว 10-30 เซนติเมตร ซึ่งต่ำกว่าสถิติเดิมปี 2018 อย่างชัดเจน ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นแม่น้ำที่แคบลงอย่างเห็นได้ชัด โขดหินและสันดอนทรายโผล่พ้นน้ำ ซากเรือจากสงครามโลกครั้งที่สองและแม้แต่โบราณวัตถุโบราณก็ปรากฏขึ้นให้เห็นเรือประมงริมน้ำในบัลแกเรียผลกระทบเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง การเดินเรือสินค้าและเรือสำราญต้องหยุดชะงักหรือเปลี่ยนเส้นทาง เรือสำราญบางลำเกยตื้น นักท่องเที่ยวต้องอพยพ โรงไฟฟ้าพลังน้ำอย่างที่ประตูเหล็ก (Iron Gate) ระหว่างเซอร์เบียกับโรมาเนียลดกำลังการผลิตลงอย่างมาก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่พักส์ในฮังการีและเชอร์นาโวดาในโรมาเนียต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดหน่วยบางส่วนเพราะน้ำไม่เพียงพอสำหรับระบบหล่อเย็น ส่งผลให้บางประเทศต้องนำเข้าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเกษตรกรรมในลุ่มน้ำก็ได้รับผลกระทบ น้ำสำหรับการชลประทานลดลง ชาวประมงหลายคนสูญเสียรายได้ ขณะที่อุณหภูมิสูงต่อเนื่องยิ่งเร่งการระเหยของน้ำ ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ภัยแล้งที่ขับเคลื่อนด้วยอุณหภูมิ” ซึ่งแม้ปริมาณฝนจะไม่ต่ำมากนัก แต่ความร้อนจัดทำให้น้ำหายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ย้ำเตือนถึงความเปราะบางของแม่น้ำสายสำคัญต่อภาวะโลกร้อน และการที่แม่น้ำดานูบ เสมือนเส้นเลือดใหญ่ของทวีปยุโรป นั่นจึงกระทบกับวิถีชีวิตผู้คนหลายสิบล้านคนโดยตรงระดับน้ำลดลงในฤดูร้อนที่กรุงบูดาเปสต์แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000080204

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X