Everyday knowledge for you
ประกันชีวิต
17/03/2026
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางศรัณยา เทียนถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัล “สุดยอดองค์กรสร้างเสริมสุขภาวะทางจิต (The Excellence in Thai Mind Awards)” บนเวที Thai Mind Awards ซึ่งเอไอเอ ประเทศไทย ได้รับรางวัลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลที่ยกย่ององค์กรที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาวะทางจิตของพนักงานอย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของบุคลากรอย่างยั่งยืนรางวัลนี้สะท้อนถึงผลลัพธ์ของโครงการ “Own Your Mental Health” ที่เอไอเอ ประเทศไทย ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การป้องกัน ผ่านการให้ความรู้ รวมถึงการอบรมหัวหน้างานให้สามารถสังเกตสัญญาณความเครียดของทีมงาน 2) การสนับสนุน ด้วยเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานประเมินสุขภาพใจของตนเอง การให้คำแนะนำด้านสุขภาพใจจากนักจิตวิทยามืออาชีพ 3) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัย ให้พนักงานรู้สึกสบายใจในการเรียนรู้ ทำงานร่วมกัน และเติบโตร่วมกัน ผ่านบรรยากาศแบบพี่สอนน้อง และพี่เรียนรู้จากน้อง เพื่อเสริมสร้างความผูกพันและการดูแลซึ่งกันและกันในระยะยาวการพิจารณารางวัลในปีนี้จัดทำโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) โดยความสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยประเมินจากมาตรฐานด้านบุคลากรและศักยภาพขององค์กรในการยกระดับคุณภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินสะท้อนถึงระดับมาตรฐานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของ เอไอเอ ประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ยืนยันถึงความทุ่มเทขององค์กรในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมให้กับพนักงานทุกคนอย่างแท้จริง เพื่อสนับสนุนให้พนักงานทุกคนเปี่ยมด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นที่จะส่งต่อพลังดี ๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ภาษี
11/03/2026
คอลัมน์ : นอกรอบผู้เขียน : ชินภัทร วิสุทธิแพทย์ Partner ONE Law officeกรรมการบริษัทในฐานะผู้แทนนิติบุคคล กระทำการแทนบริษัท ต้องรักษาผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นให้มากที่สุด หากมี “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” ระหว่าง “ผลประโยชน์บริษัท” และ “ผลประโยชน์ส่วนตนของกรรมการ” กรรมการที่มีส่วนได้ส่วนเสียต้องแจ้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการทราบและไม่อยู่ในกระบวนตัดสินใจใด ๆ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการเป็นผู้แทนบริษัทในการทำนิติกรรมสัญญาในธุรกรรมนั้นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของบริษัทและกรรมการไม่ใช่เรื่องที่ผิดโดยตัวมันเอง หากผลประโยชน์ของบริษัทและกรรมการทับซ้อนกันอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตระหว่างกันและเปิดเผยต่อผู้ถือหุ้นและบุคคลภายนอกทั้งนี้ เงื่อนไขธุรกรรมต้องไม่ผิดปกติ เป็นเงื่อนไขทางการค้าที่ยอมรับกันโดยทั่วไป (Market Term) และราคาธุรกรรมนั้นต้องเป็นราคาตลาด (Market Price)ตัวอย่าง เช่น บริษัทกู้ยืมเงินจากกรรมการ กรรมการให้เช่าที่ดิน/อาคารแก่บริษัท เป็นธุรกรรมที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันระหว่างบริษัทและกรรมการ ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินกู้ และค่าเช่าทรัพย์สิน ต้องเป็นราคาตลาดหรือเป็นราคาเปรียบเทียบอ้างอิงได้ (Comparable Benchmark)ซึ่งผู้ตัดสินใจอนุมัติรายการไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการหรือฝ่ายจัดการของบริษัทตามอำนาจอนุมัติต้องอธิบายให้ได้ว่าธุรกรรมที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์นั้น “เงื่อนไขธุรกรรม” และ “มูลค่าธุรกรรม” ไม่แตกต่างกันหากบริษัทกู้ยืมเงินหรือเช่าทรัพย์สินจากบุคคลอื่นกรณีศึกษา บริษัททำกิจการเหมืองแร่ภูเก็ตนำที่ดินของบริษัทหลายสิบแปลงขายให้แก่กรรมการบางคนและผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม รวมถึงบุคคลภายนอกอื่นด้วยในราคา 50,000 บาทต่อตารางวา ต่ำกว่าราคาประเมินกรมที่ดินซึ่งเป็นราคาราชการและราคาตลาดที่ประเมินไว้ที่ 500,000 บาทต่อตารางวา ราคาที่บริษัทขายเป็นราคาที่ต่ำมากต่างกันถึง 10 เท่าแม้ว่าการอนุมัติขายที่ดินของบริษัทซึ่งต้องใช้รายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อประกอบการจดทะเบียนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินบริษัท ณ กรมที่ดิน จะมีกระบวนการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับบริษัท และสำนักงานที่ดินจะไม่ได้ยกประเด็นขายที่ดินของบริษัทต่ำกว่าราคาประเมินจากกรมที่ดินก็ตามอย่างไรก็ตาม กรณีศึกษานี้ยังน่าสงสัยถึงความผิดปกติของธุรกรรมด้านราคาอันเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของบริษัทและกรรมการ เพราะที่ดินสามารถหาราคาตลาดได้ไม่ยากจากการจ้างที่ปรึกษาประเมินราคาที่ดิน อีกทั้งราคาประเมินจากกรมที่ดินเป็นราคาที่เปิดเผยจากหน่วยงานราชการและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้บริษัททำกิจการเหมืองแร่ภูเก็ตเป็นธุรกิจครอบครัวใหญ่มีเครือญาติหลายสิบคนสืบทอดกิจการกันมาหลายรุ่น เมื่อมีธุรกรรมที่ผิดปกติด้านราคาและด้านผู้ซื้อที่ดินที่เป็นกรรมการกับผู้ถือหุ้นบางคน ทำให้สมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทที่เสียประโยชน์ใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นฟ้องคดีกับกรรมการเองเพราะบริษัทไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีกรรมการเหล่านั้นซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้แก่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิได้โดยอิสระ หากบริษัทเพิกเฉยไม่รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นตามที่กฎหมายเปิดโอกาสให้นี้จะผูกพันเฉพาะกรรมการบริษัทในฐานะผู้แทนบริษัทเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ซื้อที่ดินในธุรกรรมนี้ด้วย เว้นแต่ ผู้ถือหุ้นพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกเหล่านั้นใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเป็นตัวแทนเชิด (Nominee) ของกรรมการดังกล่าวเพื่อทำธุรกรรมที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทอีกทั้งหากบุคคลภายนอกนั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงแหล่งเงินที่นำมาซื้อที่ดินและจำนวนเงินมูลค่าที่ดินไม่สมแก่ฐานะของบุคคลภายนอกแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่าธุรกรรมนั้นเป็น “นิติกรรมอำพราง” คือ (1) อำพรางราคาแท้จริง (2) อำพรางคู่สัญญาแท้จริง เมื่อเป็น “นิติกรรมอำพราง” กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้เป็น “โมฆะ” ตั้งแต่ต้น ดังนั้นการอำพรางปกปิดราคาแท้จริง และอำพรางปกปิดคู่สัญญา จึงเป็นโมฆะใช้ไม่ได้เลยในทางปกติคู่สัญญาต้องผูกพันตาม “นิติกรรมแท้จริง” คือ (1) ราคาซื้อขายแท้จริง (ราคาตลาด) (2) คู่สัญญาแท้จริง (กรรมการ) เมื่อนำนิติกรรมแท้จริงใช้บังคับแล้วตามกฎหมายย่อมถือได้ว่ากรรมการไม่สุจริต เมื่อกรรมการบริษัทไม่สุจริตย่อมสันนิษฐานได้ว่าบุคคลภายนอกที่เป็นตัวแทนเชิดย่อมไม่สุจริตด้วยประเด็นนี้ดูเหมือนเป็นข้อผิดพลาดในการดำเนินคดีใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นตามกฎหมายบริษัทที่มุ่งหมายไปที่กรรมการบริษัท โดยขาดความเชื่อมโยงด้านกฎหมายไปยังบุคคลภายนอกที่เป็น Nomineeข้อเท็จจริงในกรณีศึกษานี้ ศาลฎีกาตัดสินว่า “กรรมการทุจริต” ศาลสั่งให้กรรมการโอนที่ดินคืนบริษัทหรือให้ใช้ราคาส่วนต่างของที่ดินแก่บริษัทรวมมูลค่า 260 ล้านบาท หากไม่สามารถนำที่ดินคืนบริษัทได้ ส่วนบุคคลภายนอกที่ซื้อที่ดินราคาต่ำไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นเพราะกฎหมายบริษัทมุ่งหมายต่อกรรมการทุจริตเท่านั้นกรรมการบริษัทเป็นผู้แทนนิติบุคคลมีความรับผิดชอบต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น กฎหมายบริษัทไม่ได้ขยายผลไปถึงบุคคลภายนอกอันไม่ใช่ผู้แทนนิติบุคคลที่ต้องรับผิดต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นดังเช่นกรรมการบริษัทคดีนี้น่าสนใจที่คำสั่งของศาลไม่ครอบคลุม “ตัวแทนเชิด” ส่งผลให้บุคคลภายนอกที่ซื้อที่ดินราคาต่ำกว่าจริงหลุดพ้นจากกฎหมายบริษัท กล่าวคือ ตัวแทนเชิดไม่ได้ถูกนำมาพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงความสุจริตของบุคคลภายนอกกลุ่มนั้นทั้งที่โดยทั่วไป ผู้ซื้อที่ดินที่เป็นทรัพย์สินมูลค่าสูง ควรทราบถึงราคาตลาดหรือราคาราชการของที่ดินก่อนที่จะลงทุนซื้อ ผิดวิสัยสำหรับคนค้าขายที่ดิน หากพบว่าที่ดินราคาถูกเกินจริง ควรสงสัยและตรวจสอบก่อนซื้อขายที่ดินถึงความผิดปกติด้านราคา ตามหลักความระมัดระวังเมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมสันนิษฐานได้ว่าบุคคลภายนอกกลุ่มนั้นอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการสมรู้ร่วมคิดทุจริตร่วมกันกับกรรมการที่ทุจริตด้วยภายหลังกรณีศึกษาข้างต้น ประมวลรัษฎากรได้แก้ไขกฎหมายภาษีในปี 2563 โดยกำหนดเรื่อง “การโอนกำไรในเครือ” (Transfer Pricing) สำหรับ ”ผู้ถือหุ้น” และ “บริษัทในกลุ่ม” ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50% หรือมีอำนาจควบคุมผ่านกรรมการบริษัทหรือผู้บริหารในตำแหน่งที่สำคัญต่อการบริหารจัดการบริษัท หากมีการทำรายการระหว่างกันเช่น การถือหุ้น ซื้อขาย ให้บริการ ให้กู้ยืมเงิน เป็นต้น ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ด้านการถือหุ้นและการใช้อำนาจควบคุมให้แก่กรมสรรพากรทั้งนี้ กฎหมายภาษียอมรับ “รายการระหว่างกัน” ที่เกิดขึ้นได้ในธุรกิจการค้า แต่ไม่ยอมรับ “ราคาระหว่างกันที่บิดเบือน” ไม่เป็นตามราคาตลาด อันส่งผลให้เกิดการทุจริตเลี่ยงภาษีและเป็นการเอาเปรียบประเทศรวมถึงผู้ประกอบการรายอื่นที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1971614
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันสุขภาพ
11/03/2026
ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ก้าวกระโดดไปอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ “ประกันสุขภาพ” เองก็ต้องมีการพัฒนารูปแบบใหม่ให้ทันสมัยและรองรับต่อรูปแบบการรักษาที่ปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน ทั้งในด้านวงเงินความคุ้มครองที่ขยายเพิ่มขึ้นและความคุ้มครองเรื่องการรักษาให้ครอบคลุมในนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวสัญญาให้เป็น “มาตรฐานประกันสุขภาพใหม่” ทำให้ผู้เอาประกันได้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น“มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่” (New Health Standard) เป็นประกาศจาก “สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย” (คปภ.) เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางการแพทย์ ลดความซับซ้อนของสัญญาประกันสุขภาพที่แต่ละบริษัทประกันตั้งหัวข้อผลประโยชน์ไม่เหมือนกัน ทำให้เปรียบเทียบกันได้ยาก รวมถึงเนื้อหาข้อกำหนดบางอย่างยังมีช่องโหว่ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันโดนเอาเปรียบจากการไม่สามารถเบิกเคลมได้ หากหัวข้อการรักษาไม่ตรงกับข้อกำหนดที่ระบุความคุ้มครองในกรมธรรม์“คปภ. จึงทำมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่นี้ขึ้นมา เพื่อให้เนื้อหาในกรมธรรม์ของสัญญาประกันสุขภาพมีความทันสมัย คุ้มครองได้ครอบคลุมมากขึ้น อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เปรียบเทียบกันได้ และไม่เกิดการเอาเปรียบผู้ทำประกัน”เมื่อเข้าใจใน “มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่” แล้ว สิ่งที่เราควรสำรวจเพิ่มเติมว่าถึงเวลาที่จะอัปเดตประกันสุขภาพฉบับใหม่หรือยัง มี 7 ข้อดังนี้1. ค่ารักษาพยาบาลและวงเงินความคุ้มครองที่มีอยู่: ตรวจสอบว่าแผนประกันสุขภาพที่มีอยู่นั้นมีค่ารักษาพยาบาลเป็นแบบไหน เป็นแบบ “แยกค่าใช้จ่าย” หรือ “เหมาจ่าย” วงเงินคุ้มครองเพียงพอต่อการใช้งานจริงในปัจจุบันหรือไม่ เช่น เคยทำไว้ 15 ปีที่แล้วแบบประกันค่าห้องที่ 1,000 ต่อคืน มีวงเงินค่ารักษาหนึ่งแสนบาท ซึ่งถ้าคิดว่าไม่เพียงพอในปัจจุบันแล้วก็ควรพิจารณาทำเพิ่มหรือเปลี่ยนแผนประกัน2. ผลประโยชน์ความคุ้มครองที่ “เพิ่มขึ้น” หรือ “ลดลง”: แผนประกันสุขภาพใหม่มีความคุ้มครองหมวดอื่นๆ เพิ่มเติมดีกว่าเดิมหรือไม่ เช่น มีความคุ้มครองค่าใช้จ่ายการตรวจสุขภาพ ค่ารักษาทางทันตกรรม ค่ารักษาแบบผู้ป่วยนอก เป็นต้น ทั้งนี้ควรต้องตรวจสอบด้วยว่ามีความคุ้มครองอะไรที่หายไปหรือไม่ เพราะบางครั้งแบบประกันเดิมก็มีความคุ้มครองบางรายการ ที่ครอบคลุมมากกว่าแบบประกันใหม่เช่นกัน3. เบี้ยประกัน: การเปลี่ยนแผนประกันใหม่ที่ดีขึ้น วงเงินคุ้มครองมากขึ้นอาจจะชำระเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นอีกไม่มาก ซึ่งอาจจะคุ้มค่ามากกว่า และ หากต้องชำระเบี้ยเพิ่มขึ้น ก็ควรพิจารณาความสามารถในการชำระเบี้ยและแผนการเงินในระยะยาวของเราด้วย4. สิทธิประโยชน์ใหม่ๆ: ตรวจสอบว่าแผนประกันใหม่นั้นมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่เราสนใจหรือไม่ เช่น บริการพบแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ (Telemedicine), ส่วนลดเบี้ยประกันสำหรับผู้ที่สุขภาพดี เป็นต้น5. ความเหมาะสมกับสไตล์การใช้ชีวิต: ต้องดูว่าแผนประกันใหม่ที่เราสนใจนั้นเหมาะสมกับสไตล์การใช้ชีวิตและความต้องการของเราหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ไม่ว่าอย่างไรเราก็จะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแน่นอน แต่แผนประกันที่มีอยู่ดูแล้วไม่เพียงพอแน่นอน เราก็ต้องดูแผนประกันใหม่ที่เหมาะสมกับโรงพยาบาลที่เราคาดว่าจะใช้บริการ ซึ่งหากต้องชำระเบี้ยเพิ่มเติม เราต้องพิจารณาความสามารถในการชำระเบี้ยของเราด้วย6. สุขภาพร่างกายของเรา: ถ้าเราอยู่ในช่วงที่อายุยังไม่เยอะ ข้อนี้อาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไรต้องกังวลมากนัก สามารถปรับแผนประกันสุขภาพ โดยการสมัครใหม่แทนเล่มเก่าได้อย่างสบาย การทำประกันสุขภาพฉบับใหม่ ควรทำในช่วงที่สุขภาพร่างกายเรายังสมบูรณ์และแข็งแรงดีที่สุด เพื่อจะได้รับผลประโยชน์ในเรื่องความคุ้มครองอย่างเต็มที่ และไม่ต้องเสี่ยงกับการโดนพิจารณาเพิ่มเบี้ยประกัน7. ความคุ้มครองที่ยกเว้น หรือ อาการป่วยที่เรื้อรัง: เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญ ถ้าประกันฉบับที่มีอยู่นั้นให้ความคุ้มครองครบถ้วน และเกิดมีโรคประจำตัวเกิดขึ้นในระหว่างทางที่ถือประกันฉบับเดิมนั้น เราควรพิจารณาเป็นการทำฉบับใหม่เพิ่มเติมเลยจะดีกว่า เพราะถ้ายกเลิกเล่มเดิมไปจะทำให้เราเสียประโยชน์ในความคุ้มครองโรคนั้นๆ ที่คาดว่าประกันฉบับใหม่จะยกเว้นความคุ้มครองไปเมื่อสำรวจครบ 7 ข้อแล้วสรุปได้ว่าควรมีการอัปเดตแผนประกันสุขภาพใหม่ ก็ควรพิจารณาในเรื่องระยะเวลาของการทำประกันสุขภาพฉบับใหม่โดยทำประกันสุขภาพฉบับใหม่ ก่อนที่เล่มเดิมจะหมดความคุ้มครอง 30 - 120 วัน เพราะว่า • ประกันสุขภาพโดยทั่วไป จะมีระยะเวลารอคอยในการคุ้มครอง 30 วัน หลังประกันอนุมัติ • บางโรค จะมีระยะเวลารอคอยในการคุ้มครอง 60-120 วัน แล้วแต่แบบประกันและสัญญาเพิ่มเติม • บางครั้งเราอาจตรวจเจออาการหรือโรค ขณะสมัครทำประกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดการยกเว้นความคุ้มครอง, เพิ่มเบี้ยประกัน หรืออาจทำประกันสุขภาพใหม่ไม่ได้เลย ถ้าเรารู้ตัวก่อนก็จะยังสามารถเก็บประกันสุขภาพเล่มเดิมไว้ได้“การอัปเดตประกันสุขภาพนั้นถือเป็นกระบวนการในการวางแผนทางการเงินที่สำคัญ เป็นการตรวจสอบแผนทางการเงินของเราในด้านการจัดการความเสี่ยง ช่วยปรับปรุงความคุ้มครองให้ตรงตามความจำเป็นมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และดูแลสุขภาพที่ดีขึ้นโดยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ อีกด้วย”การอัปเดตนั้นจะทำให้มีแผน “ประกันสุขภาพ” ที่เหมาะสมที่สุด โดยสามารถตรวจสอบตามขั้นตอนนี้ได้ด้วยตัวเอง หากยังมีความสงสัยในเรื่องเงื่อนไขความคุ้มครอง หรือเงื่อนไขสัญญาต่างๆ ก็สามารถสอบถามได้ที่ตัวแทนประกัน เจ้าหน้าที่บริษัท หรือนักวางแผนการเงินมืออาชีพ ก็จะได้คำแนะนำที่ชัดเจนและตรงประเด็นที่สุดแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ wealthythaihttps://www.wealthythai.com/en/updates/wealth-management/wealth-ez/28273
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
11/03/2026
• สวัชโรกร วรรณศร เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยโดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานการกำเนิดอาณาจักรล้านนา• ผลงานชิ้นสำคัญที่ถอดแบบจากตำนานคือ ประติมากรรมกวางทองคำในชื่อ "ทลายคำ" และเตียงหินของเจ้าหลวงคำแดงในชื่อ "Call me by the Weight"• ศิลปินใช้สัญลักษณ์จากตำนานเพื่อตั้งคำถามและนำเสนอแนวคิดเรื่อง "การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่าง" และข้อจำกัดในการสื่อสาร• ผลงานเหล่านี้ถูกจัดแสดงในนิทรรศการ "Roots & Rituals" ที่อัคนี่ แกลลอรี (AGNI Gallery) กรุงเทพฯตำนานของดินแดนทางเหนือของไทยมีเรื่องเล่าว่า ‘พระยาโจรณี’ พบกวางทองคำเดินอยู่ในป่า ด้วยความงดงามที่หาได้ยากยิ่ง ปรารถนาจะนำมาไว้ในอุทยานส่วนตัว จึงมอบหมายภารกิจสำคัญแก่ ‘เจ้าสุวรรณคำแดง’ ผู้เป็นบุตรชาย ให้ระดมไพร่พลออกไล่จับกวางตัวนี้มาให้ได้เมื่อเจ้าสุวรรณคำแดงและกองทัพไล่ตามกวางทองคำมาจนถึง ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ กวางทองคำได้หายตัวไปแต่เจ้าสุวรรณคำแดงกลับพบ ‘บึงบัว’ ที่มีลักษณะพิเศษ คือมีบัว 7 กอ แต่ละกอมีดอกบานลดหลั่นกันไปตั้งแต่ 7 ดอกไปจนถึง 1 ดอกฤาษีในบริเวณนั้นตีความว่า นี่คือนิมิตหมายอันดีของการสร้างบ้านเมือง ณ ที่นี้ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง เช่น ปลูกข้าวเพียง 7 ครั้ง แต่เลี้ยงคนได้นานถึง 7 ปีประติมากรรมกวางทองคำเจ้าสุวรรณคำแดงตัดสินใจตั้งรกรากในพื้นที่นี้ไม่กลับเมืองเดิม ก่อนตั้งชื่อเมือง ได้มีการทำพิธีพยากรณ์โดยนำ ‘เตียงหิน’ ของตนเองมาชั่งน้ำหนัก ปรากฏเป็นตัวเลขในภาษาโบราณที่ใช้ในขณะนั้น (คล้ายบาลี) เป็นที่มาของชื่อ “ล้านนา” ในเวลาต่อมาเจ้าสุวรรณคำแดงจึงมีฐานะเป็นปฐมกษัตริย์ผู้สร้างเมืองล้านนา ขานพระนามว่า ‘เจ้าหลวงคำแดง’ และนี่คือปฐมบทแห่งการตั้งเมืองเชียงใหม่จากตำนานดังกล่าว สวัชโรกร วรรณศร ศิลปินรุ่นใหม่นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงาน ประติมากรรมกวางทองคำ ศิลปินตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า ทลายคำ (ภาษาล้านนาดั้งเดิม) ทำจากวัสดุทองเหลือง จัดแสดงในนิทรรศการ Roots & Rituals ที่ AGNI (Art Gallery & Next Ideas) หรือ ‘อัคนี่ แกลลอรี’ แกลลอรีศิลปะร่วมสมัยในกรุงเทพฯสวัชโรกร วรรณศร เป็นศิลปินเชื้อสายผสม มารดาเป็นชาวไทใหญ่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2510 - 2520 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลต่างด้าวในปี พ.ศ.2530 บิดาเป็นชาวล้านนา (เชียงใหม่)หลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (วิชาเอกภาพพิมพ์) เมื่อปี พ.ศ. 2561ความแตกต่างที่หลากหลายในครอบครัวกลายเป็นแรงบันดาลใจหลักที่ทำให้เขาชอบตั้งคำถามและนำเสนอเรื่อง “การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่างกัน” ในงานศิลปะสวัชโรกรยังสนใจนำ เทคโนโลยี มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างงานศิลปะเพื่อสื่อความหมายใหม่ เช่น ใช้ 3D Printing สร้างประติมากรรมหินงอกประกอบผลงาน Liberation Drum (เสียงกลองที่ดังออกมาจากถ้ำหลวงเชียงดาวในวันพระ) เพราะเขามองว่า กระบวนการพิมพ์แบบ 3 มิติ (การฉีดพลาสติกทีละชั้น) มีความคล้ายคลึงกับการก่อตัวของหินงอกในธรรมชาติที่แร่ธาตุค่อยๆ ทับถมกันประติมากรรม Call me by the Weight และภาพจิตรกรรมผีอ้าปากในนิทรรศการนี้ สวัชโรกรยังจัดแสดงประติมากรรม เตียงนอนเจ้าหลวงคำแดง ศิลปินตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า Call me by the Weight โดยจำลองรูปลักษณ์มาจาก ‘เตียงหิน’ ตามตำนานที่ปรากฏในหนังสือ ‘ประชุมตำนานล้านนาไทย’ ของอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ จัดวางไว้ที่ด้านหน้าของ ภาพจิตรกรรมผีอ้าปาก ที่มีแสงสว่างออกมาจากปาก สะท้อนข้อจำกัดของมนุษย์ด้านการสื่อสาร“แม้สรรพสิ่งเหล่านั้นกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างออกมา แต่ด้วย ภาวะวิทยา (Ontology) ของมนุษย์ในปัจจุบัน เราไม่สามารถเข้าไปทำความเข้าใจได้ว่าสิ่งเหล่านั้นกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ แสงที่ออกปากจึงเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารที่เราเห็นแต่ไม่รู้ความหมาย” ศิลปินกล่าวนิทรรศการ Roots & Rituals ยังจัดแสดงผลงานศิลปะของ Dishon Yuldash ศิลปินหญิงชาวอุซเบกิสถาน ถ่ายทอดประเด็นเรื่องความทรงจำและการเปลี่ยนแปลงผ่านประติมากรรมที่มีรูปทรงเรียบลื่น ไหลต่อเนื่อง และตอบสนองต่อแสงรวมถึงการเคลื่อนไหวของผู้ชมDishon Yuldash สำเร็จการศึกษาจาก Joseph Bakstein Institute of Contemporary Art ในนครมอสโก เป็นผู้ก่อตั้งแกลเลอรีไม่แสวงหาผลกำไร ISSMAG และแพลตฟอร์ม Prolog.VisionDishon Yuldash, Maria Kolotovkina ภัณฑารักษ์ และสวัชโรกร วรรณศรผลงานบางส่วนของ Dishon Yuldashติดตามชมผลงานศิลปะอีกหลายชิ้นของ สวัชโรกร วรรณศร ที่นำแบบแผนและความเชื่อในวัฒนธรรมภาคเหนือของไทยมาเป็นแรงบันดาลใจในนิทรรศการ Roots & Rituals และผลงานต่างวัฒนธรรมของ Dishon Yuldash ได้ตั้งแต่วันนี้-17 มีนาคม 2569 หมายเหตุ : AGNI Gallery เลขที่ 15/2 ชั้น 6 ซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ (BTS เพลินจิต) เข้าชมฟรีแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1222938
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
11/03/2026
รู้ไว้ก่อนบิน! 6 ความลับที่สายการบินไม่อยากให้คุณรู้หลายคนอาจมองว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินคือการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย แต่เบื้องหลังการให้บริการยังมี “ความลับ” ที่สายการบินมักไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน ด้านล่างคือ 6 ความจริงที่อาจทำให้คุณประหลาดใจ1. ทำไมห้องโดยสารมักจะหรี่ไฟ?ในเที่ยวบินกลางคืนหรือเมื่อบินผ่านพื้นที่มีสภาพอากาศแปรปรวน ลูกเรือจะหรี่ไฟในห้องโดยสาร เพื่อให้สายตาผู้โดยสารคุ้นชินกับความมืดไว้ล่วงหน้า หากเกิดเหตุฉุกเฉิน จะช่วยให้ผู้โดยสารมองทางออกได้ดีขึ้น แทนที่จะถูก “ตัดสินด้วยแสง” ในช่วงเวลาที่แสงดับกระทันหัน2. ทำไมเครื่องบินไม่เติมน้ำมันเต็มถัง?ไม่ได้เติมน้ำมันเต็มถังเป็นมาตรการลดน้ำหนักและประหยัดต้นทุน แถมยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับนักบิน หากเผชิญเหตุที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือลงจอดที่สถานีระหว่างทาง ก็สามารถจัดการได้โดยไม่ต้องแบกรับน้ำหนักเกินจำเป็น3. กฎระเบียบก่อนบิน ไม่ใช่แค่พิธีกรรมคำแนะนำอย่างการงอพนักพิงเก้าอี้, พับโต๊ะอาหาร, ดึงม่านหน้าต่างขึ้น, คาดเข็มขัดนิรภัย ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องพิธี แต่ช่วยให้ผู้โดยสารพร้อมตอบสนองในสถานการณ์ภัย อำนวยให้การช่วยเหลือ หรือการอพยพเป็นไปได้ง่ายขึ้น4. ระวัง! อย่าให้ของกินตกลงบนถาดแม้ภาพรวมบริการในเที่ยวบินจะดูสะอาด แต่ถาดอาหารบางทีอาจไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างเข้มงวดในช่วงเปลี่ยนเที่ยวบินหรือเชื่อมต่อเวลาใกล้เคียง ดังนั้น หากเป็นไปได้ ควรเลี่ยงให้ของกินสัมผัสโดยตรงกับพื้นผิวถาด5. พรมบนเครื่องบิน แหล่งสะสมแบคทีเรียที่น่ากลัวพื้นพรมในห้องโดยสารเป็นจุดที่แทบไม่มีใครทำความสะอาดบ่อยครั้ง เมื่อรวมกับคราบฝุ่น ดิน น้ำหก หรือแม้แต่ของเสียจากเด็กเล็ก ก็สามารถกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ ดังนั้น หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าระหว่างเที่ยวบินจะปลอดภัยกว่า6. ช่วงเวลาที่ลูกเรือ “หวาดกลัว” มากที่สุดหนึ่งในเรื่องที่ลูกเรือกลัวไม่ใช่เหตุทางเทคนิค แต่เป็นพฤติกรรมของผู้โดยสารที่เกิดอารมณ์แปรปรวน เช่น ลูกเรือเคยเล่าว่าเจอผู้โดยสารตื่นตระหนก กรีดร้องว่าโดนรุม หรือมีปัญหากับการถือสัมภาระ ซึ่งสร้างความตึงเครียดระหว่างเที่ยวบินอย่างมากเบื้องหลังเที่ยวบินที่ดูราบรื่น มีระบบ ปฏิบัติการ และมาตรการรัดกุมหลายอย่าง ทั้งสิ่งที่คุณเห็นและสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ สายการบินอาจไม่อยากให้เปิดเผยทั้งหมด แต่ทั้งหมดออกแบบมาเพื่อ “ความปลอดภัยสูงสุด” ของผู้โดยสารในทุกเส้นทางขอขอบคุณข้อมูล :sohaแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1452899/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวทั่วไป
09/03/2026
"รายงานใหม่เผยประเทศ IQ สูงสุดปี 2026 ประเทศไทยอันดับน่าตกใจ โลกเผยการเปลี่ยนแปลงหลายชาติ เอเชียตะวันออกครองแชมป์"การจัดอันดับระดับเชาวน์ปัญญาหรือ IQ ของประเทศทั่วโลกยังคงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ใช่ตัวชี้วัดศักยภาพของประเทศในทุกมิติ แต่ก็ถือเป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนถึงระบบการศึกษา การเข้าถึงการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะทางปัญญาของประชากรเว็บไซต์ International IQ Test ได้เผยผลการจัดอันดับค่าเฉลี่ย IQ ของประเทศต่าง ๆ ประจำปี 2026 โดยใช้ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมการทดสอบทั่วโลก ซึ่ง IQ หรือ Intelligence Quotient หมายถึงความสามารถด้านการคิด การใช้เหตุผล การคำนวณ และการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งเป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดและเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างยาก'ผลการจัดอันดับล่าสุดพบว่า ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกยังคงครองอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเกาหลีใต้คว้าอันดับ 1 ด้วยคะแนนเฉลี่ย 106.97 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการลงทุนในระบบการศึกษาที่ต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี'อีกปัจจัยสำคัญคือระบบการเรียนที่มีการแข่งขันสูง การให้ความสำคัญกับการสอบมาตรฐานและการศึกษาที่เข้มข้น ทำให้เกาหลีใต้ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้านคะแนน IQ ของโลกไว้ได้อันดับ 2 ตกเป็นของจีน ด้วยคะแนนเฉลี่ย 106.48 แม้จะลดลงเล็กน้อยจากปี 2025 แต่จีนมีจำนวนผู้เข้าร่วมการทดสอบมากที่สุดในฐานข้อมูล ทำให้คะแนนดังกล่าวสะท้อนกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ส่วนญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 3 ด้วยคะแนนเฉลี่ยประมาณ 106.3 โดยยังคงรักษามาตรฐานจากวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่มีระเบียบวินัยสูง ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ และอัตราการรู้หนังสือที่สูงมากในปี 2026 ยังมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในกลุ่มประเทศ 10 อันดับแรก โดยออสเตรเลียขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ถือเป็นการไต่ระดับที่โดดเด่น สะท้อนถึงการลงทุนด้านการศึกษาและงานวิจัยที่เพิ่มขึ้นขณะเดียวกัน เวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตของคะแนน IQ สูงที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จนสามารถก้าวขึ้นมาติด 10 อันดับแรกของโลกได้สำเร็จ หลังจากในปี 2025 ยังอยู่อันดับที่ 25การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีการพัฒนาด้านการศึกษา การเข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัล และการแข่งขันทางวิชาการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับประเทศไทย ในปี 2026 อยู่ในอันดับที่ 31 ของโลก ด้วยคะแนนเฉลี่ย 99.94 คะแนน ลดลงจากปีก่อนที่เคยอยู่อันดับ 15 และมีคะแนนเฉลี่ย 101.52 คะแนนอย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนมากชี้ว่า การจัดอันดับ IQ ไม่ได้เป็นตัวนิยามความฉลาดของประเทศอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากสติปัญญาของมนุษย์มีหลายมิติ และยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม โภชนาการ ตลอดจนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมดังนั้น ผลการจัดอันดับ IQ จึงควรถูกมองเป็นเพียงภาพสะท้อนของประสิทธิภาพในการทดสอบทางปัญญา มากกว่าการใช้เป็นตัวชี้วัดระดับความฉลาดของแต่ละประเทศอย่างตายตัวข้อมูลจาก international-iq-test และ Ghana Reportแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยนิวส์ออนไลน์https://www.thainewsonline.co/news/898192
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
09/03/2026
โลกร้อนเป็นเหตุ ตารางชมซากุระญี่ปุ่นปีนี้ มีแนวโน้มบานเร็วกว่าปกติเป็นเวลาหลายศตวรรษที่การเบ่งบานของ “ดอกซากุระ” กลายเป็นเสมือนจังหวะหัวใจของฤดูใบไม้ผลิในประเทศญี่ปุ่น สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ความงดงามชั่วคราว และปรัชญาเรื่องความไม่จีรังของชีวิต อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม ปี 2026 นี้ จังหวะของฤดูกาลดังกล่าวกำลังเดินเร็วขึ้นกว่าที่เคยข้อมูลล่าสุดจาก Japan Meteorological Corporation (JMC) ระบุว่า ซากุระกำลังจะบานสะพรั่งทั่วประเทศเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การบานของซากุระในญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปทางเหนือของประเทศอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ สำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่น จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของปฏิทินธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของหนึ่งในประเพณีทางวัฒนธรรมเก่าแก่พยากรณ์ซากุระปี 2026การอัปเดตล่าสุดจาก JMC ระบุว่า ซากุระพันธุ์โซเมอิ โยชิโนะ (Somei Yoshino) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมที่สุดของญี่ปุ่น จะเริ่มผลิบานในพื้นที่ตอนใต้และตอนกลางเร็วกว่าปกติประมาณ 5–7 วันนักอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า ปรากฏการณ์ซากุระบานเร็วในปี 2026 เป็นผลโดยตรงจาก ฤดูหนาวที่อบอุ่นผิดปกติ และคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแม้ฤดูหนาวปีนี้จะยังมีช่วงอากาศหนาวเพียงพอสำหรับการพักตัวของต้นไม้ แต่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอย่างรวดเร็วในเดือนมีนาคมได้ทำหน้าที่ราวกับ ปุ่มเร่งเวลาทางชีวภาพ ทำให้กระบวนการออกดอกเกิดขึ้นเร็วขึ้นกว่าปกติแม้ความแตกต่างเพียงหนึ่งสัปดาห์อาจดูเล็กน้อย แต่สำหรับนักท่องเที่ยวหลายล้านคนที่วางแผนการเดินทางเพื่อชมซากุระล่วงหน้าเป็นเดือนหรือเป็นปี ความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่วันจึงอาจหมายถึงการพลาดช่วง “มันไค” (Mankai) หรือช่วงที่ดอกซากุระบานเต็มที่ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่นปรากฏการณ์ครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล แต่ยังเป็นสัญญาณหนึ่งของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอีกด้วยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000022896
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
09/03/2026
สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ร่วมกับ พาเลท อาร์ตสเปซ (Palette Artspace) แกลลอรี่แสดงผลงานศิลปะชั้นนำของไทย จัดนิทรรศการ “White Canvas Thailand ครั้งที่ 6 รวมกว่า 60 ผลงานของศิลปินรุ่นใหม่จากการประกวดโครงการผืนผ้าใบสีขาว ประจำปี 2568 ภายใต้ความร่วมมือของ กรุงเทพมหานคร และ SPUTNIK International พร้อมแรงสนับสนุนจากเครือข่ายศิลปะไทย–ญี่ปุ่นมาโดยตลอด เพื่อส่งเสริมและเฟ้นหาศิลปินหน้าใหม่ที่มีความสามารถในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเปิดพื้นที่ให้จินตนาการและความคิดของศิลปินรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดอย่างอิสระผ่านแนวคิดของ “ผืนผ้าใบสีขาว” จุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด เพื่อให้ผู้ที่รักงานศิลปะได้มาชื่นชม โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 10 มีนาคม 2569 ณ บริเวณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะนิทรรศการในครั้งนี้เป็นการรวบรวมผลงานชิ้นเยี่ยมที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น สะท้อนบทบาทของศิลปะในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การค้นหาตัวตน และการสื่อสารมุมมองต่อโลกของเยาวชนไทย โดยมีผลงานไฮไลต์อย่าง “ดาวลูกไก่” ของเด็กหญิงพิชชานันท์ ชัยประโคม ที่นำแรงบันดาลใจจากการสำรวจดวงดาวบนฟ้ามาเปรียบเทียบกับความรักความผูกพันของแม่ไก่ที่คอยปกป้องดูแลลูกไก่ เหมือนกับคุณแม่ที่คอยมอบความรักความอบอุ่นและส่งเสริมการเรียนรู้ ให้เติบโตอย่างมีสติเป็นคนดีของสังคม เช่นเดียวกับผลงานชื่อ “กลับดาว” ของนางสาวณภาค์ เจียรกุล ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแสงแห่งดวงดาวในการนำทางเพื่อเดินทางกลับไปหาความหวังที่สถิตอยู่ในตัวตนของเราอีกครั้งนอกจากนี้ยังมีผลงาน “พื้นที่จำกัด” ของนางสาวพิมพ์พิศา อนุฤทธิ์ ที่เล่าเรื่องราวผ่านการผสมผสานวัตถุซึ่งเป็นภาพแทนของสภาวะการใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัดของคนชนชั้นล่าง สะท้อนการปรับตัวเพื่อดำรงอยู่ท่ามกลางบริบททุนนิยมและความแตกต่างทางชนชั้น โดยนำวัสดุต่าง ๆ มาประยุกต์ออกแบบเป็นที่พักทางกายและใจที่งดงาม เป็นภาวะที่ต้องอยู่ร่วมกับสังคมสมัยใหม่อย่างแนบเนียนจนมักถูกมองข้ามไป โดยนิทรรศการเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันนี้ – 10 มีนาคมนี้ ณ บริเวณ อีเว้นท์ สเปซ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-011-7500 หรือ Facebook: Siam Takashimayaแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000020021
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
09/03/2026
เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าพันธกิจสร้างความมั่งคั่งให้กับคนไทย เพื่อความมั่นคงในชีวิตระยะยาว ผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ซึ่งเอไอเอ เป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่ง ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ ต่อเนื่องมานานกว่า 16 ปี[1] และล่าสุดกับการจัดงานสัมมนาสุดเอกซ์คลูซีฟ AIA WEALTH FORUM 2026 ภายใต้หัวข้อ WEALTH – LIFE – BALANCE นำโดย คุณชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย และคุณสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นประธานในงาน ร่วมด้วย คุณพีร พนิตพล ผู้อำนวยการ ฝ่าย Total Wealth Solution เอไอเอ ประเทศไทย และวิทยากรมากประสบการณ์ด้านการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมเผยมุมมองทิศทางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย โดยมีแขกผู้มีเกียรติและตัวแทนเข้าร่วมกว่า 300 ท่าน ณ โรงแรม เดอะริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพ คุณสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ซึ่งถูกกำหนดโดย 3 เทรนด์สำคัญ ได้แก่ 1) การปฏิวัติด้าน AI ที่กำลังเปลี่ยนจาก “เทรนด์” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจยุคใหม่” 2) การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitical Fragmentation นั่นคือ ยุคแห่งความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อกำลังถูกแทนที่ด้วยโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น ส่งผลลัพธ์คือโลกที่มีความ “แยกส่วนมากขึ้น” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลงทุนระยะยาว และ 3) ทิศทางเงินเฟ้อที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค จากการผสมผสานของมาตรการภาษีการค้าแบบเจาะจง, การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง, และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ส่งผลให้เงินเฟ้อของแต่ละประเทศมีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนมากขึ้น เทรนด์เหล่านี้กำลังก่อให้เกิดโครงสร้างตลาดแบบใหม่ และทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องมีมุมมองเชิงลึกและกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม“ด้วยการบริหารเชิงรุก เพื่อเฟ้นหาโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดและเน้นสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้แก่นักลงทุน บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) จึงได้พัฒนาโซลูชันด้านการลงทุน และการบริหารความมั่งคั่งที่ตอบโจทย์และทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยได้นำเสนอกองทุน AIA Global Active Income Fund (AIA GAIF) ผ่านนวัตกรรมประกันยูนิต ลิงค์ ของเอไอเอตัวใหม่ล่าสุด “AIA Elite Income Prestige (Unit Linked)” มุ่งเสริมความมั่นคงในระยะยาว เน้นลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ให้เงินทำงาน เพื่อเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับคนไทยในการลงทุนสร้างโอกาสรับรายได้ที่สม่ำเสมอ เหมาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความผันผวน”คุณผดุง ทรงอธิกมาศ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้และการจัดสรรสินทรัพย์ บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) เสริมว่า “กลยุทธ์การลงทุนที่ทาง บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) มุ่งเน้นคือ กลยุทธ์ Income Strategy โดยมีจุดเด่นคือการออกแบบพอร์ตลงทุนเพื่อสร้างโอกาสรับรายได้ในระยะยาว โดยผสานสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดเข้ากับการลงทุนที่มีโอกาสเติบโต ทำให้ผลตอบแทนมีลักษณะคล้ายหุ้น แต่มีความผันผวนต่ำกว่า และมีการบริหารความเสี่ยงที่ดีกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งรายได้และเสถียรภาพของพอร์ตลงทุนในระยะยาว”ด้าน Mr. Jeremy H. Butterworth, Managing Director and Investment Strategist, Wellington Management ระบุว่า “ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์จากกลยุทธ์ Income Strategy หลัก ๆ 3 ข้อได้แก่ 1. ป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Protection)การลงทุนในหุ้นทั่วโลก คือการลงทุนในธุรกิจจริง บริษัทจำนวนมากสามารถเพิ่มกำไรและปรับขึ้นราคาสินค้าได้ในระยะยาว ซึ่งช่วยรับมือกับเงินเฟ้อได้ 2. ป้องกันการปรับตัวลงของพอร์ต (Downside Protection)พอร์ตที่เน้น Income มักลงทุนในบริษัทที่มีรายได้และกระแสเงินสดมั่นคง จึงมีความผันผวนน้อยกว่าพอร์ตหุ้นทั่วไป แม้อาจไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนหุ้นเติบโตสูง แต่มีแนวโน้มรับมือกับตลาดผันผวนได้ดีกว่าในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงกดดัน 3. โอกาสรับรายได้ที่สม่ำเสมอ (Steady Income)ด้วยการลงทุนในบริษัทคุณภาพสูงที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และเสริมด้วยกลยุทธ์อย่าง Covered Call พอร์ตจึงสามารถสร้างรายได้ที่มีเสถียรภาพและต่อเนื่อง ซึ่งการสร้างโครงสร้างรายได้ที่กระจายความเสี่ยงในลักษณะนี้ ไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนรายบุคคลจะทำได้ง่าย“โดยภาพรวม การสร้างพอร์ตที่กระจายการลงทุนในบริษัทคุณภาพสูง และสามารถส่งมอบทั้งการป้องกันเงินเฟ้อ การควบคุมความเสี่ยงขาลง และรายได้ที่สม่ำเสมอ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ด้วยเหตุนี้ Wellington Management จึงเลือกจับมือเป็นพันธมิตรกับ บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) เพื่อส่งมอบโซลูชันการลงทุนที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์เป้าหมายของผู้ลงทุนในระยะยาวอย่างแท้จริง”Mr. Kelvin Lam, Managing Director, Head of Sales, Southeast Asia, Allianz Global Investors กล่าวถึงกลยุทธ์การลงทุนที่ผสานกับฝั่ง บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ว่า “ทาง Allianz Global ใช้กลยุทธ์ Allianz Income และ Growth Strategy ซึ่งถูกออกแบบบนแนวคิดที่เรียบง่ายแต่มีวินัย คือการจัดสรรการลงทุน โดยแบ่งน้ำหนัก เท่า ๆ กัน และสำหรับกองทุน AIA Global Active Income Fund (AIA GAIF) ได้ถูกออกแบบมาพิเศษเพื่อนักลงทุนในผลิตภัณฑ์ AIA Elite Income Prestige (Unit Linked) โดยกองทุนนี้ถูกพัฒนาให้สามารถตอบโจทย์ทั้ง Income และ Growth ผ่านแหล่งรายได้ที่หลากหลายถึง 7 แหล่ง อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของพอร์ตคือ หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bonds) ซึ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนดีในช่วงตลาดขาขึ้น และในขณะเดียวกัน ช่วยลดความผันผวนและจำกัดการขาดทุนในช่วงตลาดขาลง ที่สำคัญกลยุทธ์นี้ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว โดยมีข้อมูลผลการดำเนินงานจริง นับตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งสามารถทำผลงานได้ดีมาอย่างสม่ำเสมอ”หมายเหตุ:[1] ข้อมูลจากเอไอเอ ประเทศไทย ณ เดือนธันวาคม 2568คำเตือน: •ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาทำความเข้าใจรายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครอง รวมทั้งข้อยกเว้นไม่คุ้มครองของผลิตภัณฑ์ประกันภัย และเงื่อนไขที่เอไอเอประกาศ ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง • ข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครองจะระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกให้กับผู้ถือกรมธรรม์ • การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
06/03/2026
คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงิน ผู้เขียน : พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่) หนทางสู่สภาวะของการหลุดพ้นจากอำนาจของเงินก็คือ “ลายแทงแห่งความรวย” ซึ่งสามารถทำได้โดยการสร้างสินทรัพย์ที่สามารถเสริมสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และให้งอกงามขึ้นเรื่อย ๆ การเป็นนักลงทุนที่ดีในธุรกิจจึงหมายถึงการที่สามารถสร้างสินทรัพย์ที่ดีได้โดยการแสวงหาการลงทุนที่เหมาะสมได้นั่นเอง ในบรรดานักลงทุนที่มีอยู่ในตลาดทั้งหมด จะเห็นได้ว่านักลงทุนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองแบบใหญ่ ๆ คือ 1. นักลงทุนพันธุ์แท้ที่เป็นผู้ประกอบการ และลงทุนในธุรกิจของตัวเอง 2. นักลงทุนที่เป็นเจ้าของกิจการทางอ้อม โดยการเอาเงินไปลงทุนในตลาดการเงิน ผู้ประกอบการหรือผู้ที่ลงทุนในธุรกิจของตัวเอง การสร้างธุรกิจให้เป็นของตัวเองนั้นจะต้องยอมรับกับการที่มีรายได้ไม่แน่นอน (และก็ไม่เท่ากันทุกเดือนด้วย) อีกทั้งยังจะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงต่อการล้มละลายเมื่อบริหารผิดพลาด แถมยังต้องติดหนี้ติดสินเพิ่มเติมอีกต่างหาก การตัดสินใจทำธุรกิจของตัวเองจึงต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ และเหมาะสมเสียก่อนที่จะทำการใดลงไป แม้ว่าโอกาสในการประสบความสำเร็จนั้นจะมีน้อยหรือน้อยมากก็ตาม ความพยายามและไม่ท้อถอยก็ถือเป็นแรงผลักดันที่จะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จได้มากขึ้น โอกาสในการประสบความสำเร็จของนักลงทุนประเภทนี้ จะมีมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยหลัก ๆ 3 อย่างคือ 1) การเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น และทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำ การแข่งขันกันในทางธุรกิจนั้นนับวันก็ยิ่งดุเดือดมากยิ่งขึ้น ซึ่งธุรกิจที่ดีนั้นไม่จำเป็นจะต้องเน้นแต่การแข่งขันแต่เพียงอย่างเดียว การเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น และทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำนั้น จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการหาลูกค้า และตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ในตลาดได้ 2) การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็น และไม่ให้มันเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ แม้ว่าธุรกิจจะทำกำไรได้มากมายแค่ไหน แต่หากขาดสภาพคล่อง หรือเงินสดไปชำระหนี้แล้ว ก็เหมือนกับคนหน้าตาดีที่อยู่ ๆ ก็ขาดอากาศหายใจแล้วก็ตายจากไป (ในทางกลับกัน การที่มีแต่เงินสดแต่ธุรกิจขาดทุนต่อเนื่อง ก็เหมือนกับคนที่หายใจไปวัน ๆ แต่สุขภาพทรุดโทรม ได้แต่รอวันตายจากไปในที่สุดเช่นกัน) เจ้าของกิจการที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะในตัวธุรกิจ หรือในตัวของเจ้าของเอง ก็จะทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น 1. การทำแผนธุรกิจที่ดีไปยื่นเสนอให้กับธนาคารในกรณีที่ขอสินเชื่อ หรือการมีพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เป็นต้น 2. สำหรับเงินทุนที่มีมาอยู่แล้วจากตระกูล ก็สามารถให้ลูก ๆ หลาน ๆ ในตระกูลเอาไว้เล่นลองผิด ลองถูกได้ หรือสำหรับคนที่ญาติทางภรรยาหรือสามีไปรู้จัก หรือมีคอนเน็กชั่นกับคนใหญ่คนโต ก็สามารถพากันไปคุยขอวงเงินกู้พิเศษกับธนาคาร ซึ่งก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป 3) การที่สามารถมีพนักงานที่เก่งและดีมาทำงานแทนเขาได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจทุกประเภทคือ “ทรัพยากรบุคคล” เพราะไม่ว่าบริษัทจะดีแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถดำเนินอยู่ได้เมื่อบุคลากรนั้นไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งเมื่อมองตามมุมนี้แล้วก็จะเห็นกันอยู่ ว่าการทำธุรกิจทั่วไปนั้นมีอยู่ 2 ลักษณะคือ แบบที่จ้างตัวเอง และแบบที่จ้างคนอื่น - การจ้างตัวเอง (Self-Employment) ข้อดีของการจ้างตัวเองคือ สามารถตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที ควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทั่วถึง และสามารถดำเนินงานให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าการให้คนอื่นบริหารงานแทน ข้อเสียของการจ้างตัวเองคือ การที่ไม่สามารถปล่อยวางกิจการได้ และเมื่อใดที่เจ้าของกิจการล้มป่วย ก็หมายถึงวันที่กิจการนั้นเกิดล้มป่วยด้วยเช่นกัน - การจ้างคนอื่น ข้อดีของการจ้างคนอื่นคือ การที่เจ้าของกิจการเองสามารถเอาเวลาไปคิดทำอย่างอื่น และขยายโลกทัศน์ให้กว้างไกลได้มากขึ้น สร้างสินทรัพย์ให้งอกเงยขึ้นมาเรื่อย ๆ จะเห็นได้ทั่วไปจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจ ที่เวลาส่วนใหญ่จะเอาไปใช้ในการพบปะสังสรรค์ หรือเล่นกอล์ฟ เป็นต้น ข้อเสียของการจ้างคนอื่นจึงอยู่ที่การต้องมอบความไว้วางใจให้กับคนอื่น โดยที่เจ้าของกิจการจะต้องรับความเสี่ยงเอาไว้เองเมื่อกิจการขาดทุน โดยปัญหาที่ปวดหัวกันอยู่ทุกที่ ก็คือปัญหาในด้านการบริหารคน เพราะการจะให้คนอื่นมาบริหารงานแทนนั้น จะต้องฝึกให้คิดแก้ปัญหาแทนเจ้าของกิจการให้ได้ก่อน ซึ่งก็ต้องมีการมอบหมายและพัฒนาตามความถนัดและเหมาะสม บทสรุป การเป็นผู้ประกอบการ หรือผู้ที่ลงทุนในธุรกิจของตัวเองนั้นก็คือการ “ใส่ไข่ลงในตะกร้าใบเดียว” ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จได้ก็จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ออกดอกออกผล และเกิดแรงเหวี่ยงที่ทำให้ก่อเกิดรายได้ ทำให้เข้าถึงหนทางสู่สภาวะของการหลุดพ้นจากอำนาจของเงินได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่างที่รู้ว่าความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจของตัวเองนั้นก็มีไม่มาก ดังนั้น เทคนิคการบริหารความเสี่ยงจึงมีส่วนสำคัญในการประกอบธุรกิจด้วยเช่นกัน แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1876195
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
30/04/2024
27/01/2026
22/10/2025
14/08/2024
12/06/2024