คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ธุรกิจ

ธุรกิจที่อยู่ตรงกลาง อาจกำลังเหนื่อยที่สุด

23/07/2026

คอลัมน์ : Smart Smesผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ กรุงศรี SMEท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญคำถามเดียวกันว่า ยอดขายที่ชะลอลงเกิดจากกำลังซื้อที่ลดลง หรือเกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปหนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งมีการนำเสนอในงาน Krungsri Business Talk โดยคุณจามร ฉัตรเสถียรพงศ์ Head of Data Analytics จาก The 1, Central Group ได้สะท้อนภาพพฤติกรรมผู้บริโภคไทยจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่น่าคิดอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ในวันนี้ โดยข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทยไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่กำลังเลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลมากขึ้นกว่าเดิม และหากต้องสรุปการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดออกมาเป็นประโยคเดียวดิฉันคิดว่าอาจเป็นประโยคนี้ “ธุรกิจที่อยู่ตรงกลาง กำลังเหนื่อยที่สุด”ที่ผ่านมา หลายธุรกิจเติบโตได้ดีจากการวางตำแหน่งอยู่ตรงกลางของตลาด สินค้ามีคุณภาพในระดับที่ลูกค้ายอมรับได้ ราคาไม่สูงจนเกินไป และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ในวงกว้าง แต่ในวันที่ผู้บริโภคเริ่มคิดมากขึ้นก่อนตัดสินใจใช้จ่าย พื้นที่ตรงกลางที่เคยปลอดภัยกลับกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งสองด้านด้านหนึ่งคือกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและยังพร้อมจ่าย หากมองเห็นคุณค่าที่แตกต่างอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้เลือกซื้อเพราะราคาถูก แต่เลือกซื้อเพราะเชื่อว่าสินค้าหรือบริการนั้นดีกว่า มีคุณภาพสูงกว่า หรือช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง ส่วนอีกด้านหนึ่งคือกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้นพวกเขาเปรียบเทียบมากขึ้น เลือกมากขึ้น และพร้อมเปลี่ยนแบรนด์หากพบทางเลือกที่ตอบโจทย์ในราคาที่เหมาะสมกว่าเมื่อผู้บริโภคเคลื่อนตัวออกไปคนละทิศ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจึงไม่ใช่ธุรกิจระดับบนหรือระดับล่าง แต่คือธุรกิจที่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าตนเองแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ซึ่งในมุมของ SMEs นี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องกลับมาทบทวนตำแหน่งทางธุรกิจของตนเองอีกครั้ง ว่าเราแข่งขันด้วยอะไร เราเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเรื่องใด และเหตุผลที่ลูกค้าเลือกเราวันนี้ ยังเป็นเหตุผลเดียวกับเมื่อ 3-5 ปีก่อนหรือไม่ คำถามเหล่านี้อาจดูเรียบง่าย แต่กลับมีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่หลายธุรกิจคาดคิดอีกประเด็นที่น่าสนใจจากข้อมูลดังกล่าว คือแม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขายอมลดคุณภาพชีวิตลงเสมอไป ในหลายหมวดสินค้า ผู้บริโภคยังคงเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ เพียงแต่ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนมากขึ้นในการตัดสินใจ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “นิยามของคุณค่า”โดยในอดีตการสื่อสารว่าสินค้ามีคุณภาพ หรือดีต่อสุขภาพ อาจเพียงพอที่จะสร้างความสนใจ แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคต้องการมากกว่านั้น พวกเขาต้องการเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการนั้นช่วยแก้ปัญหาอะไร ทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร หรือแตกต่างจากทางเลือกอื่นในตลาดตรงไหน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงสินค้า แต่กำลังมองหาเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ นี่คือเหตุผลที่หลายธุรกิจลงทุนด้านการตลาดเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง เพราะสิ่งที่ขาดอาจไม่ใช่การสื่อสารที่ดังขึ้น แต่เป็นการสื่อสารที่ชัดขึ้นในโลกที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย การบอกว่าธุรกิจของเราดี อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่าดีกว่าอย่างไร และเหมาะกับใคร ขณะเดียวกันอีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่าง “กระแส” และ “พฤติกรรม” โดยพบว่าหลายธุรกิจประสบความสำเร็จจากการเกาะกระแสที่กำลังได้รับความนิยม แต่ไม่ใช่ทุกกระแสจะสามารถสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว บางสินค้าได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วจากความแปลกใหม่ แต่เมื่อกระแสผ่านไปความต้องการก็ลดลงตามไปด้วย ในทางกลับกัน ธุรกิจที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันลูกค้า มักมีโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่าดังนั้น แทนที่จะถามว่าเทรนด์อะไรจะมาแรงในปีนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังนำเสนอสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมของลูกค้าได้หรือไม่ เพราะในระยะยาว ธุรกิจที่แข็งแรงไม่ได้เติบโตจากการวิ่งตามทุกกระแส แต่เติบโตจากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และกล้าปรับตัวเมื่อเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง เพราะในวันที่ผู้บริโภคเลือกมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องเลือกให้ชัดขึ้นเช่นกัน และในวันที่ตลาดไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องราคา ความชัดเจนของจุดยืนทางธุรกิจ อาจกลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดสำหรับ SMEs ในการเติบโตต่อไปในอนาคตแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-2033626

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันภัย

สรุปเทคนิคซื้อประกันอัคคีภัย “บ้าน - ร้านอาหาร” เกิดไฟไหม้-น้ำท่วม-สารพัดเรื่องต้องเคลมได้!

23/07/2026

ประกันอัคคีภัยให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงภัยจากฟ้าผ่า การระเบิด ภัยธรรมชาติ ลมพายุ น้ำท่วม และความเสียหายต่อทรัพย์สินภายในอาคาร • สาเหตุหลักที่ทำให้เคลมไม่ได้เต็มจำนวนเกิดจากการใช้งานผิดประเภท การตั้งทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าจริง และการไม่ตรวจสอบข้อยกเว้นในกรมธรรม์ • ผู้เอาประกันควรประเมินมูลค่าทรัพย์สินให้เหมาะสมและตรวจสอบวงเงินคุ้มครองในแต่ละหมวดหมู่ โดยสามารถใช้เครื่องมือคำนวณจากเว็บไซต์ของ คปภ. • การทำประกันสำหรับร้านค้าหรือสถานประกอบการต้องระบุประเภทให้ชัดเจนและครอบคลุมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและสต็อกสินค้า • ควรศึกษาเงื่อนไขและข้อยกเว้นในกรมธรรม์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองที่ตรงกับความต้องการและไม่เสียผลประโยชน์หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในย่านลาดพร้าว ทำให้หลายคนหันมาสนใจเรื่อง "ประกันอัคคีภัย" กันมากขึ้น แต่จะเลือกซื้อยังไงให้ครอบคลุมความเสี่ยง หรือเคลมได้จริงเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด Thairath Money สรุปข้อมูลที่น่าสนใจไว้ที่นี่แล้วรู้จักประกันอัคคีภัยแม้ชื่อของประกันอัคคีภัย อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าคุ้มครองภัยไฟไหม้อย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมีอีกหลายอย่าง เช่น • ไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด และรวมถึงความเสียหายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าลัดวงจรที่เกิดจากฟ้าผ่า • ภัยเนื่องจากน้ำ ตั้งแต่น้ำรั่ว, น้ำล้นจากท่อ, น้ำฝนเข้าบ้าน • ภัยจากยวดยานพาหนะ ภัยจากอากาศยาน รวมถึงวัตถุตกจากฟ้า • ภัยธรรมชาติ เช่น ลมพายุ, น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, ลูกเห็บแน่นอนว่าเมื่อเกิดความเสียหายประกันอัคคีภัย มักจะคุ้มครอง “ทรัพย์สิน” เช่น ตัวอาคาร โรงรถ เฟอร์นิเจอร์ หรือข้าวของภายในอาคารที่ซื้อไว้ แต่เราสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ เช่น ความรับผิดบุคคลภายนอก ฯลฯ ซึ่งประกันอัคคีภัยเราจะซื้อไว้คุ้มครองบ้าน หรือกิจการร้านค้า โรงงาน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับผู้เอาประกันสาเหตุที่คนมักเคลมไม่ได้เต็ม 100%เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด หลายคนคิดว่ามีประกันภัยแล้วต้องเคลม (เรียกร้องสินไหมทดแทน) ได้ทุกบาทตามความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่กลับมีหลายสาเหตุที่ทำให้คนมีประกันฯ อาจเคลมไม่ได้เต็ม 100% ได้แก่ • ใช้งานผิดประเภท เช่น ซื้อประกันสำหรับบ้านพักอาศัย แต่นำไปเปิดเป็นร้านอาหาร หรือเก็บสต็อกสินค้า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นอาจเคลมไม่ได้  • ทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าจริง หลายคนเลือกซื้อทุนประกันต่ำๆ เพื่อประหยัดค่าเบี้ยประกัน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นก็เคลมได้น้อยกว่าที่คิด รวมถึงประกันอัคคีภัยมักกำหนดวงเงินความคุ้มครองอย่างชัดเจน ว่า หมวดไหนคุ้มครองเท่าไร เช่น ภัยธรรมชาติอาจอยู่ที่ไม่เกิน 20,000 บาท ถ้าอยากได้ความคุ้มครองเพิ่มต้องซื้อประกันแยกต่างหาก • เงื่อนไขยกเว้น นี่คือข้อที่คนซื้อประกันภัย ต้องอ่านให้ดี เพราะบางกรมธรรม์อาจไม่คุ้มครองสินทรัพย์มีค่า เช่น เงินสด, ทองคำ ฯลฯ ต้องอ่านให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อเช็กลิสต์ต้องรู้ก่อนซื้อประกัน "บ้าน"สำหรับบ้านที่พักอาศัย แม้จะมีแบบประกันขายมากมาย แต่เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง และให้มีความคุ้มครองที่ครอบคลุม สิ่งที่ต้องดูเช่น  • ทุนประกันภัยเหมาะสมตามความเสี่ยง และมูลค่าทรัพย์สิน เบื้องต้นอาจใช้ราคาประเมินตัวบ้านที่มีอยู่ หรือใช้โปรแกรมช่วยคำนวนจากเว็บไซต์ของ คปภ. https://smart.oic.or.th/eservice/Menu10  • เช็กความคุ้มครองและวงเงินแต่ละประภท เช่น ความคุ้มครองภัยธรรมชาติมักจะระบุว่า ครอบคลุมภัยแบบไหนบ้างในวงเงินเท่าไร  • การคุ้มครองทรัพย์สินภายในบ้าน เมื่อเกิดไฟไหม้ไม่ใช่แค่อาคารที่เสียหาย แต่เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าก็อาจพังไปด้วย ดังนั้นต้องเช็กก่อนว่า เราอยากซื้อความคุ้มครองความเสียหายเหล่านี้ไหม"ร้านอาหาร" ซื้อประกันอัคคีภัยต้องดูอะไรบ้างเมื่อทำธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร มีกิจกรรมหลายอย่างและความเสี่ยงมักสูงกว่าบ้านพักอาศัย ดังนั้นยิ่งต้องเลือกความคุ้มครองให้รัดกุม • เลือกประเภทกรมธรรม์ให้ถูกต้อง ต้องระบุชัดเจนว่าเป็นสถานประกอบการร้านอาหาร ห้ามใช้ประกันบ้านเด็ดขาด แม้เบี้ยฯ อาจสูงกว่า แต่ถ้าเกิดเหตุขึ้นแล้วจะสามารถเคลมได้ตามภัยที่เกิดขึ้น • ความคุ้มครองสต็อกสินค้าและอุปกรณ์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุนประกันครอบคลุมไปถึงวัตถุดิบ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในครัวทั้งหมด • ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ไม่ใช่แค่ของ แต่ต้องคุ้มครองกรณีสร้างผลกระทบต่อคนอีกด้วย เช่น ความคุ้มครองกรณีเกิดเหตุกับลูกค้า เช่น อุบัติเหตุในร้าน หรือความเสียหายจากไฟไหม้ที่ลุกลามไปยังบุคคลอื่นสุดท้ายแล้วก่อนตัดสินใจซื้อประกันทุกครั้ง ผู้เอาประกันควรสำรวจความต้องการและประเมินความเสี่ยงของตนเองให้ดี อย่าลืมอ่านเงื่อนไขและข้อยกเว้นในกรมธรรม์อย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เราจะได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่และไม่เสียผลประโยชน์ที่มาข้อมูล คปภ., สมาคมประกันวินาศภัยไทยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/personal_finance/insurance/2946243

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569

23/07/2026

ชวนชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยมปี 2569 ผลงานจากสถาบันอุดมศึกษา 47 แห่งทั่วประเทศ รวม 177 ชิ้น ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยมปี 2569 ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปนิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ชั้นปีสุดท้ายของปีการศึกษา 2568 จากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนด้านศิลปะ 47 แห่งทั่วประเทศ รวม 177 ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกันตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม – 2 สิงหาคม 2569จากเจตนารมณ์ที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานศิลปกรรม นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม เป็นนิทรรศการที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีความภาคภูมิใจที่ได้ริเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และยังคงจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องด้วยเป็นนิทรรศการที่มีผู้ชมรู้จัก และให้ความสนใจติดตามเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากสถาบันระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศมาโดยตลอดสำหรับในปีนี้ มีสถาบันตอบรับเข้าร่วมแสดงรวม 47 แห่ง โดยคณาจารย์ของแต่ละสถาบันได้คัดเลือกผลงาน ของนักศึกษาระดับปริญญาโท สถาบันละ 2 คน และระดับปริญญาตรี สถาบันละ 3 คน ส่งผลงานมาร่วมแสดงคนละ 1 ชิ้น รวมผลงานที่จัดแสดง 177 ชิ้น ประกอบด้วยผลงานหลากหลายเทคนิค อาทิ ผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และงานจัดวาง นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม มิเพียงแต่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา และเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการแนะนำนิสิต นักศึกษา ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน และสร้างความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินอาชีพในอนาคตผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น. เพื่อร่วมเสริมสร้างกำลังใจและสนับสนุนให้นิสิต นักศึกษา ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกเผยแพร่แก่สาธารณชนต่อไป.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2940408

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

ตื่นตา! “ฝูงเป็ดลาย” อพยพเยือน “บึงบอระเพ็ด” บึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในไทย

23/07/2026

“​บึงบอระเพ็ด” จ.นครสวรรค์ พื้นที่ชุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดในไทย ได้ให้การต้อนรับ ”ฝูงเป็ดลาย” จำนวนมากที่พากันบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาพักพิง ใครเป็นสายส่องนกหรือชอบดูความน่ารักของสัตว์ป่า บอกเลยว่าช่วงนี้ฟินแน่นอนภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์เฟซบุ๊กเพจ PR กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ภาพฝูงเป็ดลายจำนวนมากที่บินอพยพมาพักพิงอยู่ที่บึงบอระเพ็ด พร้อมให้ข้อมูลว่า​เป็ดลายเป็นนกไซส์มินิถึงขนาดกลาง ความยาวประมาณ 40-41 ซม. ที่มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนมากตัวผู้ เข้มสะดุดตาด้วยหัวสีน้ำตาลเข้ม มี "คิ้วสีขาว" โฉบเฉี่ยว ขนช่วงไหล่มีลายแถบยาวสีขาวสลับดำ ส่วนท้องสีขาวสว่างตัดกับหน้าอกสีน้ำตาลเข้มอย่างลงตัวภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ส่วนตัวเมีย สีขนลตัวโทนสีน้ำตาลและมีคิ้วขาวเช่นกัน แต่มีจุดสังเกตตรงที่จงอยปากจะมีจุดกลมเล็กๆ สีขาว โดยเฉพาะตรงโคนปาก ส่วนบริเวณคาง คอหอย และท้องเป็นสีขาวสะอาดตา​พฤติกรรมสุดชิลของ คือ กลางวันมักจะรวมฝูงลอยคอพักผ่อนสบายใจเฉิบอยู่กลางน้ำหรือหลบตามชายน้ำ แต่ถ้าหิวก็อาจมีแอบหาอาหารบ้าง พอตกกลางคืนเมื่อไหร่ นั่นแหละครับคือเวลาทองของการออกหาอาหารอย่างจริงจังภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์​อาหารสุดโปรดโปรด มีตั้งแต่ปลา กุ้ง หอย สาหร่าย แหน ดีปลีน้ำ ไปจนถึงเมล็ดธัญพืชต่างๆ เรียกว่าบึงบอระเพ็ดเปรียบเสมือนร้านบุฟเฟต์ชั้นเลิศของเหล่าเป็ดลายเลยทีเดียวเป็ดลายเป็น "นกอพยพ" ที่เดินทางไกลมาพักพิงในบ้านเราตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และมีสถานะเป็น "สัตว์ป่าคุ้มครอง" ด้วยนะครับ ใครแวะไปชื่นชมความน่ารัก ก็ฝากดูด้วยตาหรือผ่านกล้องส่องนก รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนฝูงน้องๆ กันนะครับภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์​ภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ที่มาข้อมูล : เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 นครสวรรค์ภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000071415

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

กลุ่มบริษัทเอไอเอ ครองแชมป์บริษัทที่มีสมาชิก MDRT มากที่สุดในโลก ต่อเนื่องปีที่ 12 ขณะที่ เอไอเอ ประเทศไทย คว้าอันดับ 1 ของประเทศ และอันดับ 2 ของโลก ด้วยสมาชิก 3,498 MDRT พร้อมสร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีระดับโลก

22/07/2026

กลุ่มบริษัทเอไอเอ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการสร้างที่ปรึกษาประกันชีวิตคุณภาพระดับโลก ด้วยการครองตำแหน่งบริษัทที่มีจำนวนสมาชิก Million Dollar Round Table (MDRT) มากที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ด้วยจำนวนสมาชิก MDRT สูงถึง 16,228 คน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน ในการส่งมอบคุณค่าผ่านการให้คำแนะนำด้านการวางแผนการเงินอย่างมืออาชีพสำหรับ เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงสร้างผลงานอย่างโดดเด่น ด้วยจำนวนสมาชิก MDRT 3,498 คน ครองอันดับ 1 ในประเทศไทย และอันดับ 2 ของโลก พร้อมสร้างความสำเร็จในหลากหลายด้านบนเวทีระดับโลก ได้แก่ อันดับ 2 ของโลกด้านจำนวนสมาชิก MDRT สุภาพสตรี, อันดับ 5 ของโลกด้านจำนวนสมาชิก Court of the Table (COT), อันดับ 10 ของโลกด้านจำนวนสมาชิก Top of the Table (TOT), อันดับ 2 ของโลกด้านการรักษาจำนวนผู้พิชิต MDRT 2025 ให้สามารถพิชิต MDRT 2026 ได้สำเร็จ และครองอันดับ 1 ของโลกที่มีจำนวนสมาชิกพิชิตคุณวุฒิ MDRT 5–9 ปี มากที่สุด ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินของเอไอเอ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลนางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จของกลุ่มบริษัทเอไอเอ ในการครองตำแหน่งบริษัทที่มีจำนวนสมาชิก MDRT มากที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 พร้อมย้ำว่า “สำหรับเอไอเอ ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดเพียงจำนวนสมาชิก MDRT แต่คือการที่พลังตัวแทนสามารถส่งต่อความคุ้มครอง ความมั่นคงทางการเงิน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปสู่ผู้คน ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยผ่านการวางแผนความคุ้มครองอย่างรอบด้านด้วยความจริงใจและความเป็นมืออาชีพ“ทั้งนี้ เอไอเอ ประเทศไทย เรามีเป้าหมายไปสู่การมีสมาชิก MDRT เพิ่มเป็น 7,500 คนภายใน 3 ปี ซึ่งเราจะเดินไปถึงเป้าหมายได้นั้นมาจากพลังความร่วมมือร่วมใจของพลังตัวแทนทุกคน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำของเอไอเอในฐานะบริษัทที่มีจำนวนสมาชิก MDRT มากที่สุดในโลกต่อไป” นางอลิสา กล่าวทิ้งท้าย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

เศรษฐกิจแย่ คนไทยงดติดแกลม ลดของหรู เลี่ยงรพ.เอกชน เน้นผ่อนถ้าผ่อนได้

20/07/2026

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่เผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับลดลงต่อเนื่องได้ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายมากขึ้น กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลผ่านผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ บัตรเครดิตกรุงศรี บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส เปิดเผยผลประกอบการปี 2568 ว่ายังคงเติบโตได้ดีกว่าตลาด แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัวในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ 574,000 บัญชี มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวม 396,000 ล้านบาท และปล่อยสินเชื่อใหม่รวม 94,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างรวมอยู่ที่ 143,000 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตทั้งในมิติของปริมาณธุรกรรมและขนาดพอร์ตสินเชื่อในด้านคุณภาพสินทรัพย์ บริษัทสามารถควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน (NPL) อยู่ที่ 1.2% สำหรับพอร์ตบัตรเครดิต และ 2.3% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อผ่อนชำระ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ การติดตามคุณภาพลูกหนี้ และการบริหารพอร์ตสินเชื่อโดยรวม ขณะที่ผลประกอบการโดยรวมเติบโต “เล็กน้อย” เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ยังถือว่าเหนือกว่าทิศทางตลาดในช่วงเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เน้น “คุ้มค่า ตอบโจทย์ และสะดวก”ข้อมูลจากสายงานยุทธศาสตร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึกของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้บริโภคในปี 2568 ปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ “ความคุ้มค่า ความตอบโจทย์ความต้องการครบถ้วน และความสะดวกในการใช้จ่าย”ในเชิงพฤติกรรม ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารระดับพรีเมียมหรือ Fine Dining ปรับตัวลดลง ขณะที่ร้านอาหารจานด่วน (Fast Food) กลับเติบโตถึง 9% สะท้อนการปรับตัวไปสู่การบริโภคที่ประหยัดและเข้าถึงง่ายมากขึ้น เช่นเดียวกับหมวดสินค้าแฟชั่นระดับหรู (Luxury Fashion) ที่ยอดใช้จ่ายลดลง ในขณะที่สินค้าแฟชั่นกระแส (Fast Fashion) ยังคงอยู่ในระดับทรงตัว ไม่เติบโตแต่ไม่หดตัว แสดงให้เห็นถึงการเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้นด้านบริการสุขภาพพบแนวโน้มที่สอดคล้องกัน โดยยอดใช้จ่ายในโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ลดลง ขณะที่โรงพยาบาลรัฐบาลกลับมีการเติบโตของยอดใช้จ่ายถึง 7% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำลง แต่ยังสามารถตอบโจทย์ความจำเป็นพื้นฐานได้ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากกว่าการบริโภคเชิงสถานะหรือความหรูหราเทรนด์ “ผ่อนชำระ” โตต่อเนื่อง สะท้อนการบริหารสภาพคล่องเชิงรุกอีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่โดดเด่นในปี 2568 คือการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านแผนผ่อนชำระสินค้า โดยข้อมูลระบุว่าผู้ถือบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระมีแนวโน้มเลือกใช้การแบ่งจ่ายมากกว่าการชำระเต็มจำนวนในครั้งเดียวพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนการบริหารสภาพคล่องทางการเงินของผู้บริโภคในเชิงรุกมากขึ้น กล่าวคือ แม้ยังคงมีความต้องการใช้จ่ายสินค้าและบริการ แต่ผู้บริโภคเลือกกระจายภาระค่าใช้จ่ายออกไปในระยะยาว เพื่อลดแรงกดดันต่อกระแสเงินสดในระยะสั้น แนวโน้มนี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์สินเชื่อผ่อนชำระในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวในมุมของผู้ประกอบการ การเติบโตของแผนผ่อนชำระถือเป็นทั้งโอกาสในการขยายพอร์ตสินเชื่อ และความท้าทายในการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากต้องรักษาสมดุลระหว่างการตอบโจทย์ลูกค้าและการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกลยุทธ์ “0% OUTLET” ขยายอีโคซิสเต็มการใช้จ่ายในแอปเดียวเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าและความสะดวก กรุงศรี คอนซูมเมอร์ได้เร่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินและโปรโมชันที่สอดคล้องกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเน้นหมวดสินค้าจำเป็น เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต และการเติมน้ำมัน ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์การใช้งานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวฟีเจอร์ “0% OUTLET” บนแอปพลิเคชัน UCHOOSE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักของบริษัท โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนำเสนอแผนผ่อนชำระ 0% ครอบคลุมสินค้าทุกชิ้น ทุกหมวดหมู่ มากกว่า 3,000 รายการ จากพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการได้อย่างยืดหยุ่นและบริหารค่าใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหมวดสินค้าที่ครอบคลุมภายใต้ “0% OUTLET” มีความหลากหลาย ตั้งแต่ทองคำและเครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือและสินค้าไอที เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ แพ็กเกจท่องเที่ยว ไปจนถึงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผู้บริโภคสามารถทำรายการผ่อนชำระได้อย่างสะดวกผ่านแอปพลิเคชัน โดยเพียงเลือกสินค้าและกดทำรายการได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลาการพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวสะท้อนทิศทางการแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ecosystem-based lending” ซึ่งผู้ให้บริการไม่ได้แข่งขันกันเพียงอัตราดอกเบี้ยหรือวงเงิน แต่รวมถึงความสามารถในการผสานสินค้า บริการ และประสบการณ์การใช้งานเข้าด้วยกันในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการทั้งความคุ้มค่า ความสะดวก และความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายอย่างครบวงจรแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับamarintvhttps://www.amarintv.com/spotlight/economy/542111

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

บทเรียนจากโน้ส อุดม : คุณค่าของประกันชีวิตที่มักถูกมองข้าม

20/07/2026

ผู้เขียน : อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทยช่วงนี้สังคมกำลังให้ความสนใจกับกรณีของ “โน้ส อุดม” ที่ออกมาเล่าถึงการถูกคนใกล้ตัวโกงเงินไปจำนวนมาก เรื่องนี้ได้รับความสนใจไม่ใช่เพียงเพราะจำนวนเงินที่ถูกพูดถึง แต่เพราะสะท้อนบทเรียนสำคัญเรื่องการเงินที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ เมื่อเรามีเงิน เงินก้อนนั้นควรถูกวางไว้ที่ไหน ใครเป็นผู้ดูแล ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และเจ้าของเงินสามารถตรวจสอบได้จากระบบต้นทางหรือไม่ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับคนมีชื่อเสียงหรือผู้ที่มีทรัพย์สินจำนวนมากเท่านั้น แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน เพราะในชีวิตจริง เรามักให้ความสำคัญกับการหาเงิน การเก็บเงิน และการลงทุน แต่อาจให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับ “ระบบ” ที่ใช้ดูแลเงินก้อนนั้น ทั้งที่บางครั้ง ระบบอาจเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาเงินได้มากกว่าผลตอบแทนเสียอีกคำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ลงทุนอะไรดีเวลาพูดถึงการเงิน คนจำนวนมากมักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ควรลงทุนอะไรดี” “ผลตอบแทนเท่าไร” หรือ “สินทรัพย์ไหนมีโอกาสเพิ่มมูลค่า” คำถามเหล่านี้สำคัญ แต่ยังมีคำถามพื้นฐานอีกชุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม และในบางสถานการณ์อาจสำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ เงินของเราอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ถือครอง ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และเราสามารถตรวจสอบข้อมูลจากระบบต้นทางได้จริงหรือไม่เมื่อพูดถึงทรัพย์สิน คนเรามักสนใจเรื่องมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการลงทุน มูลค่าตลาด หรือราคาที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ทรัพย์สินที่ดีไม่ควรมีเพียง “ราคา” เท่านั้น ควรมี “ระบบ” รองรับด้วย ระบบในที่นี้หมายถึงกลไกที่ทำให้สินทรัพย์นั้นปลอดภัย ตรวจสอบได้ มีหลักฐานชัดเจน และสะท้อนความเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริงจากการวางใจคนสู่การวางเงินไว้ในระบบหากคิดให้ลึกขึ้น เงินที่ฝากไว้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัว ญาติสนิท หรือคนที่ไว้วางใจมากเพียงใด สุดท้ายแล้วยังเป็นการฝากความหวังไว้กับ “ตัวบุคคล” มากกว่าการฝากไว้กับ “ระบบ” ปัญหาคือ เมื่อเงินไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างที่ตรวจสอบได้ เงินก้อนนั้นอาจกลายเป็นเพียงคำสัญญาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีผู้รับรอง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น อาจไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยตรวจสอบหรือคุ้มครองได้อย่างแท้จริงในทางกลับกัน หากเงินถูกนำเข้าสู่ระบบที่มีโครงสร้าง เช่น ระบบสัญญา ระบบบัญชี ระบบทะเบียน หรือระบบกำกับดูแล เงินก้อนเดียวกันจะเปลี่ยนสถานะจากการ “วางใจคน” ไปสู่การ “อยู่ในระบบ” มีหลักฐาน มีเลขอ้างอิง มีเงื่อนไขชัดเจน มีผู้รับผิดชอบ และเจ้าของเงินสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาบทเรียนจากกรณีของโน้ส อุดม จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีรายได้มากกว่าใคร หรือใครประสบความสำเร็จมากกว่าใคร แต่อยู่ที่คำถามสำคัญกว่า คือ เงินที่หามาได้นั้น ถูกนำไปวางไว้ในระบบที่ปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ทรัพย์สินที่มั่นคง เริ่มจากระบบที่ชัดเจนเมื่อเรายอมรับว่า “ระบบ” เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลเงิน คำถามต่อมาคือ สินทรัพย์ที่เราเลือกถือครองนั้น มีระบบรองรับมากเพียงใด มีหลักฐานยืนยันสิทธิชัดเจนหรือไม่ในยุคที่มีสินทรัพย์ให้เลือกมากมาย ตั้งแต่หุ้น กองทุน ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล คนมักให้ความสำคัญกับผลตอบแทนหรือโอกาสเพิ่มมูลค่า แต่ในวันที่เกิดปัญหา สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นหลักฐาน สัญญา และระบบที่ช่วยยืนยันว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นเป็นของใครสินทรัพย์บางประเภท เช่น บัญชีธนาคาร พันธบัตร หรือประกันชีวิต เป็นสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้สัญญา ระบบ และการกำกับดูแล โดยเฉพาะประกันชีวิต หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงค่าใช้จ่ายหรือเบี้ยที่ต้องจ่ายเป็นประจำ แต่ในความเป็นจริง ประกันชีวิตเป็นสัญญาทางการเงินที่มีผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน มีเงื่อนไขการจ่ายเงินตามกรมธรรม์ มีบริษัทประกันชีวิตเป็นผู้รับผิดชอบตามสัญญา และมีระบบกำกับดูแลรองรับดังนั้น ประกันชีวิตจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคุ้มครองความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งในการจัดระเบียบทรัพย์สิน วางแผนให้เงินถูกส่งต่อไปยังคนที่เราต้องการ และลดความไม่แน่นอนให้กับครอบครัวในวันที่เจ้าของเงินไม่สามารถจัดการเองได้อีกต่อไปท้ายที่สุด บทเรียนจากเรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงการระวังว่าเราจะไว้ใจใคร แต่คือการกลับมาถามว่า เงินและทรัพย์สินของเราถูกวางไว้ในระบบที่ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และมีผู้รับผิดชอบชัดเจนหรือไม่ เพราะความไว้วางใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่เมื่อเป็นเรื่องของเงินความไว้วางใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ประกันชีวิตจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เงินถูกจัดวางอย่างเป็นระบบ มีเงื่อนไขชัดเจน และสามารถส่งต่อไปยังคนที่เราต้องการดูแลได้อย่างมั่นใจแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-2033966

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

คนรักศิลปะห้ามพลาด “Under the Same Sun” นิทรรศการภาพวาดสีน้ำมันโดย “อำนาจ วชิระสูตร”

20/07/2026

ชวนชมนิทรรศการ Under the Same Sun
โดยศิลปิน อำนาจ วชิระสูตร จัดขึ้นวันที่ระหว่างวันที่ 9 กรกฎาคม – 30 สิงหาคม 2569 ณ แกลเลอรี La Lanta ชั้น 2 River City Bangkokท่ามกลางวิถีชีวิตอันเร่งรีบสำหรับคนเมือง การเงยหน้ามองท้องฟ้าและสูดหายใจได้เต็มปอดหรือได้ใช้เวลาขบคิดแล้วจินตนากรต่อ แทบจะเป็นเศษเสี้ยวเวลาที่มีอยู่น้อยนิดในแต่ละวัน ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ในวัยเด็ก ปัจจุบันกลับถูกเติมเต็มด้วยตึกสูง เส้นรถไฟฟ้าที่ขดวนเข้ามาแทนที่ฝูงนกที่กางปีกโผบินได้อย่างอิสระ สิ่งเหล่านี้ล้วนถูก ‘กำหนด’ ขึ้นมาโดยใครบางคนที่เราเลือกไม่ได้Under the Same Sun นิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุดของอำนาจ วชิระสูตร จิตรกรผู้ซึ่งผลงานเป็นที่คุ้นตาในแวดวงงานจิตรกรรมร่วมสมัยของไทย งานนี้จะพาผู้ชมไปสำรวจผลงานภาพวาดสีน้ำมันของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานแบบอิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionist) ผ่านภาพวิวทิวทัศน์ในเชิงนามธรรมหรือแอ็บสแทร็ค (Abstract) และกึ่งนามธรรม (Semi-Abstract) ที่เนรมิตจากพื้นผิวของสีที่ดูแน่นิ่ง เงียบสงัดแต่กลับซ่อนเร้นบางอย่างไว้ได้อย่างคาดไม่ถึงและสื่อถึงอารมณ์ได้มากมาย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชมได้สัมผัสผลงานที่จะปรุงแต่งเรื่องราวบนผืนผ้าใบขึ้นมาใหม่ได้ด้วยตัวเองทว่าสำหรับศิลปินแล้ว บนผืนผ้าใบคือโลกแห่งอุดมคติอันเป็นภาคต่อมาจากชุดผลงานก่อน ภาพเขียนอันเต็มไปด้วยสีสัน ธรรมชาติ และนกน้อยที่ดูไร้เดียงสาเข้ามาแต่งแต้มเรื่องราว แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมในฐานะจิตรกรร่วมสมัย ภาพเขียนของศิลปินที่เงียบสงัดได้กลายสภาพเป็นเสียงให้เราได้ขบคิดและตั้งคำถาม ภายในนิทรรศการนี้ กำแพงสี่ด้านจะทะลายออกไปสู่ความคิดใหม่ไปพร้อมกับสีบนผืนผ้าใบในงานศิลปะเกี่ยวกับศิลปินอำนาจ วชิระสูตร เป็นศิลปินที่เชื่อว่าการวาดภาพเป็นเรื่องของจิตใจและสภาวะภายใน เขาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมด้วยการใช้สีน้ำมันในรูปแบบกึ่งนามธรรม แต่มีมิติที่สะท้อนแสงเมื่อมองจากมุมต่าง ๆ ผลงานของเขาแสดงถึงโลกที่เหนือจริง เป็นการเชื่อมโยงระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก รวมถึงชีวิตและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความซับซ้อนของการรับรู้และอารมณ์ของมนุษย์ศิลปินจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลชนะเลิศการประกวด Thailand Asean Art Award จากฟิลิปมอร์ริส (ปี 1996) และศิลปะร่วมสมัยของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปี 1997)ผลงานของเขาจัดแสดงในนิทรรศการเดี่ยวและนิทรรศการกลุ่ม ณ แกลเลอรีชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ที่กรุงปารีสและกรุงมะนิลา อีกทั้งได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมประมูลมาอย่างต่อเนื่อง ติดตามชมผลงานทาง Instagram: amnaj.vashirasutแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000068041

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

“สะพานเขียว” เดิน วิ่ง ปั่น สุดชิล เชื่อมสวนลุมพินี-สวนเบญฯ

20/07/2026

สะพานเขียวโฉมใหม่อัพเดต “สะพานเขียว” โฉมใหม่ หลังเปิดได้ 2 เดือน เส้นทางสีเขียวกลางเมือง เชื่อมสวนลุมพินี-สวนเบญจกิติ จะเดิน จะวิ่ง หรือปั่นจักรยานก็ชิลสุดๆช่วงนี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง หลายคนนิยมไปออกกำลังกายกันที่สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางเมือง ไม่ว่าจะมาเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก หรือกิจกรรมออกกำลังกายอื่นๆ จะเห็นว่ามีคนมาใช้พื้นที่สวนเป็นจำนวนมาก ทั้งช่วงเช้าและเย็นโดยเฉพาะที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่สุดฮิตอย่าง “สวนลุมพินี” และ “สวนเบญจกิติ” ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เดินทางสะดวกสบาย และยังเป็นปอดใจกลางเมืองกรุงที่พิเศษคือ ทั้งสองส่วนมีจุดเชื่อมต่อกันด้วย “สะพานเขียว” ซึ่งเป็นสะพานยกระดับตัดผ่านชุมชนและแนวถนน ทำให้ผู้คนสามารถสัญจรไปมาระหว่างสองสวนนี้ได้สะดวกสะพานเขียว เชื่อมสวนลุมพินี-สวนเบญฯเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานสะดวกอันที่จริง “สะพานเขียว” นั้นสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 แล้ว เวลาผ่านมาก็มีสภาพเก่าและทรุดโทรม ทำให้ไม่ค่อยมีคนมาใช้งาน อีกอย่างคือสะพานที่มีความยาวกว่า 1.3 กิโลเมตร แต่มีทางขึ้นลงเพียงแค่ 3 จุด และช่วงกลางคืนค่อนข้างเปลี่ยวเพราะไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง จึงทำให้ผู้ที่สัญจรรู้สึกไม่ปลอดภัย และอาจทำให้เกิดอาชญากรรมได้สะพานที่มีอายุกว่า 20 ปี ผ่านการใช้งานและมองเห็นปัญหา จึงมีโครงการปรับปรุงสะพานให้มีสภาพดีขึ้น สามารถตอบโจทย์การใช้งาน และมีความปลอดภัย ยกระดับให้ที่นี่เป็นทางเดินและเส้นทางจักรยานลอยฟ้าที่มีมุมนั่งพักที่ได้มาตรฐาน รวมถึงติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานยิ่งขึ้นล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็ได้มีการเปิดให้ใช้งานสะพานเขียวโฉมใหม่ สามารถใช้สัญจร เดิน วิ่ง และปั่นจักรยานได้แล้วเส้นทางเชื่อมต่อแบบยกระดับน้ำพุใหม่ จุเช็คอินสวนลุมฯสำหรับการปรับปรุง “สะพานเขียว” มีตั้งแต่ การขยายระยะทางเพิ่มขึ้น จากเดิม 1.3 กิโลเมตร เป็น 1.6 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก “สวนลุมพินี” บริเวณประตู 1 ใกล้โซน Dog Park ทอดข้ามถนนวิทยุ ผ่านซอยโปโล ซอยร่วมฤดี โบสถ์พระมหาไถ่ และมัสยิดอินโดนีเซีย แล้วข้ามทางพิเศษเฉลิมมหานครไปยัง “สวนเบญจกิติ” บริเวณทางเข้าทางลอยฟ้าฝั่งสวนป่าโดยบริเวณทางขึ้นสะพานเขียวฝั่งสวนลุมพินี มีการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม มีการสร้างน้ำพุสูง 12 เมตร เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี น้ำพุแห่งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "น้ำพุใหม่ สวนลุมพินี สนับสนุนโดย กลุ่ม บี.กริม" เพื่อให้ประชาชนได้มาพักผ่อนหย่อนใจและชมการแสดงน้ำพุ ช่วยเพิ่มความสวยงามและเป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ของสวนลุมพินีปรับภูมิทัศน์บริเวณสะพานเขียวสะพานเขียวโฉมใหม่สดใสขึ้นส่วนบริเวณใต้สะพานฝั่งสวนลุมพินีอยู่ระหว่างพัฒนาเป็นสวนไม้เลื้อยและปลูกไม้ยืนต้นเพื่อเพิ่มร่มเงา พร้อมปรับปรุงสนามหญ้าให้เป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับประชาชนที่มาใช้สวนสาธารณะ บริเวณเดียวกันนี้ยังจัดให้มีลิฟต์สำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กเล็ก ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้อย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับแนวคิด Universal Design และเป้าหมายการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับทุกคน (Inclusive City)นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังเตรียมปรับปรุงพื้นที่เดิมของสถานีวิทยุกรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่รกร้าง ให้เป็นคาเฟ่สำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly Café) รองรับผู้ใช้บริการ Dog Park ภายในสวนลุมพินี เพิ่มพื้นที่พักผ่อนและสร้างกิจกรรมใหม่ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะได้มากยิ่งขึ้นใช้พื้นผิวแบบ Sport Surface บนเลนจักรยานเชื่อมพื้นที่ให้สัญจรได้สะดวกในส่วนพื้นที่ด้านบนสะพาน มีการเปลี่ยนบันไดที่ชันเป็นทางลาดยกระดับ ปูทางเดินเท้าด้วยหินแกรนิต และการใช้พื้นผิวแบบ Sport Surface ระยะ 500 เมตร บนเลนจักรยาน เพื่อป้องกันการลื่นและดูดซับแรงกระแทกสูง พร้อมลวดลายสีสันสดใส แต่ยังคงเอกลักษณ์สีเขียวตามชื่อสะพานไว้เช่นเดิมรวมถึงการปรับพื้นที่ใต้สะพานย่านซอยโปโล–ร่วมฤดี ให้โปร่ง สะอาด ปลอดภัย สำหรับรองรับกิจกรรมชุมชน ติดตั้งไฟส่องสว่างใหม่และ CCTV เชื่อมศูนย์ควบคุม กทม. ให้สามารถใช้งานได้ปลอดภัยทั้งกลางวันและกลางคืนสะพานยกระดับผ่านชุมชนในเมืองกรุงสะพานเขียวสะพานเขียวสำหรับ “สวนลุมพินี” ถือเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นพระราชมรดกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชทานไว้แก่ชาวพระนคร ปัจจุบันก็ยังคงเป็นสวนสาธารณะกลางกรุงที่มีผู้คนมาใช้บริการเป็นจำนวนมากในแต่ละวันกิจกรรมสุดฮิตของสวนลุมพินี ก็มีตั้งแต่ การเดิน-วิ่ง ในบรรยากาศที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ พื้นถนนลาดยาง รอบใหญ่มีระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร มาเต้นแอโรบิกยามเย็น กิจกรรมสุดฮิตของยุคนี้ สามารถเข้าร่วมได้ฟรี จุดใหญ่ๆ คือบริเวณลานหลังพระบรมรูป ร.๖ และ ลานสวนปาล์ม วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.00-20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 17.00-18.00 น. จะมีผู้นำเต้นหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน รูปแบบการเต้นและแนวเพลงก็มีความหลากหลายใครเป็นคนรักสัตว์ ที่นี่ก็มีน้องแมวมาให้เติมแมวกันด้วย บางตัวดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ เพราะมักจะมีเหล่าทาสแมวแวะเวียนมาดูแล และแมวที่นี่ก็ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลสุขภาพเป็นระยะด้วย และไฮไลต์สัตว์ในสวนลุมฯ ก็คือ เหี้ย (ตัวเงินตัวทอง) เป็นสัตว์เลื้อยคลานคู่สวนลุมฯ และตอนนี้ก็นับว่าเป็นอีกซอฟท์พาวเวอร์ของกรุงเทพฯ เพราะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาที่มาเที่ยวในกรุงเทพฯ แล้วต้องปักหมุดมาที่สวนลุมพินี เพราะอยากจะมาถ่ายรูปน้องสวนลุมพินีพักผ่อนที่สวนลุมพินีส่วน “สวนเบญจกิติ” เป็นสวนสาธารณะใจกลางกรุงฯ ที่อยู่ติดกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีบึงน้ำขนาดใหญ่ และเส้นทางเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานรอบบึงยาวกว่า 2 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับ “สวนป่าเบญจกิติ” มีไฮไลด์คือ เกาะต้นไม้กลางบึงน้ำ นำมาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวสวน ยกรากต้นไม้ให้สูงกว่าระดับน้ำใต้ดิน ทำให้น้ำซึมเข้าสู่ดิน รากต้นไม้สามารถดูดซับน้ำ จึงเจริญเติบโตได้ดี พร้อมทั้งลดการระเหยของน้ำ และช่วยลดอุณหภูมิของพื้นที่รอบๆได้อีกด้วยและยังแบ่งเป็นพื้นที่เส้นทางออกกำลังกายเอาใจคนรักสุขภาพ แบ่งเป็นทางเดิน เส้นทางวิ่ง และเส้นทางจักรยาน โดยมีจุดขายอย่างสกายวอล์ค (Sky Walk) ทางเดินระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ชมธรรมชาติจากมุมสูง เดินออกกำลัง และยังเป็นจุดยอดนิยมของการถ่ายรูปทางเดิน-วิ่ง สวนเบญจกิติโซนสวนป่าเบญจกิติเกาะต้นไม้กลางบึงน้ำเส้นทางเดินวิ่ง และจักรยานแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000068002

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ร่วมงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ชวนคนไทยดูแลสุขภาพและวางแผนอนาคตอย่างมั่นใจด้วยแบบประกันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

18/07/2026

กรุงเทพฯ 18 กรกฎาคม 2569  – เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก นำทัพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินเอไอเอร่วมออกบูธในงาน วันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต พร้อมกิจกรรมสุด Exclusive จาก AIA Vitality และ ALive Powered by AIA ที่มาร่วมให้ความสนุกและสร้างแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพแก่ผู้เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ เอไอเอ ยังได้เตรียมโซลูชันด้านการประกันที่ครอบคลุม ทั้งแบบประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) มาให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกแบบประกันที่ใช่ อาทิ ‘เอไอเอ ไลฟ์ไทม์ อินคัม 9/99 (มีเงินปันผล)’ แบบประกันชีวิตใหม่ล่าสุด ที่มาช่วยสร้างความมั่งคงระยะยาวให้แก่ผู้เอาประกัน ตลอดจนแบบประกันสุขภาพ ‘เอไอเอ เฮลธ์ สตาร์ตเตอร์’ ทางเลือกในการรับความคุ้มครองสุขภาพเพื่อความอุ่นใจในยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ด้วยเบี้ยประกันภัยที่เข้าถึงง่าย เป็นต้นผู้เข้าร่วมงานยังได้รับคำแนะนำจากตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ ที่พร้อมช่วยวางแผนความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ตลอดจนสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัวได้อย่างครบวงจร อีกทั้งยังมาพร้อมกับโปรโมชันและของที่ระลึกสุดพิเศษภายในงานพิเศษ! ในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 พบกับ หมาก ปริญ สุภารัตน์ นักแสดงชื่อดังและ AIA Vitality Ambassador ที่จะมาร่วมสร้างความสนุกและแบ่งปันแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพ รวมถึงการใช้ชีวิตในแบบ Rethink Healthy ตั้งแต่เวลา 14.50 น. เป็นต้นไป พ่วงด้วยกิจกรรม AIA One Billion Day 2026 ที่มาเชิญชวนให้ทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุขภาพที่ดีต่อใจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X