คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ประกันชีวิต

เอไอเอ ร่วมงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ชวนคนไทยดูแลสุขภาพและวางแผนอนาคตอย่างมั่นใจด้วยแบบประกันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

18/07/2026

กรุงเทพฯ 18 กรกฎาคม 2569  – เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก นำทัพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินเอไอเอร่วมออกบูธในงาน วันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต พร้อมกิจกรรมสุด Exclusive จาก AIA Vitality และ ALive Powered by AIA ที่มาร่วมให้ความสนุกและสร้างแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพแก่ผู้เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ เอไอเอ ยังได้เตรียมโซลูชันด้านการประกันที่ครอบคลุม ทั้งแบบประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) มาให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกแบบประกันที่ใช่ อาทิ ‘เอไอเอ ไลฟ์ไทม์ อินคัม 9/99 (มีเงินปันผล)’ แบบประกันชีวิตใหม่ล่าสุด ที่มาช่วยสร้างความมั่งคงระยะยาวให้แก่ผู้เอาประกัน ตลอดจนแบบประกันสุขภาพ ‘เอไอเอ เฮลธ์ สตาร์ตเตอร์’ ทางเลือกในการรับความคุ้มครองสุขภาพเพื่อความอุ่นใจในยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ด้วยเบี้ยประกันภัยที่เข้าถึงง่าย เป็นต้นผู้เข้าร่วมงานยังได้รับคำแนะนำจากตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ ที่พร้อมช่วยวางแผนความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ตลอดจนสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัวได้อย่างครบวงจร อีกทั้งยังมาพร้อมกับโปรโมชันและของที่ระลึกสุดพิเศษภายในงานพิเศษ! ในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 พบกับ หมาก ปริญ สุภารัตน์ นักแสดงชื่อดังและ AIA Vitality Ambassador ที่จะมาร่วมสร้างความสนุกและแบ่งปันแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพ รวมถึงการใช้ชีวิตในแบบ Rethink Healthy ตั้งแต่เวลา 14.50 น. เป็นต้นไป พ่วงด้วยกิจกรรม AIA One Billion Day 2026 ที่มาเชิญชวนให้ทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุขภาพที่ดีต่อใจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย คว้ารางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” ติดต่อกันเป็นปีที่ 15

17/07/2026

เอไอเอ ประเทศไทย โดย นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เป็นผู้แทนรับมอบรางวัลอันทรงเกียรติ “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” ซึ่งเอไอเอ ประเทศไทย ได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยในปีนี้ยังครองตำแหน่ง แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย ถึง 2 สาขา ได้แก่ สาขาประกันชีวิต และ สาขาประกันสุขภาพ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่คนไทยมีต่อแบรนด์เอไอเอมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านประกันชีวิตและสุขภาพที่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนาน 88 ปี ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวมาจากผลสำรวจความนิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศกว่า 6,500 ตัวอย่าง นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเอไอเอ ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากความมุ่งมั่นของเอไอเอในการสนับสนุนให้คนไทยและผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่าพันล้านคนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชันด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งการวางแผนชีวิต สุขภาพ และการเงิน อันนำไปสู่ความมั่นคงในระยะยาวสำหรับทุกครอบครัว โดยเอไอเอจะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์คุณค่าและยกระดับประสบการณ์การดูแลลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง ตามพันธกิจ “Healthier, Longer, Better Lives - เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น” สำหรับพิธีมอบรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 จัดขึ้น ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การดำเนินชีวิต

แนะนำ 5 นิสัยยามเช้าของคนที่ประสบความสำเร็จ พัฒนาตัวเองได้ง่ายๆ ทุกวัน

15/07/2026

การสร้างนิสัยยามเช้าที่ดีเพียงเล็กน้อยจะช่วยเปลี่ยนสภาวะจากความเร่งรีบวุ่นวาย ให้กลายเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมายและมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม หากคุณปรารถนาที่จะพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมยามเช้าเพียง 5 ข้อนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับทั้งร่างกายและจิตใจของคุณให้พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าในแต่ละวันรวม 5 นิสัยยามเช้าของคนที่ประสบความสำเร็จ พัฒนาตัวเองได้ง่ายๆ ในทุกวัน1. การสร้างเขตปลอดหน้าจอในชั่วโมงแรกการตื่นมาแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือทันทีคือการหยิบเอาความคาดหวัง ปัญหา และเสียงของคนอื่นเข้ามาไว้ในหัวตั้งแต่ยังไม่ลุกจากเตียง คนที่ประสบความสำเร็จมักจะให้ความสำคัญกับ "ความสงบภายใน" เป็นอันดับแรก โดยการงดเช็คอีเมลหรือโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 30-60 นาทีหลังตื่นนอน เพื่อให้สมองได้อยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายและมีสมาธิ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถกำหนดทิศทางของวันนั้นได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะต้องคอย "ตั้งรับ" กับเรื่องด่วนของคนอื่นที่ถาโถมเข้ามาผ่านหน้าจอ2. การปลุกพลังงานด้วยการขยับร่างกายการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการเข้ายิมอย่างหนักเสมอไป แต่หัวใจสำคัญคือการ "ปลุกระบบเผาผลาญ" และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต การยืดเหยียดร่างกายสั้นๆ การเล่นโยคะ หรือแม้แต่การเดินรับแสงแดดยามเช้าเพียง 10-15 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินและเพิ่มระดับออกซิเจนในสมอง ทำให้คุณรู้สึกตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า และมีความพร้อมในการเผชิญหน้ากับความท้าทายมากกว่าการนั่งดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว3. การคัดกรองงานที่สำคัญที่สุดความยุ่งไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังก้าวหน้า คนที่ประสบความสำเร็จจะใช้เวลาช่วงเช้าในการระบุ "งานที่สร้างผลกระทบสูงที่สุด" เพียง 1-3 อย่าง แทนที่จะทำลิสต์รายการยาวเหยียดที่ทำไม่เคยจบ การระบุเป้าหมายหลักตั้งแต่ตอนที่สมองยังแจ่มใสจะช่วยให้คุณมีโฟกัสที่แหลมคม ลดอาการตัดสินใจล้าในช่วงบ่าย และช่วยให้คุณรู้สึกถึงชัยชนะเล็กๆ ในแต่ละวันที่ได้ทำงานสำคัญเหล่านั้นจนสำเร็จ4. การฝึกสติและความรู้สึกขอบคุณการใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่ออยู่กับลมหายใจหรือนึกถึงสิ่งที่รู้สึกขอบคุณในชีวิต คือการ "ปรับจูนทัศนคติ" ที่ทรงพลังมาก กระบวนการนี้จะช่วยลดระดับความเครียดและปรับสมองให้มองหาโอกาสท่ามกลางอุปสรรค เมื่อคุณเริ่มต้นวันด้วยความรู้สึกว่าตัวเอง "มีเพียงพอ" หรือ "โชคดี" คุณจะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจด้วยความมั่นใจและมีความเมตตาต่อผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว5. การเติมความสดชื่นด้วยน้ำเปล่าหลังจากที่ร่างกายขาดน้ำมานานกว่า 6-8 ชั่วโมงในช่วงที่นอนหลับ สมองและอวัยวะภายในของคุณจะอยู่ในสภาวะที่ต้องการน้ำอย่างมาก การดื่มน้ำเปล่า 1-2 แก้วทันทีที่ตื่นนอนเปรียบเสมือนการ "เปิดสวิตช์" ให้กับร่างกาย ช่วยล้างสารพิษ กระตุ้นการทำงานของลำไส้ และส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมองในเรื่องความจำและความจดจ่อ นิสัยง่ายๆ นี้มักถูกมองข้าม แต่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการรักษาระดับพลังงานให้คงที่ตลอดทั้งวันการเริ่มต้นวันใหม่ไม่ใช่เพียงแค่การตื่นลืมตาเพื่อไปให้ทันเวลาทำงาน แต่คือการกำหนดชัยชนะล่วงหน้าผ่านกิจวัตรที่ทรงพลังและทำได้จริงในทุกเช้า คนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกต่างให้ความสำคัญกับชั่วโมงแรกของวัน เพราะมันคือช่วงเวลาที่สมองมีความคิดสร้างสรรค์และพร้อมสำหรับการปรับจูนทัศนคติมากที่สุด สามารถนำ 5 นิสัยยามเช้าของคนที่ประสบความสำเร็จไปปรับใช้ได้ง่ายๆแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2929621

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันภัย

คปภ. ชี้รายงานล่าสุดยังไม่พบ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ทำประกันรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก

15/07/2026

คปภ. เผยตรวจสอบล่าสุดยังไม่พบรายงาน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ทำประกันรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก เจอแค่ประกันอัคคีภัยทุนประกัน 40 ล้าน พร้อมเร่งประสานบริษัทประกันออกเช็ครอไว้กรณีญาติผู้เสียชีวิตนำเอกสารมายื่นรับสินไหมทดแทน เบื้องต้นยังพบแค่ 6-7 กรมธรรม์ ระบุยังต้องรอตรวจอัตลักษณ์ให้ครบถ้วนก่อนนายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ด้านกฎหมายและตรวจสอบ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของ คปภ. และสอบถามไปยังบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำประกันภัยในกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ล่าสุดยังพบเพียงการทำประกันอัคคีภัยกับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 12001-108-260189414 รวมทุนประกันภัยทั้งสิ้น 40 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังไม่พบการทำประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกแต่อย่างใดทั้งนี้ ยอมรับว่ามีโอกาสเป็นไปได้ว่าไม่ได้มีการทำประกันส่วนนี้ อย่างไรก็ดี ทาง คปภ.ยังอยู่ระหว่างประสานติดต่อเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น เพื่อความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว“ประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลยังไม่ได้รับรายงานว่าเจอ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าไม่มี”สำหรับประกันอัคคีภัยจะครอบคลุมความคุ้มครองสิ่งปลูกสร้าง ส่วนปรับปรุงต่อเติมอาคาร เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งถาวร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสต๊อกสินค้า โดยอยู่ระหว่างสำรวจและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวนายอดิศรกล่าวว่า ส่วนบุคคลที่ประสบเหตุเบื้องก็มีพบบางส่วนที่ทำประกันภัยประมาณ 6-7 กรมธรรม์ ก็มีทั้งประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ซึ่ง คปภ.ได้แจ้งทางบริษัทประกันแล้วว่าให้เตรียมเช็คไว้พร้อมจ่ายได้ทันที เมื่อญาติหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ยื่นเอกสารเข้ามา อาทิ มรณบัตรของผู้เอาประกัน เอกสารแสดงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้เอาประกัน เป็นต้น“เดี๋ยวจะรวบรวมตัวเลขการทำประกัน แล้วจะแจ้งรายงานออกไปในวันนี้อีกที แต่บางส่วนยังต้องรอการพิสูจน์อัตลักษณ์ถึงจะตรวจสอบได้ทั้งหมด ส่วนบริษัทประกันเราแจ้งให้เตรียมออกเช็ครอไว้ รอแค่คนมารับ โดยการยื่นเอกสารจะยื่นกับ คปภ.ก็ได้ หรือยื่นกับตัวบริษัทประกันเลยก็ได้” นายอดิศรกล่าวรองเลขาธิการ คปภ.กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีชาวต่างชาติที่เสียชีวิต หากตรวจพบการทำประกันก็จะให้บริษัทประกันออกเช็คไว้ แล้วหากไม่มีญาติมาติดต่อรับก็จะนำไปฝากไว้ที่สถานทูต เพื่อประสานญาติมารับต่อไปแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจhttps://www.prachachat.net/finance/news-2036764

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

Swanderland นิทรรศการศิลปะที่ชวนมองคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผ่านโลกคู่ขนานของ ‘นักบัลเลต์’ และ ‘ผู้ต้องขังหญิง’

15/07/2026

ศูนย์การค้าเอท ทองหล่อ (Eight Thonglor) ร่วมกับ CHACHA หรือ บุษปฤทธิ์ ชาลีมุ้ย จัดแสดงนิทรรศการ Eight Thonglor presents Swanderland by CHACHA ถ่ายทอดเรื่องราวของอิสรภาพ ความหวัง และคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผ่านผลงานจิตรกรรมแนว Modern Abstract ที่เชื่อมโยงโลกของ ‘นักบัลเลต์’ และ ‘ผู้ต้องขังหญิง’ สองบทบาทที่แตกต่าง แต่มีพันธนาการบางอย่างร่วมกันอย่างน่าประหลาด โดยเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 ณ Eight Thonglor บริเวณชั้น G และร้าน 008 Bar ชั้น 11 MUU HOTEL ภายในงาน ผู้สนใจสามารถสแกน QR Code บริเวณชิ้นงานเพื่อติดต่อซื้อผลงานได้โดยตรง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงาน ศูนย์การค้า Eight Thonglor จะนำไปสมทบมูลนิธิออทิสติกไทย (Autistic Thai Foundation) เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติกในประเทศไทยSwanderland เป็นชุดผลงานที่ CHACHA สร้างสรรค์ขึ้นจากการตั้งคำถามต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ และภาพจำที่สังคมมีต่อผู้คนในบทบาทที่แตกต่างกัน โดยนำเสนอผ่านผลงานจำนวน 35 ชิ้น ในรูปแบบจิตรกรรมแนว Modern Abstract ผสานเทคนิค Mixed Media ทั้งการพ่นสี การตัดแปะ และการใช้ลวดหนามจริงเป็นองค์ประกอบในงาน เพื่อสร้างพื้นที่แห่งจินตนาการที่เชื่อมโยงโลกสองใบที่ดูห่างไกลกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างความสง่างามของ ‘นักบัลเลต์’ และชีวิตจริงของ ‘ผู้ต้องขังหญิง’คุณบุษปฤทธิ์ ชาลีมุ้ย หรือ CHACHA ศิลปินเจ้าของผลงาน กล่าวว่า “'นักบัลเลต์' และ 'ผู้ต้องขังหญิง' ต่างถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยพันธนาการที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่ เครื่องแบบ หรือข้อจำกัดในการใช้ชีวิต แม้สังคมจะมองคนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ภายใต้แรงกดดันเหล่านั้นกลับสะท้อนให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน โดยภาพนักบัลเลต์ไร้ใบหน้าเป็นการสื่อสารว่าใบหน้าไม่ใช่สิ่งที่กำหนดคุณค่าของคน เช่นเดียวกับลวดหนามสีทองที่ปรากฏในผลงาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและคุณค่าที่ไม่เคยหายไป แม้จะอยู่ภายใต้พันธนาการ เพราะจิตวิญญาณของมนุษย์ยังคงมีอิสระที่จะเติบโต เปลี่ยนแปลง และโบยบินได้เสมอ”คุณชัยรัตน์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองหล่อ เมเนจเม้นท์ กล่าวว่า “Eight Thonglor มีความตั้งใจที่จะเป็นมากกว่าพื้นที่ไลฟ์สไตล์ แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสแรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ ๆ ผ่านงานศิลปะ การนำ ‘Swanderland’ มาจัดแสดงในครั้งนี้จึงเป็นการส่งต่อบทสนทนาว่าด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์ ความหวัง และการมองข้ามอคติที่มีต่อผู้คนในสังคม นอกจากการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับผลงานของ CHACHA แล้ว Eight Thonglor ยังตั้งใจให้การจัดแสดงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงานจะนำไปสมทบมูลนิธิออทิสติกไทย เพื่อร่วมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้กับบุคคลออทิสติกในประเทศไทย”นิทรรศการ Swanderland เปิดให้เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า Eight Thonglor บริเวณชั้น G และร้าน 008 Bar ชั้น 11 MUU HOTEL โดยผู้สนใจสามารถสแกน QR Code บริเวณชิ้นงานเพื่อสอบถามรายละเอียดและติดต่อซื้อผลงานได้ตลอดระยะเวลาการจัดแสดงแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000066318

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

พระราชวังฤดูร้อน กรุงปักกิ่ง มรดกโลกแห่งภูมิสถาปัตยกรรมจีน

15/07/2026

เนินเขาอายุยืน (Longevity Hill)เมื่อย้อนอดีตกลับไปเกือบ 300 ปีก่อน ในฤดูร้อนอันแสนอบอ้าวช่วงกลางปีของเมืองจีน สถานที่แห่งหนึ่งได้ก่อกำเนิดขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์ในการประทับพักผ่อนของเหล่าจักรพรรดิและราชวงศ์ เพื่อหลีกหนีความร้อนจากพระราชวังหลวงใจกลางเมืองปักกิ่ง สถานที่แห่งนั้น คือ “พระราชวังฤดูร้อน” ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นจุดหมายท่องเที่ยวชื่อดังระดับประเทศ พ่วงด้วยการเป็นมรดกโลกที่โดดเด่นไปด้วยภูมิสถาปัตยกรรมแบบจีนอาคารริมทะเลสาบแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงปักกิ่งการมาเยือนเมืองปักกิ่ง นักท่องเที่ยวสายศิลปวัฒนธรรมมักวางโปรแกรมไปเที่ยวชมพระราชวังต้องห้าม จัตุรัสเทียนอันเหมิน หอสักการะฟ้าเทียนถาน และตรอกโบราณหูท่ง (Hutong) ในย่านกลางเมืองขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรพลาดการเดินทางไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเขตไห่เตี้ยน (Haidian) อันเป็นที่ตั้งของ “พระราชวังฤดูร้อน” (Summer Palace) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของเมืองหลวงจีนในยุคโบราณ“พระราชวังฤดูร้อน” เป็นสถานที่ที่จะเผยให้เห็นอีกมิติหนึ่งของมหานครแห่งนี้ ว่ายังมีทะเลสาบเงียบสงบ สวนร่มรื่น เนินเขาที่มีเจดีย์ตระหง่าน พระราชวังแสนวิจิตร และซากสถาปัตยกรรมหินแกะสลักที่ยังหลงเหลืออยู่ นับเป็นความยิ่งใหญ่ของเขตพระราชฐานยุคราชวงศ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้แลนด์มาร์กแห่งอื่นสะพาน 17 โค้ง (Photo: VCG/Getty Images)พระราชวังฤดูร้อน เป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะการจัดสวนแบบจีน ดูราวกับลอยเด่นอยู่เหนือผืนน้ำของ ทะเลสาบคุนหมิง โดยในอดีต ที่นี่เป็นสถานที่ประทับของเหล่าจักรพรรดิในช่วงฤดูร้อน และยังเป็นพระตำหนักทรงโปรดของ “พระนางซูสีไทเฮา” ผู้ทรงกุมอำนาจในการปกครองทั้งราชสำนักและจักรวรรดิจีนในยุคปลายราชวงศ์ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ ความงดงามของภูมิทัศน์ และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พระราชวังฤดูร้อนจึงเป็นสถานที่ที่ควรเผื่อเวลาเที่ยวชมตลอดทั้งวัน เพื่อซึมซับเสน่ห์ของมรดกแห่งราชวงศ์จีนได้อย่างเต็มอิ่มหอธรรม (Tower of Buddhist Incense)มรดกแห่งศิลปะภูมิสถาปัตยกรรมจีนอันทรงคุณค่าองค์ประกอบหลักของพระราชวังฤดูร้อน ครอบคลุมพื้นที่ราว 3.09 ตารางกิโลเมตร ซึ่งกว่าร้อยละ 75 เป็นพื้นที่ผืนน้ำทะลสาบ รายล้อมพื้นที่ด้วยพระราชวัง สวน และสถาปัตยกรรมจีนโบราณหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุและมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าจำนวนมาก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งแรกของจีนที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษจากรัฐบาลแต่เดิมพระราชวังฤดูร้อนมีชื่อว่า ชิงอีหยวน (Qingyi Yuan) หรือ “สวนแห่งระลอกคลื่นบริสุทธิ์” (Garden of Clear Ripples) เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1750 อย่างไรก็ตาม พระราชวังแห่งนี้ถูกกองกำลังพันธมิตรทำลายจนเสียหายเกือบทั้งหมดในปี ค.ศ. 1860ซากุระบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิต่อมาในปี ค.ศ. 1886 ราชสำนักราชวงศ์ชิงได้เริ่มบูรณะพระราชวังขึ้นใหม่ อีกสองปีถัดมา พระราชวังได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น อี๋เหอหยวน (Yihe Yuan) หรือ “สวนแห่งความร่มเย็นกลมเกลียว” (Garden of Nurtured Harmony) เพื่อใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อนสำหรับ “พระนางซูสีไทเฮา”อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1900 ระหว่างการรุกรานจีนของกองกำลังพันธมิตรแปดชาติ พระราชวังแห่งนี้ได้รับความเสียหายอีกครั้ง ก่อนจะได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูอีกครั้งในสองปีถัดมา กระทั่งในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1924 ก็ได้เปิดพระราชวังฤดูร้อนเป็นสวนสาธารณะ อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเที่ยวชม และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดัง โดยมีสถานที่สำคัญได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ถนนซูโจว (Suzhou Street), ศาลาทิวทัศน์อันเจิดจ้า (Pavilion of Bright Scenery), ตำหนักแห่งความสงบ (Hall of Serenity), ระเบียงเหวินชาง (Wenchang Galleries) เป็นต้นท่าเรือมรดกโลกผลงานมนุษย์ผสานกับธรรมชาติพระราชวังฤดูร้อนแห่งกรุงปักกิ่ง นับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ทั้งในด้านการออกแบบสวน และการก่อสร้าง โดยใช้แนวคิดการ “ยืมทิวทัศน์” (Borrowed Scenery) จากภูมิประเทศโดยรอบ เพื่อหลอมรวมความยิ่งใหญ่ของสวนวังหลวงเข้ากับความงดงามของธรรมชาติเดิมได้อย่างกลมกลืน สะท้อนหลักปรัชญาการออกแบบสวนจีนดั้งเดิมที่ว่า “ผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น ควรสอดประสานกับผลงานแห่งธรรมชาติ”ด้วยคุณค่าอันโดดเด่นทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และภูมิสถาปัตยกรรม ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1998 องค์การยูเนสโก จึงได้ขึ้นทะเบียนพระราชวังฤดูร้อนเป็นแหล่งมรดกโลก (World Heritage Site) พร้อมให้เหตุผลสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ล่องเรือในทะเลสาบคุนหมิง1) ผลงานอันโดดเด่นของศิลปะการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมสวนจีน ที่ผสานผลงานของมนุษย์และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน2) เป็นแบบอย่างอันสมบูรณ์ของปรัชญาและแนวปฏิบัติในการออกแบบสวนจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศิลปะสวนในภูมิภาคเอเชียตะวันออก3) สวนหลวงจีน ซึ่งมีพระราชวังฤดูร้อนเป็นตัวแทนที่โดดเด่น เป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของหนึ่งในอารยธรรมสำคัญของโลก ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษยชาติซากุระบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิวันเวลาเปิดปิด และช่วงเวลาที่เหมาะพระราชวังฤดูร้อนเปิดให้เข้าชมตลอดทั้งปี โดยแบ่งเวลาเปิด–ปิดตามฤดูกาล ดังนี้เดือนเมษายน – ตุลาคม เปิด 6.00 – 18.00 น., เดือนพฤศจิกายน – มีนาคม เปิด 8.30 – 17.00 น.ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเยือนพระราชวังฤดูร้อน คือ ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนเมษายน–พฤษภาคม) และ ฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน–ตุลาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การเดินชมภูมิทัศน์อันงดงามของพระราชวังในฤดูร้อนช่วงกลางปี มักมีอากาศร้อนและชื้น ทำให้การเดินเที่ยวอาจค่อนข้างเหนื่อย ขณะที่ ฤดูหนาว มีอุณหภูมิต่ำและหนาวจัดเกินไป อย่างไรก็ตาม ข้อดีของฤดูหนาว ถ้าหากมีหิมะตก เมื่อพระราชวังถูกปกคลุมด้วยหิมะ ก็จะเผยให้เห็นทัศนียภาพที่งดงามและมีเสน่ห์แตกต่างไปจากฤดูกาลอื่นบรรยากาศในฤดูหนาว (Photo: Zhang Wei/Getty Images)การเดินทางไปพระราชวังฤดูร้อนประตูทางเข้าหลักของพระราชวังฤดูร้อนคือ ประตูทิศตะวันออก (East Palace Gate) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Xiyuan แต่หากต้องการหลีกเลี่ยงการเดินย้อนเส้นทางเดิม สามารถออกทาง ประตูด้านเหนือ ใกล้สถานี Beigongmen หรือ ประตูด้านตะวันตก ใกล้สถานี Summer Palace West Gate ได้เช่นกันแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000066905

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย ได้รับรับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2569

14/07/2026

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดยนางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เข้ารับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2569 ณ หอประชุมคุรุสภา โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธี ซึ่งการคัดเลือกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่การศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป็นแบบอย่างที่ดีในการสนับสนุนงานด้านการศึกษา ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของประเทศ โดยเอไอเอ ประเทศไทยได้รับรางวัลจากการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการสุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี (AIA Healthiest Schools) โครงการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โค้ดดิ้ง (AIA Coding school) โครงการเอไอเอ ฟุตบอลคลินิก รวมไปถึงการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ให้โรงเรียน คุณครู บุคลากร รวมถึงเด็กนักเรียนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจของเอไอเอที่มุ่งสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ จัดงาน AIA Agency Leaders Seminar 2026 รวมพลังผู้บริหารหน่วยกว่า 3,000 คน ภายใต้แนวคิด “Stronger, Faster, Higher / Lead Your Future” เหนือทุกขีดจำกัด สู่บทบาทผู้นำแห่งอนาคต

11/07/2026

เอไอเอ ประเทศไทย จัดงาน AIA Agency Leaders Seminar 2026 งานสัมมนาผู้บริหารหน่วยประจำปี 2569 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 88 ปี เอไอเอ ประเทศไทย พร้อมต้อนรับผู้บริหารหน่วยกว่า 3,000 ท่านจากทั่วประเทศ ที่มารวมพลัง แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างแรงบันดาลใจ รวมทั้งรับฟังทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้และเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพการบริหารทีมและขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Stronger, Faster, Higher / Lead Your Future เหนือทุกขีดจำกัด สู่บทบาทผู้นำแห่งอนาคต” โดยงานจัดขึ้น ณ อิมฆแพ็ค เอ็กซิบิชัน ฮอลล์ 5-8 เมืองทองธานี เมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมาในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย คุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขึ้นกล่าวเปิดงาน และ คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต ที่ได้มาถ่ายทอดกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมส่งต่อ DNA ของสุดยอดผู้นำที่สามารถก้าวข้ามความท้าทาย และสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ ช่วงเสวนาในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณโอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครึ่งเก้า จำกัด ร่วมแบ่งปันแนวคิดการบริหารองค์กรและการพัฒนาภาวะผู้นำ ผ่านมุมมองของผู้นำที่เข้าใจ “คน” อย่างลึกซึ้ง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง (Stronger) และยกระดับศักยภาพของผู้บริหารหน่วยให้พร้อมก้าวสู่บทบาทผู้นำแห่งอนาคต ร่วมด้วย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน นักเล่าเรื่องและนักคิดชื่อดังของประเทศไทย ที่มาร่วมถอดรหัสบทเรียนความสำเร็จจากหลากหลายมิติ เพื่อช่วยให้ผู้บริหารหน่วยสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการทำงานและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น (Faster)ปิดท้ายด้วยเวทีเสวนาพิเศษที่เปิดมุมมองเกี่ยวกับการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและการขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่เหนือกว่า (Higher) ผ่านประสบการณ์จริงจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในสายงานตัวแทนประกันชีวิต นำโดย คุณแสวง ชีวเกรียงไกร ผู้อำนวยการภาคระดับสูง คนล่าสุดของเอไอเอ ประเทศไทย จากเดอะเกรทเวลธ์ พร้อมด้วย พญ.หฤทัย ไกรวพันธุ์ เดอะเกรทเวลธ์ คู่คิดคนสำคัญ และ คุณฐานิตา พรหมแก้ว ผู้จัดการภาคอาวุโส เพชรอันดามัน 89 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พร้อมส่งต่อแนวคิดและพลังแห่งความสำเร็จ โดยมี ดร.ประภาพร ลิขสิทธิ์ ผู้อำนวยการภาค วิสดอม และนายกสมาคม THAIFA ให้เกียรติรับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการงาน AIA Agency Leaders Seminar 2026 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอ ประเทศไทย ในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารหน่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้นำคุณภาพที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจและส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าและคนไทยทั่วประเทศ ภายใต้พันธกิจในการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน  พร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยความแข็งแกร่ง รวดเร็ว และเหนือทุกขีดจำกัดไปด้วยกัน ตามคำมั่นสัญญาเอไอเอ ‘Healthier, Longer, Better Lives’

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

มหาเศรษฐีร้อยล้าน Bill Perkins เชื่อแนวคิด ใช้เงินให้หมดก่อนตาย

09/07/2026

  •  บิล เพอร์กินส์ มหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุนฯ นักลงทุนชื่อดัง เจ้าของหนังสือ "Die with Zero" เชื่อว่า เงินเป็นเครื่องมือสร้างประสบการณ์และความสุข จึงควรใช้ให้หมดในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่  •  เขามองว่าการตายไปพร้อมกับเงินจำนวนมากคือการปล่อยให้เงินสูญเสียคุณค่าที่แท้จริง เปรียบเสมือนการเก็บเหรียญจากสวนสนุกกลับบ้านโดยไม่ได้ใช้  •  ปรัชญาของเขาคือ การใช้เงินเพื่อสร้างความสุขให้ตนเองและมอบให้คนอื่นในเวลาที่เกิดประโยชน์สูงสุด แทนที่จะรอให้เป็นมรดกหลังเสียชีวิต  •  แนวคิดนี้สอดคล้องกับมหาเศรษฐีคนอื่นๆ เช่น ชัค ฟีนีย์ และ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ที่เลือกบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่เพื่อการกุศล ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ หรือหวังส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน แต่สำหรับ บิล เพอร์กินส์ (Bill Perkins) ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ นักลงทุน และผู้เขียนหนังสือ Die with Zero เขากลับมีแนวคิดที่ว่า การจากโลกนี้ไปพร้อมเงินจำนวนมหาศาล คือการปล่อยให้เงินสูญเสียคุณค่าที่แท้จริง เพอร์กินส์เชื่อว่า เงินไม่ใช่สิ่งที่ควรเก็บสะสมไว้จนวันสุดท้ายของชีวิต แต่เป็น "เครื่องมือ" ที่ควรนำมาใช้สร้างประสบการณ์ ความสุข ความทรงจำ และทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ในตอนที่เรายังมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่มหาเศรษฐีวัย 57 ปี ผู้มีทรัพย์สินสุทธิที่หลายสำนักประเมินว่า มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ และบางแห่งประเมินว่าสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal ว่า หากสุดท้ายแล้วเงินไม่สามารถทำให้ชีวิตมีความหมายได้ การมีเงินมากมายก็แทบไม่มีประโยชน์•  "เงิน" เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างชีวิตที่เราอยากมีแม้หลายคนจะมองว่าการมีเงินจำนวนมหาศาลคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่เพอร์กินส์กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป สำหรับเขา เงินไม่ใช่เครื่องวัดความสำเร็จ และไม่ใช่สิ่งที่ต้องสะสมให้มากที่สุด แต่เป็นทรัพยากรที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการเพอร์กินส์บอกว่า "ปรัชญาเรื่องเงินของผมเรียบง่ายมาก ผมว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความเติมเต็มให้กับชีวิต เท่านั้นเอง ถ้าคุณไม่ได้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ หรือมีสิ่งที่อยากทำซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก  คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากขนาดนั้น"เขามองว่าหลายคนตั้งเป้าหาเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยถามตัวเองว่า แท้จริงแล้วต้องการเงินไปเพื่ออะไร นั่นอาจไม่ใช่เป้าหมายที่ถูกต้องนักในสายตาของเขา เพราะสุดท้าย เขามองว่าเงินจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้สร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับชีวิต •  ปรัชญานักลงทุน "เงินไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป" อย่าอยู่เป็นทาสเงินชีวิตของนักลงทุนแทบทุกคนล้วนรู้ดีว่า "เงินไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป" เพอร์กินส์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเส้นทางสู่ความมั่งคั่งของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเขาเริ่มต้นอาชีพในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ของ New York Mercantile Exchange ก่อนจะทำงานเป็นเทรดเดอร์และผู้บริหารความเสี่ยงให้กับบริษัทพลังงานหลายแห่ง รวมถึงมีบทบาทสำคัญด้านการซื้อขายในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Centaurus Energyต่อมา เขาก่อตั้งธุรกิจของตัวเองหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Skylar Capital ซึ่งลงทุนในตลาดก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ บริษัทเงินร่วมลงทุน Small Ventures USA และ SkyFi ผู้ให้บริการข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มูลค่าทรัพย์สินของเขาขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เขาเรียนรู้ว่า ความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งถาวร เพอร์กินส์ อธิบายว่า เขามองตัวเองเป็นคนที่ชอบรับความเสี่ยง และรู้ดีว่าเงินสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เสมอ จึงไม่มีเหตุผลที่จะเก็บมันไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์•  จงใช้เหรียญให้หมด ก่อนเดินออกจากสวนสนุกหนึ่งในคำอุปมาอุปไมยที่เพอร์กินส์ชอบใช้เพื่ออธิบายแนวคิดเรื่องเงิน คือ การเปรียบเทียบกับเหรียญของร้าน Chuck E. Cheese ร้านอาหารและสวนสนุกสำหรับเด็กชื่อดังในสหรัฐฯเขาอธิบายว่า "ลองนึกถึงเหรียญของ Chuck E. Cheese ใช้มันให้หมดตอนที่คุณยังอยู่ในร้าน เพราะเมื่อเดินออกมาแล้ว เหรียญเหล่านั้นก็แทบไม่มีค่าอะไรอีก" ก่อนที่เขาจะสรุปแนวคิดการเงินของตัวเองอีกครั้งว่า "มันสมเหตุสมผลกว่ามาก หากคุณใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มี เพื่อสร้างความเติมเต็มให้กับชีวิตในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่"สำหรับเพอร์กินส์ การปล่อยให้เงินนอนอยู่ในบัญชีจนถึงวันที่ตัวเองเสียชีวิต ก็ไม่ต่างจากการถือเหรียญสวนสนุกกลับบ้าน เพราะสุดท้ายมันไม่สามารถสร้างคุณค่าได้อีก•  จงใช้เงินกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตคุณมีความหมายแน่นอนว่า การใช้เงินของมหาเศรษฐีย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป สำหรับเพอร์กินส์ เขาใช้เงินเพื่อสร้างความสุขให้ตัวเอง ด้วยการสะสมผลงานศิลปะมูลค่ารวมกว่า 22.5 ล้านดอลลาร์ และทุ่มเงินมากกว่า 250,000 ดอลลาร์ต่อปีไปกับการดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีชะลอวัย ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยร่างกายเชิงลึก ไปจนถึงการดูแลสุขภาพในเชิง Longevity ยืดอายุและรักษาคุณภาพชีวิตให้ยาวนานที่สุดแต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญกว่าการใช้เงินกับตัวเอง คือการได้เห็นว่าเงินสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนที่เรารักได้ในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ เพอร์กินส์เล่าว่า มีอยู่ปีหนึ่งเขามอบเงินให้คนรอบตัวประมาณ 30-40 คน คนละ 16,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นวงเงินที่กฎหมายภาษีของสหรัฐฯ อนุญาตให้มอบเป็นของขวัญได้โดยไม่ต้องเสียภาษีขณะเดียวกัน เขาก็วางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกสาวทั้งสองคนของตัวเองเช่นกัน แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของมรดกก้อนใหญ่หลังจากเขาเสียชีวิต เพอร์กินส์อธิบายว่า "ไม่ว่าคุณจะตั้งใจให้เงินลูกมากแค่ไหน คุณก็ควรให้ในช่วงเวลาที่เงินก้อนนั้นสร้างผลกระทบกับชีวิตของพวกเขาได้มากที่สุด ไม่ใช่รอจนคุณจากไป ซึ่งลูกคุณอายุมากแล้ว"สำหรับเพอร์กินส์ การส่งต่อความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องของการทิ้งมรดกไว้เบื้องหลัง แต่คือการได้เห็นว่าเงินของตัวเองช่วยเปิดโอกาส เปลี่ยนชีวิต หรือทำให้คนที่รักมีความสุขได้จริงในวันที่เขายังมีโอกาสรับรู้สิ่งเหล่านั้น•  ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว มหาเศรษฐีหลายคนกำลังใช้เงินให้หมดก่อนตายแนวคิดของเพอร์กินส์อาจฟังดูสวนทางกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีเพียงคนเดียวที่กำลังคิดแบบนี้ ปัจจุบัน มีนักธุรกิจและมหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนไม่น้อยที่ประกาศชัดว่า พวกเขาต้องการใช้หรือบริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดในช่วงที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ มากกว่าปล่อยให้กลายเป็นมรดกหลังเสียชีวิตหนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ ชัค ฟีนีย์ (Chuck Feeney) ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี Duty Free Shoppers Group ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2023 ตลอดชีวิตของเขา ฟีนีย์บริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดจากความมั่งคั่งราว 9,000 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัย องค์กรการกุศล และมูลนิธิต่างๆ จนแทบไม่เหลือทรัพย์สินส่วนตัวในวันที่จากโลกนี้ไปแทนที่จะใช้ชีวิตแบบมหาเศรษฐี เขาเลือกอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ขนาดสองห้องนอนกับภรรยาในช่วงบั้นปลายชีวิต และ กลายเป็นต้นแบบของการ "ให้ในขณะที่ยังมีชีวิต"ก่อนหน้านั้น แอนดรูว์ คาร์เนกี (Andrew Carnegie) นักอุตสาหกรรมเหล็กผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐฯ ก็เคยประกาศแนวคิดคล้ายกัน เขาพยายามบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดก่อนเสียชีวิต และสามารถมอบเงินออกไปได้ถึง 350 ล้านดอลลาร์ เหลือทรัพย์สินเพียงประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ในช่วงสุดท้ายของชีวิตอีกคนที่กำลังเดินตามแนวคิดนี้คือ แม็คเคนซี สก็อตต์ (MacKenzie Scott) นักลงทุน นักเขียน และอดีตภรรยาของ เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้ง Amazon แม้เธอจะยังเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่สก็อตต์กลับเร่งเดินหน้าบริจาคทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องเฉพาะปี 2025 เธอบริจาคเงินมากถึง 7,200 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัย องค์กรด้านสภาพภูมิอากาศ และองค์กรพัฒนาชุมชนหลายแห่ง นิตยสาร Forbes ประเมินว่า ปัจจุบันสก็อตต์มีทรัพย์สินสุทธิราว 43,800 ล้านดอลลาร์ และได้บริจาคความมั่งคั่งของตัวเองออกไปแล้วประมาณ 46% ส่งผลให้เธอได้รับการจัดอันดับให้เป็นนักการกุศลที่ใจกว้างที่สุดอันดับ 3 ของโลกในปีนี้แนวคิดเดียวกันนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) มหาเศรษฐี ผู้ก่อตั้ง Bloomberg และอดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ปัจจุบัน บลูมเบิร์กมีทรัพย์สินสุทธิราว 109,400 ล้านดอลลาร์ และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาบริจาคเงินแล้วมากกว่า 21,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขเฉพาะปี 2024 เพียงปีเดียว เขาบริจาคเงินถึง 3,700 ล้านดอลลาร์ จนได้รับการจัดอันดับจาก Chronicle of Philanthropy ให้เป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของปี บลูมเบิร์กประกาศว่า เมื่อถึงวันที่เขาจากโลกนี้ไป หรืออาจเร็วกว่านั้น บริษัท Bloomberg จะถูกส่งต่อให้กับ Bloomberg Philanthropies เพื่อเดินหน้าทำงานด้านสาธารณประโยชน์ต่อไปเขาอธิบายเหตุผลไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงรอให้ตัวเองเสียชีวิตก่อน ถึงจะเริ่มบริจาคทรัพย์สิน เมื่อเงินของคุณสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกได้ ผมเป็นคนที่โชคดีมาก และผมตั้งใจจะใช้สิ่งที่ตัวเองมี เปิดโอกาสให้กับคนอื่น พร้อมสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมให้กับลูกและหลานของผม"ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น บิล เพอร์กินส์, ชัค ฟีนีย์, แม็คเคนซี สก็อตต์ หรือไมเคิล บลูมเบิร์ก ต่างก็มีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือพวกเขาไม่ได้มองว่า "เงิน" คือสิ่งที่มีไว้สะสมให้มากที่สุด แต่เป็นทรัพยากรที่ควรถูกนำไปใช้สร้างโอกาส สร้างความสุข และสร้างความเปลี่ยนแปลง ในวันที่เจ้าของเงินยังมีชีวิตและมีโอกาสได้เห็นผลลัพธ์ของมันด้วยตัวเองอ้างอิง: Fortune, TheWallStreetJournal, GivingPledge.org, Forbesแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1240187

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

สุขภาพ

แหม่ม AF1 ป่วยมะเร็งเต้านมระยะ 3 โพสต์ขายของหาเงินค่ารักษา เพื่อนดาราให้กำลังใจ

09/07/2026

นาทีนี้แฟนๆ ต่างเป็นห่วงและส่งกำลังใจให้ แหม่ม ภัทราวดี จินะมุสิ หรือ แหม่ม AF1 อดีตนักล่าฝันจากรายการ "Academy Fantasia ซีซั่น 1" ที่ล่าสุดโพสต์อัปเดตชีวิตในเวลานี้ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านมระยะ 3 และอยู่ในกระบวนการรักษาตามแผนของแพทย์โดยในเฟซบุ๊ก Pattaravadee Victoria Jinamusi ได้โพสต์อัปเดตอาการป่วยไว้ว่า “สวัสดี เรารุ่นพี่ ปี 1 ต้นสายรหัส V 11  Academy Fantasia Season 1 นักล่าฝันรุ่นเเรกของประเทศไทย อะเเฮ่ม! แนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะค้าาา อัพเดทซักเล็กน้อย - มะเร็งระยะ 3 ให้คีโมไป 8 แล้ว ยุบลงเเล้วก็พองขึ้นอีกหน่อย เลยขอหมอต่ออีก 4 เข็ม หมอพอใจตรงไหนก็ผ่าตัดได้เลย เราเชื่อมือหมออยู่แล้ว - ย้ายมาอยู่ทะเล อยู่กับพ่อเเละน้องชาย อาการดีขึ้นมาก - ลูกหมีน้อยดีใจมากกกก เห็นผมยาวกลับมา น่ารักจังเลย - ตอนนี้แปลนิยายลงเวปไซต์ใหม่ ฝากไปติดตามอ่านกันด้วยนะคะ เเนวอีโรติก https://kid-cat.com/ ชื่อเรื่อง "นอกบทรัก จักรพรรดิตัวร้าย" by Victoria Z.Sky นะคะ เรื่องอื่น ช่องทางอื่น กำลังทยอยลง ไว้จะมาอัพเดตเรื่อยๆ ค่ะ - ขอบคุณทุกคนที่อุดหนุนกันคราวที่เเล้ว ยังมีของที่ค้างส่งอยู่ค่ะ เร็วๆ นี้ จะได้ขนของบางส่วนออกมาเเล้วจัดส่งให้นะคะ - ขอบคุณทั้งความรัก ความห่วงใย คำคม คำด่า คำนินทา ทุกๆ คำนั้นใช้ทั้งหัวใจ สมอง เวลา ใดๆ ก็ขอบคุณเเละรับไว้ในสิ่งดี  ที่เหลือ คืนให้จ้า 🙂 ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่ยากจะอธิบาย มีความช่วยเหลือที่มอบให้อย่างบริสุทธิ์ใจ ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ จะเก็บเรื่องราวดีๆ เหล่านี้ไว้เป็นกำลังใจ เเละแรงกาย ไว้ฟื้นพลัง ประกอบร่างใหม่อีกครั้งนะคะ เป็นเรื่องจริงในความทรงจำ รัก แหม่ม AF1”นอกจากนี้ แหม่ม AF1 ก็ได้โพสต์ขอความช่วยเหลืออุดหนุนสินค้า เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษา โดยบอกว่า “ขอความช่วยเหลือช่วยอุดหนุนสินค้าของแหม่ม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างรักษามะเร็งระยะที่ 3 หาเงินไปหาหมอวันนี้ล่ะค่ะ ด่วนไฟลุกม้ากกก !!! [[[ ในคลิปคือเมื่อวาน เเต่อัพโหลดไม้ได้เลย งงมากค่า]]] ใกล้จะได้ผ่าตัดเเล้ว กระบวนการทั้งหมด ประมาณ 2 เดือนค่ะ นอนเฉยๆ ม่ายด๊ายยย ต้องหาเงินไว้ด้วย เดี๋ยวซึมเศร้ากำเริบ 555 สั่งปุ๊บ โอนปั๊บ แบบด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า ให้ผู้ป่วยมะเร็งคนนี้ วิ่งจากพัทยาไปหาหมอที่สีลมได้ทัน!!!”ด้าน อ๊อฟ ปองศักดิ์ ก็เข้ามาให้กำลังใจแหม่ม โดยบอกว่า “ส่งพลังให้แกเต็มๆ รับไปเพื่อน ❤️❤️❤️❤️❤️” และแหม่มก็ตอบกลับว่า “รับมาด้วยใจเต็มๆ ขอบคุณมากเลยคุณเพื่อน รักแกนะ” ในขณะที่คนในวงการบันเทิง อาทิ เจ เจตริน, บี ปิยะวรรณ ก็ช่วยอุดหนุนด้วยนอกจากนี้ยังมีเพื่อนๆ แฟนๆ ที่ส่งกำลังใจนับร้อยข้อความ ไทยรัฐบันเทิงขออวยพรให้หายป่วยไวๆ นะคะแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/entertain/news/2944386

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X