คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ข่าวการเงิน

ยุครวยยากสินทรัพย์ไหนยังรอดหากเราเผชิญสงครามทุกมุมโลก

24/03/2026

ช่วงแรกๆ ของสงครามอิหร่านกับคู่ขัดแย้งอย่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ดูเหมือนสถานการณ์จะคลี่คลายได้อย่างไม่นาน แต่กลายเป็นว่า นับวันยิ่งทวีความรุนแรง และยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดใด ๆ เลยขณะที่หากมองมุมอื่นของโลก ก็จะยังพบว่ามีสงครามและความตึงเครียดทางด้านความมั่นคงเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น– สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดและไม่มีทีท่าจะจบลงง่าย ๆ– สงครามกลางเมืองซูดาน ศึกการแย่งชิงอำนาจระหว่างสองนายพล ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับแสนราย– วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวัน ที่เป็นความตึงเครียดทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีน และไต้หวันก็คงพอบอกได้ว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ในหนึ่งในช่วงที่โลกกำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียดสุด ๆ ก็คงได้นั่นเลยทำให้ตลาดหุ้นในทุกวันนี้ผันผวนไม่ต่างจากหุ้นรายตัว เช่น ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเกาหลีที่ปรับตัวในแต่ละวันเกิน 5% ต่อวันแล้วสินทรัพย์ไหนที่จะยังรอด ในช่วงที่เรากำลังเผชิญสงครามทุกมุมโลก TODAYBizview จะสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆหากพูดถึงช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่ามากจากเรื่องเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ภาวะเงินเฟ้อ วิกฤตการเงินต่าง ๆ โรคระบาด รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังปะทุหนึ่งสินทรัพย์ที่นักลงทุนต้องนึกถึงอยู่เสมอคือ ทองคำ เพราะมีความโดดเด่นของทองคำตรงที่มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถผลิตได้อย่างไม่จำกัดเหมือนกับสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ธนบัตร และราคามักจะมีทิศทางที่ตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว หรือถดถอย ราคาของทองคำก็จะสูงขึ้นตัวอย่างเช่น– ปี 1986 – 1987 ช่วง Black Monday หรือ วันจันทร์ทมิฬ เหตุการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงอย่างรุนแรง ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 40%– ปี 2009 – 2012 ช่วงวิกฤตซับไพร์ม ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 70%– ปี 2019-2020 ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 34.5%ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าในวันที่เลวร้ายไว้ได้นี่เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยเชื่อมั่นในทองคำ หรือนักลงทุนหลายคนก็เลือกลงทุนทองคำไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมอย่างไรก็ตาม นอกจากทองคำแล้ว ยังมีสินทรัพย์อื่น ๆ ที่รักษามูลค่าได้เช่นกันนั่นคือ พันธบัตรรัฐบาลอธิบายแบบเข้าใจง่าย พันธบัตรรัฐบาลคือสิ่งที่รัฐออกเพื่อขอกู้ยืมเงินจากประชาชนและบริษัทเอกชน เพื่อใช้ในโครงการต่าง ๆ โดยจะให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยนั่นหมายความว่า รัฐบาลจะเป็นลูกหนี้ และคนซื้อจะเป็นเจ้าหนี้ตรงนี้เองที่บอกว่า ทำไมพันธบัตรรัฐบาลถึงเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ Safe haven หรือสินทรัพย์ปลอดภัยเพราะโอกาสที่รัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้น้อยมาก ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจ่ายได้ ก็เท่ากับว่าประเทศล้มละลายแล้ว ซึ่งในไทยเองยังไม่เคยมีสักครั้งที่ผิดนัดชำระหนี้ข้อดีอีกอย่างของพันธบัตรรัฐบาล เมื่อเทียบกับการถือเงินสดคือ ได้ผลตอบแทนด้วย แทนที่จะโดนเงินเฟ้อกินไปเรื่อย ๆอย่างไรก็ตาม ต้องดูด้วยว่า พันธบัตรรัฐบาลที่เราจะลงทุนเป็นของประเทศไหน ถ้าเป็นประเทศที่มีส่วนร่วมในสงคราม ก็อาจจะไม่ดีได้เหมือนกัน เพราะหากแพ้สงคราม ประเทศก็มีโอกาสที่จะต้องแบกค่าใช้จ่ายหนัก จนผิดนัดชำระหนี้ได้ต่อมาที่สินทรัพย์ยอดฮิตอย่างหุ้น ดูเผิน ๆ แล้วหุ้นน่าจะร่วงทั้งตลาดแต่ก็มีหุ้นบางกลุ่มไม่ได้รับผลกระทบมากนักนั่นคือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐาน เช่น ยา อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ สาธารณูปโภค ที่ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร ผู้คนก็ยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นบริษัทเหล่านี้มักจะรักษามูลค่าและผลประกอบการไว้ได้เมื่อมีหุ้นที่เสียโอกาส ก็มีหุ้นที่ได้รับประโยชน์เช่นกัน ก็คือหุ้นป้องกันประเทศ หรือหุ้นของบริษัทที่ทำหน้าที่เป็น หน่วยสนับสนุนความมั่นคงให้กับรัฐบาลในแต่ละประเทศซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะครอบคลุม ทั้งอากาศยานและอวกาศ, ระบบตรวจจับและเรดาร์, ความมั่นคงไซเบอร์ และยานพาหนะนิรภัยโดยที่หุ้นกลุ่มนี้ได้ประโยชน์ ก็มาจากงบกลาโหมของทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อรับมือกับความตึงเครียดทางการทหารนั่นเองแล้วผลตอบแทนของกลุ่มหุ้นป้องกันประเทศในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ?ถ้าดูข้อมูลจะพบว่า กองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง iShares US Aerospace & Defense ETF ให้ผลตอบแทนน้อง ๆ ทองคำเลยทีเดียว โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 62% ขณะที่ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี แตะ 150%จากเรื่องราวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าในวิกฤตก็มีสินทรัพย์ที่สามารถทำผลตอบแทนได้ โดยไม่ต้องใช้กลยุทธ์ที่ทำได้ยาก หรือเครื่องมือทางการเงินที่เข้าใจยาก เพียงแต่ว่าเรานั้นได้ศึกษาการลงทุน และเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนที่กลายเป็นเรื่องปกติของโลกสมัยนี้ไว้หรือไม่แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ workpointtodayhttps://www.workpointtoday.com/wealth-asset-794471-2

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

สุขภาพ

อินฟลูฯ สาวสวย นางฟ้านักสู้มะเร็งวัย 29 จากไปสุดเศร้า แพทย์เผย 6 สัญญาณเตือน

24/03/2026

อินฟลูฯ สาวสวยไต้หวัน นางฟ้านักสู้มะเร็งวัย 29 ปี จากไปสุดเศร้า โพสต์สุดท้ายกลายเป็นคำลาอย่างไม่ได้ตั้งใจ แพทย์เผย 6 สัญญาณเตือน ชี้จุดสังเกต หลายคนคิดว่าไม่เป็นอันตรายภาพจาก Instagram fayzzzzzzz_วันที่ 23 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ ETtoday เผยว่า หวัง เว่ยเฉียน อินฟลูเอ็นเซอร์คนดังบนโลกออนไลน์ของไต้หวัน เสียชีวิตจากไปสุดเศร้าในวัย 29 ปี หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักสู้โรคร้ายที่มีทัศนคติมองโลกในแง่ดี จนได้รับฉายาว่า "นางฟ้าผู้ต่อสู้กับมะเร็งที่สวยที่สุด" กระทั่งข่าวร้ายล่าสุด ได้สร้างตกใจและเศร้าเสียใจให้กับแฟน ๆ ผู้ติดตาม ขณะที่แพทย์ได้ออกมาเผย 6 สัญญาณเตือน หวัง เว่ยเฉียน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ในตอนนั้น เธอไปโรงพยาบาลเพราะมีอาการปวดบวมใต้รักแร้ เธอคิดว่าเป็นเพียงอาการกล้ามเนื้อตึงจากการยกของ แต่หลังจากตรวจอย่างละเอียดพบว่า มีก้อนเนื้อผิดปกติ และได้รับการยืนยันว่าเป็นมะเร็ง หลังจากเข้ารับการรักษาต่อสู้กับโรคมะเร็งอย่างยากลำบาก แต่เธอยังคงแบ่งปันเรื่องราวชีวิตผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อแชร์ประสบการณ์และเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังต่อสู้ไปด้วยกัน ครั้งหนึ่ง หวัง เว่ยเฉียน เคยกล่าวถึงเนื้องอกว่า "มันเติบโตอย่างรวดเร็วมาก" และแม้ว่าการทำเคมีบำบัดจะทำให้ผมของเธอร่วงจนต้องโกนศีรษะ แต่เธอก็ยังปรากฏตัวต่อหน้ากล้องอย่างกล้าหาญ เพื่อพูดคุยกับแฟน ๆ และเพื่อน ๆ บนโซเชียลมีเดีย เธอเผยแพร่พลังบวก และสร้างความประทับใจให้กับผู้คนบนโลกออนไลน์จำนวนมาก กระทั่งล่าสุด บริษัทของหวัง เว่ยเฉียน ได้เผยข่าวเศร้ากล่าวว่า เธอจากไปอย่างสงบในวัย 29 ปี หลังจากเดินทางต่อสู้กับโรคมะเร็งร้าย หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไป แฟน ๆ จำนวนมากต่างรู้สึกเสียใจและเข้าไปแสดงความอาลัยต่อเธอบนโซเชียลมีเดีย โดยข้อความสุดท้ายที่เธอโพสต์ก่อนเสียชีวิตในวันส่งท้ายปีที่ผ่านมาว่า "เจอกันใหม่ปีหน้า" ตอนนี้ได้กลายเป็นคำอำลาที่แสนเศร้า เมื่อคำว่า "เจอกันใหม่" หมายถึง "ไม่ได้เจอกันอีกแล้ว"ภาพจาก Instagram fayzzzzzzz_แพทย์เผย 6 สัญญาณเตือนดร. ซุง ยุง-ชวน ผู้อำนวยการแผนกโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาล Cathay General Hospital ในไต้หวัน กล่าวว่า อาการเริ่มต้นของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้นไม่ชัดเจน แต่อาการที่พบบ่อยที่สุด และมักถูกมองข้ามได้ง่ายที่สุดคือ มีก้อนเนื้อที่ไม่เจ็บ หากก้อนนั้นยังคงอยู่เกิน 2 สัปดาห์ และมีอาการร่วม เช่น ไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลด ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดข้อมูลด้านสุขภาพของโรงพยาบาลในไทเป ระบุว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดจากการเพิ่มจำนวนผิดปกติของเซลล์ลิมโฟไซต์ และแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน และชนิดไม่ใช่ฮอดจ์กิน โดยชนิดไม่ใช่ฮอดจ์กินพบได้บ่อยกว่า โดยอาการที่พบบ่อยที่สุด 6 อาการ มีดังนี้1. ไข้สูงเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ2. ก้อนเนื้อที่คอหรือรักแร้ (ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ)3. อาการคันหรือผื่นขึ้นตามผิวหนัง4.  เหงื่อออกตอนกลางคืน 5.  ไอเรื้อรังหรือหายใจลำบาก6.  น้ำหนักลดและอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุภาพจาก Instagram fayzzzzzzz_ภาพจาก Instagram fayzzzzzzz_ขอบคุณข้อมูลจาก ETtodayแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกระปุก.คอมhttps://hilight.kapook.com/view/252618

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

สายสตรีท ห้ามพลาดนิทรรศการ Concrete Dream ถอดรหัสชีวิต เมือง และความฝัน ผ่านงานกราฟฟิตี 3 สัญชาติ

24/03/2026

ปลุกแพสชันสายอาร์ตและสตรีทคัลเจอร์ให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เตรียมพบกับนิทรรศการกลุ่มสุดเจ๋ง “Concrete Dream: ชีวิต I เมือง I ความฝัน ที่เติบโตบนผนังคอนกรีต” การรวมตัวครั้งสำคัญของ 7 ศิลปินกราฟฟิตีจาก 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ใช้ศิลปะบนกำแพงเป็น “ภาษาสากล” เชื่อมโยงเรื่องราวการต่อสู้ดิ้นรน ความฝัน และท่วงทำนองชีวิตที่แตกต่างกันให้มาบรรจบกันอย่างลงตัวนิทรรศการนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อนิยามความหมายตายตัว หรือโรแมนติไซส์วัฒนธรรมสตรีทให้สวยหรูเกินจริง แต่ตั้งใจพาผู้ชมก้าวเดินไปบนเส้นทางชีวิตของศิลปินทั้ง 7 คน ที่ชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามถึงความสับสนในวัยเยาว์ ความอ่อนแอ และความผิดพลาดที่ทุกคนต่างเคยเผชิญ ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่หล่อหลอมให้เราเติบโต เป็นการตอกย้ำว่าสัญชาตญาณและความกล้าที่จะ “ฝัน” คือคุณค่าที่สมควรได้รับการรักษาไว้ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตามสเปซ 2 ชั้น กับการร้อยเรียง 2 ห้วงอารมณ์ ความน่าสนใจของการจัดแสดงที่ Maison JE Bangkok คือการออกแบบพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ที่ค่อยๆ ลึกลงไปในจิตใจพื้นที่ชั้น 1: สะท้อนการเผชิญหน้ากับโลกภายนอก การปะทะกับแรงกดดัน และประสบการณ์ชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมเมืองพื้นที่ชั้น 2: พาดำดิ่งสู่การทำความเข้าใจโลกภายในอย่างเงียบงัน เพื่อค้นพบคุณค่าและเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตConcrete Dream คือพื้นที่ที่เปิดรับทุกความรู้สึก และเปิดกว้างให้คุณได้มาปลดปล่อยจินตนาการ ทบทวนประสบการณ์ร่วมของตัวเอง และซึมซับการเติบโตที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาผ่านผลงานศิลปะConcrete Dream มีเวลาจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2569 ณ Maison JE Bangkok ถนนสุรวงศ์ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ เปิดทุกวันอังคาร – อาทิตย์ เวลา 11.00 – 19.00 น. (ปิดทำการทุกวันจันทร์) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Maison JE Bangkokแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2919642

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

แก่งคุดคู้ เชียงคาน ตำนานพื้นบ้านกับธรรมชาติงามริมฝั่งโขง

24/03/2026

ลัดเลาะเลียบริมแม่น้ำโขง ออกมาจากตัวเมืองเชียงคานย่านถนนคนเดินไปราว 5 กิโลเมตร สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงคาน แก่งหินขนาดใหญ่กลางสายน้ำที่มีแนวเขาเขียวขจีตระหง่านเป็นฉากหลัง พร้อมกับวิถีชีวิตท้องถิ่นที่ขับเคลื่อนไปในแต่ละวัน นั่นคือ “แก่งคุดคู้” ที่มีทั้งความงดงามของธรรมชาติผสมผสานด้วยสีสันเรื่องเล่าแบบนิทานพื้นบ้านให้ได้จินตนาการสนุกๆแนวก้อนหินกลางแม่น้ำโขงแก่งคุดคู้: สถานที่ตากอากาศของคนเชียงคานคำเปรียบเปรยว่าเป็น สถานที่ตากอากาศของคนเชียงคานนั้น ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง เพราะพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงที่นั่งรถออกมาจากตัวเมืองเพียง 5 นาที เป็นบริเวณโค้งน้ำของแม่น้ำโขงระหว่างชายแดนไทย-ลาว ลักษณะโดดเด่นของแก่ง คือ แนวก้อนหินขนาดใหญ่ทอดตัวอยู่ในลำน้ำโขงเกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง มีเพียงช่องแคบๆ ใกล้ฝั่งไทยที่น้ำเชี่ยวไหลผ่านแนวก้อนหินกลางแม่น้ำโขงในช่วงฤดูฝน แม่น้ำโขงเต็มตลิ่งซ่อนความงามของแก่งไว้ใต้ผืนน้ำ แต่ทว่าความงามแปลกตาของแก่งคุดคู้จะฉายชัดในช่วงฤดูแล้ง หรือช่วงน้ำลด (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เดือนพฤษภาคม) เพราะจะมองเห็นเกาะแก่งขนาดน้อยใหญ่ต่างๆอยู่กลางแม่น้ำ มีทั้งโขดหิน หาดทรายกว้างใหญ่ และสันทรายสวยงามกลางลำโขง โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาขนาดใหญ่ในฝั่งลาว เรียกว่า “ภูควายเงิน”ทัศนียภาพมองจากริมฝั่ง เห็นภูควายเงินในฝั่งลาวในเมื่ออำเภอเชียงคาน ไม่มีทะเล น้ำตก หรือสวนน้ำ แก่งคุดคู้ ในช่วงฤดูน้ำลด หรือฤดูแล้ง จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่ทดแทนความสุขได้เป็นอย่างดี แบบไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย นอกจากการลงไปเล่นน้ำในฤดูแล้งแล้ว บริเวณแก่งคุดคู้ ยังมีเรือยนต์ - เรือหางยาวให้บริการพาล่องชมแม่น้ำโขง ชมธรรมชาติไปพร้อมกับวิถีชีวิตชาวประมงท้องถิ่นที่ล่องเรือหาปลา โดยใช้เวลาไป-กลับประมาณ 1 ชั่วโมงทัศนียภาพมองจากริมฝั่ง เห็นภูควายเงินในฝั่งลาวส่วนใครไม่อยากเล่นน้ำ ไม่อยากล่องเรือ ก็พักผ่อนหย่อนใจแบบง่ายๆด้วยการเดินชมทัศนียภาพริมฝั่งได้แบบชิลๆ ซึ่งหน่วยงานในท้องถิ่นมีการปรับภูมิทัศน์ทางเดินสวนสาธารณะริมแม่น้ำไว้สวยงาม ตลอดจนจัดระเบียบร้านค้า ร้านอาหารไว้เรียบร้อย ร้านแนะนำ เช่น กลุ่มสตรีอาหารพื้นเมืองแก่งคุดคู้ ซึ่งเป็นร้านอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมในแหล่งท่องเที่ยวแก่งคุดคู้ อาหารหลากหลาย เช่น ส้มตำ ไก่ย่าง ปลานิลเผา กุ้งเต้น ต้มยำปลาคัง เป็นต้นรูปปั้นจำลอง พรานฯ นอนคุดคู้ตำนานพื้นบ้านแห่งแก่งคุดคู้: นายพรานผู้กั้นแม่น้ำโขงสวนสาธารณะขนาดย่อมริมฝั่ง บริเวณแก่งคุดคู้ สะดุดสายตาด้วยรูปปั้น “นายพราน” ขนาดยักษ์ยืนจังก้าถือธนูหน้าไม้เล็งออกไปทางแม่น้ำโขง ซึ่งรูปปั้นนี้เป็นเรื่องราวของพรานป่าในตำนานพื้นบ้าน ผู้ที่เปรียบได้ว่าเป็นคนแรกที่ทำเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทั้งนี้ตำนานพื้นบ้านในแต่ละท้องถิ่น ถือเป็นเรื่องเล่าที่ฟังเพื่ออรรถรสความสนุก ผสมผสานจินตนาการ หากใช้วิธีคิดของคนยุคปัจจุบันมองแบบจับผิดหาข้อเท็จจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมโดยนายพรานผู้นี้ว่ากันว่าเป็นชาวลาวมีชื่อว่า “จึ่งขึ่งดั้งแดง” รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน เอกลักษณ์เด่น คือ จมูกสีแดงขนาดใหญ่มาก ซึ่งรูจมูกนั้นกว้างมากชนิดที่ว่าในเวลาที่นอนหลับ เด็กๆแอบเข้าไปเล่นสะบ้าในรูจมูกได้เลยทีเดียวป้ายแกะสลักนูนต่ำเล่านิทานพื้นบ้านนอกจากจมูกโตแล้ว ฝีมือในการล่าสัตว์ของพรานจึ่งขึ่งดั้งแดงก็เป็นเลิศ วันหนึ่งนายพรานผู้นี้ตามล่า “ควายเงิน” มาจากหลวงพระบาง เมื่อมาถึงริมน้ำโขงเห็นควายเงินพักกินน้ำ นายพรานจึงดักซุ่มยิง แต่มีเรือแล่นผ่านมาเสียก่อน ควายเงินตกใจตื่นเตลิดขึ้นไปบนเขาลูกหนึ่ง นั่นคือ “ภูควายเงิน”นายพรานตามไปยิงถูกเขาอีกลูกจนพังทลายไปส่วนหนึ่ง กลายเป็นหน้าผาสูงชันเรียกว่า “ภูผาแบ่น” นายพรานโกรธชาวบ้านที่แล่นเรือผ่านมาทำให้ควายเงินเตลิดหนีไป เขาจึงกลั่นแกล้งด้วยการขนหินมาขวางกั้นลำโขงไม่ให้เดินเรือได้ ซึ่งตำนานช่วงนี้ มีคนมาแซวกันแบบขำๆว่า พรานจึ่งขึ่งดั้งแดง จึงเป็นเสมือนผู้ทำเขื่อนกั้นน้ำคนแรกของแม่น้ำโขงพรานจึ่งขึ่งดั้งแดงเกือบทำภารกิจสร้างเขื่อนกั้นน้ำจนสำเร็จ แต่ว่ากันว่าพระอินทร์ผู้ปกปักรักษาดินแดนบริเวณนั้น เกรงว่าหากกั้นแม่น้ำโขงจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน จึงแปลงกายเป็นสามเณร (บางตำนานก็เล่าแค่ว่ามีสามเณรรูปหนึ่งมาเห็นเข้าเสียก่อน) โดยเณรได้ออกอุบายให้นายพรานใช้ไม้เฮียะ (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) ผ่าซีกหาบหินแทน เพื่อใช้คานหาบก้อนหินได้คราวละมากๆ งานจะได้เสร็จไว แต่ไม้เฮียะเมื่อผ่าแล้วจะเป็นสันคมกริบ เมื่อนายพรานใช้ไปหาบหิน ไม้นั้นก็บาดคอนอนตายคุดคู้อยู่ที่ริมโขงนั้นเอง แก่งหินดังกล่าว จึงถูกเรียกว่า “แก่งคุดคู้”วิถีชิวิตกลางลำน้ำโขงแก่งหลายแห่งบริเวณนี้ มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น แก่งฟ้า แก่งจันทร์ แม้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือในลำน้ำโขงมาแต่อดีต แต่ก็เป็นบริเวณที่มีปลาเข้ามาอยู่อาศัยอย่างชุกชุม จึงเป็นจุดที่ได้เห็นเรือประมงพื้นบ้านลอยล่องอยู่กลางลำน้ำเพื่อจับปลาเป็นภาพวิถีชีวิตอันเรียบง่ายแอบอิงอยู่กับธรรมชาติ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผนวกรวมทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต และตำนานเรื่องเล่าสนุกๆ ครบครันภายในแห่งเดียวทางเดินริมโขง สำหรับชมทัศนียภาพนักแสดงผีตาโขน นั่งอยู่ริมแก่งคุดคู้แก่งคุดคู้ ตั้งอยู่บ้านน้อย ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคานหากไม่มีรถส่วนตัว สามารถหาเช่าจักรยานจากผู้ประกอบการบริเวณถนนคนเดินปั่นไปตามเส้นทางเลียบริมแม่น้ำโขง ประมาณ 20-30 นาที หรือเหมาสามล้อสกายแลปจากตัวเมืองไปก็ได้ทางเดินริมโขง สำหรับชมทัศนียภาพแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000027034

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การดำเนินชีวิต

คนดังฮอลลีวูด แนะ ไล่ตามฝัน อาจไม่ใช่ทางลัดสู่ความสำเร็จเสมอไป

23/03/2026

  • รีส วิเธอร์สปูน นักแสดงฮอลลีวูดและโปรดิวเซอร์ชื่อดัง แนะวัยทำงาน แทนที่จะไล่ตามความฝัน ควรค้นหาและพัฒนาความสามารถที่แท้จริงของตนเองให้ดีที่สุด  • ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพ ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน การยึดติดกับ "แพสชัน" มากเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ และเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมควรเกิดจากการจุดร่วมระหว่าง "สิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่ให้คุณค่า และสิ่งที่เลี้ยงชีพได้"  • ความสำเร็จในโลกการทำงานจริง มักมาจากคนที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี และมุ่งมั่นพัฒนาความสามารถนั้น มากกว่าแค่การวิ่งตามสิ่งที่อยากเป็นหลายคนเติบโตมากับคำแนะนำที่ว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ต้องทำตามความฝันของตัวเองให้ได้ แต่ในโลกการทำงานจริง คำพูดนี้อาจไม่ได้ใช้ได้กับทุกคนเสมอไป เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามไล่ตามสิ่งที่อยากเป็น แต่กลับไม่รู้สึกว่าตัวเองไปได้ไกลอย่างที่หวังรีส วิเธอร์สปูน (Reese Witherspoon) นักแสดงฮอลลีวูดและโปรดิวเซอร์ชื่อดังจากภาพยนตร์เรื่อง Legally Blonde และ Big Little Lies ได้ออกมาแชร์มุมมองการทำงานและเส้นทางอาชีพที่แตกต่างออกไป โดยบอกว่า บางครั้งการไล่ตามความฝันอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำแนะนำด้านอาชีพที่ดีที่สุด โดยเฉพาะถ้าคุณยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรจริงๆเธอเล่าในวิดีโอที่โพสต์ลง Instagram ว่า เคยคุยกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ และอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทน เธอจึงถามวัยทำงานคนนี้ออกไปตรงๆ ว่า “แล้วคุณมีความสามารถอะไรบ้าง” แต่คำถามนี้กลับทำให้อีกฝ่ายตอบไม่ออก ว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไรเป็นพิเศษวิเธอร์สปูน บอกว่า ทุกคนมีความฝันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความฝันนั้นจะกลายเป็นอาชีพที่เหมาะกับเราเสมอไป“ทุกคนมีความฝันได้ แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะได้เป็นแบบนั้น สิ่งที่คุณควรทำ คือหาว่าคุณเก่งอะไร แล้วไปให้สุดทางนั้น” เธอย้ำชัดว่า “อย่าไล่ตามความฝัน ให้ไล่ตามความสามารถของตัวเอง”  • เมื่อความหลงใหลอย่างเดียว อาจไม่พอสำหรับการสร้างอาชีพคำแนะนำนี้อาจฟังดูขัดกับสิ่งที่หลายคนเคยเชื่อ แต่ อามีนา อัลไต (Amina AlTai) โค้ชด้านภาวะผู้นำ และผู้เขียนหนังสือ The Ambition Trap ก็เห็นด้วยว่า การยึดติดกับคำว่า “ทำตามแพสชัน” มากเกินไป อาจทำให้วัยทำงานเผชิญภาวะหมดไฟเร็วขึ้นเธออธิบายว่า ความสนใจของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และถ้าเอาอาชีพทั้งชีวิตไปผูกกับสิ่งที่เปลี่ยนง่าย ก็อาจทำให้รู้สึกหลงทางได้ในระยะยาว “คุณมีสิทธิ์สนใจหลายอย่างได้ และความสนใจก็เปลี่ยนได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเอาทุกอย่างมาเป็นเป้าหมายชีวิต” โค้ชด้านภาวะผู้นำ ย้ำในทำนองเดียวกัน ซูซี เวลช์ (Suzy Welch) อาจารย์จาก NYU Stern School of Business และผู้เขียนหนังสือ Becoming You บอกว่า สิ่งสำคัญไม่แพ้ความฝัน คือการรู้ว่าตัวเองมีความถนัดอะไรโดยธรรมชาติ เธอเรียกสิ่งนี้ว่า “ap-titudes” หรือ ความสามารถที่ทำให้เราทำบางอย่างได้ดีกว่าคนอื่น ซึ่งมักเป็นตัวชี้ว่าเราควรเดินไปในทางไหนเวลช์อธิบายว่า เส้นทางอาชีพที่เหมาะสม มักอยู่ตรงจุดตัดของสามอย่าง คือ สิ่งที่เราให้คุณค่า สิ่งที่เราทำได้ดี และสิ่งที่ทำแล้วสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เธอบอกว่า  “ความสามารถที่แท้จริง จะเปิดทางไปสู่งานที่เหมาะกับเรา และช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ” เธอยังเตือนด้วยว่า การหาว่าเราถนัดอะไรไม่ใช่เรื่องง่าย และหลายคนต้องลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะเจอ  • ฝันได้ แต่อย่าลืมว่าคนที่ต้องลงมือทำคือตัวเราเทรซี เอลลิส รอสส์ (Tracee Ellis Ross) นักแสดงอีกคนหนึ่ง ก็เคยพูดในมุมที่ใกล้เคียงกันว่า การฝันเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่ลืมว่าความฝันทุกอย่างต้องใช้แรงผลักดันของตัวเองในการทำให้มันเกิดขึ้น“คนชอบบอกให้ฝันให้ใหญ่ แต่ต้องรู้ด้วยว่า คนที่ต้องทำงานหนักเพื่อให้มันเป็นจริง คือคุณเอง” เธอแนะนำอีกว่า วัยทำงานควรฝันในแบบที่เรารับผิดชอบมันได้ และเดินไปกับมันได้ในโลกความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ฝันเพราะอยากเป็นย้อนกลับมาที่คำแนะนำด้านอาชีพของ วิเธอร์สปูน มันอาจฟังดูไม่โรแมนติกเท่า “วิ่งตามอาชีพฝัน” แต่ก็สะท้อนความจริงของโลกการทำงานได้ชัดเจนกว่า เพราะในความเป็นจริง คนที่ไปได้ไกล มักไม่ใช่แค่คนที่อยากเป็นอะไร แต่คือคนที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี และยอมพัฒนาสิ่งนั้นอย่างจริงจังบางครั้งความสำเร็จจึงไม่ได้มาจากการวิ่งไล่สิ่งที่อยากเป็นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมองให้ชัดก่อนว่า เรามีความสามารถอะไรอยู่แล้ว และเราใช้มันได้เต็มที่หรือยัง และนั่นอาจเป็นคำแนะนำที่จริงที่สุด แม้จะไม่ใช่คำแนะนำที่หลายคนอยากฟังก็ตามอ้างอิง: CNBC, Reese Witherspoon, Becoming Youแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1225194

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันภัย

คปภ.จับตาสงครามเดือด ธุรกิจประกันยังไม่กระทบ

23/03/2026

คปภ. จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด เผยผลทดสอบ “ภาวะวิกฤต” ในระยะสั้นยังไม่กระทบธุรกิจประกันไทย ชี้รีอินชัวเรอร์อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางน้อยนายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) กล่าวว่า ตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มปะทุขึ้น นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ได้สั่งการให้สายงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาเตรียมความพร้อม ความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยไทย โดยให้ทำการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) รวบรวมเกี่ยวกับการจัดทำประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอร์) ธุรกรรมประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงภาวะต้นทุนต่าง ๆอาภากร ปานเลิศ“เราได้ทำ Stress Test กำหนดสถานการณ์ภาวะวิกฤตดูแล้ว ในระยะสั้น ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบอะไร ที่จะต้องให้ธุรกิจประกันภัยปรับแผนหรือทำอะไร ภาคธุรกิจประกันจึงยังไม่ต้องทำอะไร อย่างไรก็ดี เราก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้บริษัทประกันส่งข้อมูลต่าง ๆ มาให้”นายอาภากรกล่าวว่า ตามปกติภัยสงคราม ธุรกิจประกันไม่ได้คุ้มครองอยู่แล้ว โดยสิ่งที่ห่วงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงทุน รวมถึงการประกันภัยต่อที่อยู่ในต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าบริษัทประกันภัยต่อที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางมีค่อนข้างน้อย จึงไม่ได้มีผลกระทบอะไร แต่ระยะยาวก็ต้องติดตามสถานการณ์ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชูฉัตร ประมูลผลเลขาธิการ คปภ. นำคณะผู้บริหารระดับสูง เข้าร่วมการประชุมทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ Financial Services Agency (FSA) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดย FSA ถือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่สำคัญในการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของไทย ทั้งในระดับทวิภาคีและเวทีระหว่างประเทศการหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจประกันภัย (Group-wide Supervision : GWS) และการพัฒนากรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงจากภัยพิบัติขนาดใหญ่ (Catastrophe Risk) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัยและยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล โดยที่ประชุมได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับความคืบหน้าการบังคับใช้เกณฑ์ความมั่นคงทางการเงินตามมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Value-based Solvency Regime : ESR) ของญี่ปุ่น ซึ่งจะบังคับใช้ในปี 2569สำหรับประเด็นการกำกับดูแลระดับกลุ่ม (Group-wide Supervision : GWS) ทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนแนวคิด “Substance over Form” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพิจารณาอำนาจควบคุมและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกลุ่มธุรกิจ มากกว่ารูปแบบโครงสร้างทางกฎหมาย โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การกำกับดูแลธุรกรรมภายในกลุ่ม ความสามารถในการเคลื่อนย้ายเงินทุน และความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในระดับกลุ่ม พร้อมทั้งเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ Supervisory College และความร่วมมือระหว่างผู้กำกับดูแลในระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยข้ามพรมแดนนอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงมหันตภัยและความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk) ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ส่งผลต่อทั้งการรับประกันภัย การลงทุน และเสถียรภาพของระบบการเงินนางสาวกัลยา จุกหอม รองผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ธุรกิจประกันภัยไทยไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากมีเพียงกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลและโลจิสติกส์ หรือมารีน ที่มีการคุ้มครองความเสี่ยงจากสงครามเท่านั้น ส่วนกรมธรรม์อื่น ๆ มีเงื่อนไขยกเว้นภัยสงครามทั้งหมด“บริษัทประกันภัยไทยไม่ต้องทำ Stress Test เพราะไม่ได้คุ้มครองภัยสงคราม บริษัทประกันไม่ต้องจ่ายอะไร แต่ถ้าเป็นพวกภัยธรรมชาติถึงจะต้องทำ Stress Test เพราะบริษัทต้องจ่ายเงิน จ่ายความคุ้มครอง”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1976557

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

“พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์”สัมผัสวิถีคนกับช้างที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

23/03/2026

เมื่อเอ่ยถึง “เมืองช้าง” หลายคนคงนึกถึง “สุรินทร์” จังหวัดเล็ก ๆ ทางอีสานใต้ที่มีความผูกพันกับช้างมาอย่างยาวนาน และหากอยากเข้าใจเรื่องราวของช้างไทยให้ลึกซึ้งมากขึ้น หนึ่งในสถานที่ที่ไม่ควรพลาดคือ “พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์” ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ ศูนย์คชศึกษา ณ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง อำเภอท่าตูมที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ธรรมดา แต่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ช้าง” และ “คนเลี้ยงช้าง” ผ่านนิทรรศการที่ผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนผู้เลี้ยงช้างอย่างชาวกูย ซึ่งมีภูมิปัญญาการคล้องและดูแลช้างสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนเรียนรู้เรื่องช้างไทยผ่านนิทรรศการร่วมสมัยภายใน “พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์” ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับช้างในหลากหลายมิติ ตั้งแต่กำเนิดของช้างในธรรมชาติ บทบาทของช้างในประวัติศาสตร์ไทย ไปจนถึงความสำคัญของช้างในวิถีชีวิตของชาวสุรินทร์ นิทรรศการถูกออกแบบอย่างทันสมัย ใช้สื่อมัลติมีเดีย ภาพจำลอง และเรื่องเล่าที่เข้าใจง่าย ทำให้ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้เรื่องราวของช้างได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่นอกจากจะได้รู้จักพฤติกรรมและชีววิทยาของช้างแล้ว ผู้มาเยือนยังได้เห็นถึงบทบาทของช้างในอดีต เช่น การใช้ช้างในสงคราม การใช้แรงงานในป่าไม้ และการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในปัจจุบันสิ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป คือการนำเสนอเรื่องราวของ “คน” ควบคู่ไปกับ “ช้าง”นิทรรศการหลายส่วนถ่ายทอดวิถีชีวิตของชุมชนผู้เลี้ยงช้างใน หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ที่ช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกในครอบครัวเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชาวกูย เช่น พิธีกรรมก่อนออกคล้องช้าง เครื่องมือที่ใช้ในการดูแลช้าง หรือบทบาทของควาญช้าง ล้วนช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้างนั้นลึกซึ้งเพียงใดการเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์ มักเป็นเหมือนบทนำก่อนที่นักท่องเที่ยวจะออกไปสัมผัสชีวิตจริงของช้างในพื้นที่ ศูนย์คชศึกษาหลังจากได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์แล้ว การได้เห็นช้างตัวจริงที่เดินอยู่ในหมู่บ้านหรือกำลังใช้ชีวิตร่วมกับควาญช้าง ก็ทำให้เรื่องราวที่เพิ่งเรียนรู้มีชีวิตขึ้นมาทันทีมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่คือเรื่องเล่าของความผูกพันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจาก “งาช้าง”ดูยิ่งใหญ่สะดุดตา ภายในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับช้างอย่างครบถ้วน โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ที่พาผู้เข้าชมเดินทางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโซนที่ 1 โลกของช้าง (The World of Elephants) โซนแรกจะพาผู้เข้าชมทำความรู้จักกับช้างในมิติทางธรรมชาติ ตั้งแต่ วิวัฒนาการของช้าง ชนิดของช้างทั่วโลก ลักษณะทางชีววิทยาและพฤติกรรมของช้าง มีสื่อจัดแสดงทั้งโมเดล โครงกระดูกช้าง และสื่อมัลติมีเดียที่ช่วยอธิบายเรื่องราวให้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อยากเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสัตว์ยักษ์ใหญ่ชนิดนี้โซนที่ 2 ช้างกับมนุษย์ (Elephants and Humans)โซนนี้เล่าเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้าง ที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ใช้ช้างทั้งในการศึกสงคราม การลากซุงในอุตสาหกรรมป่าไม้ พิธีกรรมและวัฒนธรรม ผู้เข้าชมจะได้เห็นเครื่องมือ อุปกรณ์ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าช้างเคยมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยอย่างไรโซนที่ 3 วิถีคนเลี้ยงช้างสุรินทร์ หนึ่งในโซนที่น่าสนใจที่สุด เพราะถ่ายทอด วิถีชีวิตของชาวกูย กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงด้านการคล้องและเลี้ยงช้าง เนื้อหาภายในโซนนี้จะเล่าถึงประเพณีเกี่ยวกับช้าง ความเชื่อและพิธีกรรม ชีวิตประจำวันของครอบครัวควาญช้าง ทำให้ผู้เข้าชมเข้าใจว่าช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นเสมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของชาวสุรินทร์โซนที่ 4 อนาคตของช้าง (Elephant Conservation) โซนสุดท้ายเน้นเรื่อง การอนุรักษ์ช้างในปัจจุบันและอนาคต โดยนำเสนอปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญ เช่น การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง การดูแลช้างในยุคปัจจุบันการมาเยือน พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์ จึงเปรียบเสมือนการเดินทางเข้าไปทำความเข้าใจหัวใจของ “เมืองช้าง” และทำให้เราตระหนักว่าช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความทรงจำของผู้คนในสุรินทร์ อย่างแท้จริงแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000027289

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

อนุสรณ์สถานฯ เหยื่อสังหารหมู่ที่ “หนานจิง” “Dark Tourism” ระดับโลกของจีน

23/03/2026

“1937.12.13 – 1938.1” ตัวเลขที่สลักปรากฏเด่นบนแท่นเสาหิน หาใช่รหัสลับใดๆ แต่เป็นตัวเลขสื่อถึงช่วงวันเวลา 6 สัปดาห์ของเหตุการณ์อันโหดร้ายครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สงครามที่มนุษย์กระทำต่อกัน และเสาหินอิฐสีเทานั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ตระหง่านอยู่บริเวณ “อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง” ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนว “Dark Tourism” ระดับโลกของประเทศจีนแท่นเสาหินสลักช่วงเวลาอันเลวร้าย (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)“Dark Tourism” ท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้โศกนาฏกรรม ความตาย และความสูญเสียDark Tourism แปลความหมายตรงตัวได้ว่า “การท่องเที่ยวด้านมืด” ซึ่งเป็นคำที่ Malcolm Foley กับ J. John Lennon แห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ คาเลโดเนียน ประเทศสกอตแลนด์ ริเริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ. 1996 ในงาน JFK and dark tourism: a fascination with assassination เพื่อเรียกรูปแบบการท่องเที่ยวในพื้นที่ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุโศกนาฏกรรมและความตาย โดยไม่มีปัจจัยด้านความกลัวหรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมาเกี่ยวข้อง (อ้างอิง: พงศ์ปรีดา ลิ้มวัฒนะกุล, วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า)Credit: www.19371213.comจุดหมายการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ จึงไม่ใช่สถานที่สร้างความรื่นเริงบันเทิงใจเหมือนแหล่งท่องเที่ยวทั่วไปตามนิยาม หรือภาพจำที่เราคุ้นชิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตรงกันข้าม ด้วยการเป็นสถานที่ที่อาจสร้างความรู้สึกหดหู่ เศร้าสลด สะเทือนใจอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม ในความเศร้าที่ว่า ก็เพื่อจุดมุ่งหมายให้มนุษย์เกิดความ “ตระหนัก” ในเรื่องราวที่เกิดขึ้น เกิดข้อคิดเป็นบทเรียนสอนใจว่า ไม่ควรให้มีเหตุการณ์ลักษณะนั้นเกิดขึ้นอีกบนโลกใบนี้Dark Tourism ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของโลก เช่น ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ โปแลนด์, อนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์ 9/11 นิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา, อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิม่า ญี่ปุ่น หรือในเมืองไทยก็มีสุสานทหารสัมพันธมิตร-พิพิธภัณฑ์ และช่องเขาขาดในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้นสำหรับ Dark Tourism ประเทศจีน สถานที่ที่นับว่ามีชื่อเสียงระดับโลก ต้องยกให้ “อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง” หรือ ชื่อทางการว่า “The Memorial Hall of the Victims in Nanjing Massacre by Japanese Invaders” ในเมืองหนานจิง (Nanjing) มณฑลเจียงซูประติมากรรมสื่อถึงความโหดร้ายในสงคราม (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)ประติมากรรมสื่อถึงความโหดร้ายในสงคราม (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิงแม้ปัจจุบันเมืองหนานจิง ไม่ต่างจากเมืองอื่นในจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและทันสมัย แต่ยังมีพื้นที่หนึ่งที่มีความเงียบสงบอย่างทรงพลัง เปรียบดั่งพื้นที่เก็บความทรงจำทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยความเจ็บปวด การสูญเสีย และความหวังต่อสันติภาพ นั่นคือ อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิงโดยกองทัพญี่ปุ่นสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณจุดที่เคยพบหลุมศพจำนวนมากของเหยื่อในเหตุการณ์สังหารหมู่ ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1937– มกราคม 1938 ซึ่งระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์ กลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือน โดยทางการจีนระบุว่า กองทัพญี่ปุ่นสังหารทหารจีน และประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปราว 300,000 คน ซึ่งเหตุการณ์อันเลวร้ายครั้งนั้น ยังได้รับการขนานนามว่า “การกระทําชําเราแห่งหนานจิง” (The Rape of Nanking) ด้วยเหตุการณ์สุดเลวร้ายที่ว่ากองทัพญี่ปุ่นข่มขืนกระทำชำเราพลเรือนหญิงชาวจีนแบบไม่เลือกหน้า ไม่เว้นแม้แต่เด็ก คนชรา แม่ชี หรือแม้กระทั่งหญิงมีครรภ์ ก่อนจะสังหารในภายหลังเพื่อเลี่ยงหลักฐานการเอาผิดอนุสรณ์สถานฯ เปิดทำการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1985 จึงไม่ใช่เพียงการเปิดพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่สำหรับการไว้อาลัย การทบทวนอดีต และให้คนปัจจุบันตระหนักถึงประวัติศาสตร์อย่างจริงจังภาพถ่ายภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)พื้นที่แห่งความทรงจำโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติเมื่อผู้มาเยือนก้าวเข้าสู่พื้นที่กว่า 103,000 ตารางเมตรจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตั้งใจออกแบบให้กระตุ้นความรู้สึกครุ่นคิด ไม่ว่าจะเป็นลานรูปปั้นสื่อถึงผู้คนที่ถูกพรากชีวิตไป ลานไว้อาลัยอันเงียบสงบ และพื้นที่หลุมฝังศพหมู่หมื่นศพซึ่งทำหน้าที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ของโศกนาฏกรรมโลกไม่ลืมภายในโซนพิพิธภัณฑ์มีเรื่องราวของนิทรรศการที่เป็นมากกว่าการบอกเล่า หัวใจของอนุสรณ์สถานคือ “นิทรรศการเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง” ซึ่งไม่เพียงจัดแสดงเอกสาร ภาพถ่าย และวัตถุพยาน แต่ยังเล่าเรื่องผ่านเสียง พื้นที่ และผ่านประสบการณ์ของผู้รอดชีวิต มีนิทรรศการพิเศษ เช่น “ความยุติธรรมจะมีชัย สันติภาพจะมีชัย ประชาชนจะมีชัย” และนิทรรศการเกี่ยวกับ “สตรีบำเรอกาม” ในสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ผู้ชมเห็นภาพกว้างของสงคราม ไม่ใช่แค่ในฐานะเหตุการณ์ทางทหาร แต่ในฐานะโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติภาพถ่ายชาวหนานจิงในปีนั้น (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)แม้สิ่งที่ผู้มาเยือนเต็มไปด้วยความหดหู่ แต่การจัดแสดงเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปลุกความเกลียดชัง แต่เพื่อปลูกฝังความเข้าใจว่า สันติภาพมีคุณค่าเพียงใด และให้มนุษย์ตระหนักเป็นบทเรียนมิให้เกิดขึ้นซ้ำ โดยเนื้อหาที่บรรยายนั้นมีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่นบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)จากพิพิธภัณฑ์สู่ศูนย์กลางความรู้อนุสรณ์สถานแห่งนี้ เติบโตเป็นศูนย์กลางการวิจัยและการศึกษาด้านประวัติศาสตร์สงคราม โดยมีการก่อตั้งสมาคมวิจัยประวัติศาสตร์เหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง และสถาบันคลังสมองด้านมรดกแห่งชาติและสันติภาพระหว่างประเทศ ทำให้เป็นสถานที่ที่มีบทบาทในเวทีวิชาการ ทั้งในจีน และระดับนานาชาติ วารสาร Journal of Japanese Invasion of China and Nanjing Massacre ที่ตีพิมพ์โดยอนุสรณ์สถาน ยังได้รับการยอมรับในวงวิชาการ และถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วโลก ทำให้เรื่องราวของหนานจิงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในจีน แต่กลายเป็นบทเรียนระดับโลกบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)สำหรับวัฒนธรรมร่วมสมัยในรูปแบบภาพยนตร์มีภาพยนตร์ว่าด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นให้รับชมมากมาย โดยล่าสุด (มกราคม 2569) ในเมืองไทยกำลังฉายเรื่อง “Dead to Rights (2025): บันทึก หนานจิง” เรื่องราวของการสังหารหมู่ที่หนานจิงในปี ค.ศ. 1937 นอกจากนี้กว่าสิบปีที่แล้วก็มีภาพยนตร์เรื่อง “The Flowers of War (2011): สงครามนานกิง สิ้นแผ่นดินไม่สิ้นเธอ” เรื่องราวว่าด้วยนางโลมผู้เสียสละดั่งวีรชนในสงครามครั้งนั้น ผลงานของผู้กำกับชื่อดัง “จาง อี้โหมว” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักดูหนังประติมากรรมสื่อถึงความโหดร้ายในสงคราม (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)ข้อมูลที่ตั้งและการเดินทางอนุสรณ์สถานฯ ตั้งอยู่ในเขตเจี้ยนเย่ เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู ประเทศจีน (เข้าชมฟรี)การเดินทางที่ได้รับความนิยม คือ เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงจากเมืองเซี่ยงไฮ้ (ใช้เวลาประมาณ 1.5 - 2.5 ชั่วโมง แล้วแต่ประเภทขบวน) จาก Nanjing Railway Station ต่อรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Yunjin Road (Yunjinlu Station)ข้อมูลเพิ่มเติม www.19371213.comแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000007339

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ธุรกิจ

เริ่มต้นทำธุรกิจ แต่ไม่รู้จักใคร จะสร้างคอนเนกชันอย่างไรให้ไปต่อ

20/03/2026

เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า “คอนเนกชัน” เป็นเรื่องสำคัญของการทำธุรกิจ และเป็นบันไดปีนไปสู่ความสำเร็จ แต่ปัญหาย่อมมีสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่ลงสนามนี้เป็นครั้งแรก ด้วยความที่ไม่รู้จักใครเลย จะมีวิธสร้าง “คอนเนกชัน” ในรูปแบบอะไร ที่ไหนบ้าง เรามาหาคำตอบกันเพราะการสร้างคอนเนกชันในโลกธุรกิจอาจดูท้าทายเมื่อเริ่มต้น แต่มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้:เข้าร่วมงานอีเวนต์และการประชุม: เข้าร่วมงานสัมมนา, งานประชุม, หรือการประชุมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ งานเหล่านี้มักเป็นโอกาสที่ดีในการพบปะกับผู้คนในอุตสาหกรรมเดียวกันและสร้างความสัมพันธ์ใหม่เข้าร่วมกลุ่มออนไลน์: มีหลายแพลตฟอร์มที่คุณสามารถเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์หรือฟอรัมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เช่น LinkedIn, Facebook Groups, หรือ Reddit คุณสามารถสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้คนที่มีความสนใจเดียวกันหาผู้ให้คำปรึกษา (Mentor): การหาผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเพื่อขอคำปรึกษาสามารถช่วยให้คุณเข้าใจธุรกิจมากขึ้นและเปิดโอกาสในการสร้างคอนเนกชันกับเครือข่ายของผู้ให้คำปรึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการกุศล: การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมหรือการกุศลสามารถช่วยให้คุณพบปะกับผู้คนที่มีความสนใจและค่านิยมเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีความหมายสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า: แชร์ความรู้และความเชี่ยวชาญของคุณผ่านบล็อก, บทความ, หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดีย การให้ข้อมูลที่มีคุณค่าแก่ผู้อื่นจะช่วยให้คุณเป็นที่รู้จักในวงกว้างและดึงดูดผู้ที่สนใจในสิ่งที่คุณเสนอทำงานร่วมกับธุรกิจอื่น: ค้นหาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับธุรกิจอื่นในโครงการหรือกิจกรรมพิเศษ การทำงานร่วมกันสามารถเปิดโอกาสให้คุณได้รู้จักและสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรใหม่ใช้การตลาดปากต่อปาก: ขอให้ลูกค้าหรือคนที่รู้จักแนะนำคุณให้กับคนที่อาจสนใจในบริการหรือผลิตภัณฑ์ของคุณ การแนะนำจากคนรู้จักมักจะมีน้ำหนักมากกว่าอย่างไรก็ตาม ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และแสดงออกถึงความเชี่ยวชาญของคุณอย่างมั่นใจจะช่วยให้คุณสร้างความประทับใจในคนที่คุณพบ อีกทั้งเมื่อคุณเริ่มสร้างคอนเนกชันแล้ว อย่าลืมที่จะรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วยการติดตาม, ส่งข้อความขอบคุณ, และให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งนี้ การสร้างเครือข่ายอาจต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่การมุ่งมั่นและการใช้วิธีการที่หลากหลายจะช่วยให้คุณสร้างความสัมพันธ์ที่มีค่าที่สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้ในระยะยาวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ smartsmehttps://smartsme.co.th/content/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88/

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

สอง Paradox : How many more butterflies will I see in my lifetime?

20/03/2026

 •  สอง-จักรพงศ์ สิริริน มือเบสวง Paradox จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวในชื่อ "How many more butterflies will I see in my lifetime?" •  ผลงานเป็นศิลปะนามธรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแบบทดสอบหยดหมึก Rorschach โดยตีความ "ผีเสื้อ" เป็นภาพสะท้อนจิตใจของผู้ชม •  นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถนนเจริญกรุงสอง จักรพงศ์ สิริริน หรือมือเบสวง Paradox จัดนิทรรศการศิลปะ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก แบบทดสอบทางจิตวิทยา Rorschach ที่ใช้ ‘หยดหมึก’ เป็นเครื่องมือในการสำรวจภาวะจิตใต้สำนึกและการตีความส่วนบุคคลสอง Paradox  บรรยากาศวันเปิดนิทรรศการฯHow many more butterflies will I see in my lifetime?ศิลปินเปลี่ยนผ่านรูปแบบงานจากกึ่งนามธรรมเข้าสู่ ศิลปะนามธรรมอย่างเต็มตัว ผ่านเทคนิคการย่อขนาดและทับซ้อนของรูปทรงจนดูคล้าย ฝูงผีเสื้อ ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในทุกจังหวะของสายตา“ผมสนใจว่าถ้าเราไม่จำกัดว่าหมึกหยดต้องมีรูปทรงแค่หนึ่งหรือสองรูป แต่เพิ่มจำนวนมันให้เต็มพื้นที่ทั้งหมด เราจะรู้สึกยังไงเวลามองเห็นมันพร้อมๆ กัน เหมือนตอนที่เราใช้ชีวิตจริง ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน” สอง จักรพงศ์ สิริริน กล่าวศิลปินกล่าวด้วยว่า “ผีเสื้อในงานนี้ไม่ใช่สัตว์ แต่มันคือภาพสะท้อนของใจเรา บางคนเห็นเหมือนกัน บางคนเห็นต่างกัน ผมชอบช่วงเวลาที่คนยืนมองแล้วตีความในแบบของตัวเอง เพราะนั่นคือส่วนที่งานศิลปะมีชีวิต”เบื้องหลังบทบาทความเป็นศิลปินทัศนศิลป์ของ “สอง” คือเขาเติบโตจากพื้นฐานการศึกษาศิลปศึกษา ก่อนเส้นทางดนตรีจะพาเขาห่างจากพู่กันไปหลายปี จนช่วงเวลาที่โลกหยุดนิ่ง เขาจึงกลับมาสานต่อความฝันวัยเด็กอีกครั้ง“คำถามว่าเราจะเห็นผีเสื้ออีกกี่ครั้งในชีวิต มันไม่ใช่เรื่องของเวลาอย่างเดียว แต่มันคือคำถามว่าเราจะยังมองเห็นและตีความตัวเองได้อีกกี่ครั้ง ก่อนที่เราจะเปลี่ยนไป” สอง จักรพงศ์ สิริริน กล่าวทิ้งท้ายต้า Paradox มาให้กำลังใจศิลปินHow many more butterflies will I see in my lifetime?พบกับ นิทรรศการศิลปะ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1225338

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X