คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ตอกย้ำนโยบาย ESG สนับสนุนกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ ต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 6

06/05/2026

เอไอเอ ประเทศไทย โดย นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และนายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ในพิธีเปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 46 ในโอกาสที่เอไอเอ สนับสนุนกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มแก่เยาวชนและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 46 โดยเอไอเอ ประเทศไทย ได้มอบกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 6 จำนวน 470 กรมธรรม์ ประกอบด้วยเยาวชน 440 คน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 30 คน ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเยาวชนที่ด้อยโอกาส และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา) มาร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม รวมทั้งการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 9 จังหวัดภาคกลาง จำนวน 320 คน และพื้นที่จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 120 คนทั้งนี้เพื่อเป็นการขานรับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่มีนโยบายเล็งเห็นความสำคัญของการมอบความคุ้มครองขั้นพื้นฐานอย่างประกันอุบัติเหตุให้แก่บุคคลที่มีความจำเป็นและส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยเป็นที่พึ่งอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชนทุกระดับ สำหรับกรมธรรม์ที่สนับสนุนนี้จะมีระยะเวลาคุ้มครองนาน 30 วัน ด้วยวงเงินคุ้มครองชีวิตสูงถึง 100,000 บาทต่อกรมธรรม์ กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ พร้อมรับผลประโยชน์ค่าชดเชยรายได้ระหว่างการเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน กรณีได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ การสนับสนุนในครั้งนี้จะช่วยให้เยาวชนและครอบครัวของเยาวชนได้มีความอุ่นใจในขณะที่ต้องเดินทางมาทำกิจกรรมและใช้ชีวิตในพื้นที่ต่างภูมิลำเนา สะท้อนถึงพันธกิจของเอไอเอ ประเทศไทย ในการส่งเสริมความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยในพื้นที่เปราะบาง พร้อมร่วมสร้างสังคมแห่งการเคารพความหลากหลายอย่างเท่าเทียม นำไปสู่สังคมที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน ตอกย้ำนโยบายด้านความยั่งยืน (ESG) ของเอไอเอ ที่มุ่งสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ โดยพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดังกล่าว จัดขึ้น ณ สโมสรทหารบก วิภาวดี

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การวางแผนทางการเงิน

เปิด 5 กลยุทธ์สร้างรายได้หลังเกษียณ วางแผนพอร์ต-อาชีพเสริม รับสังคมสูงวัย

05/05/2026

นักวางแผนการเงินแนะ 5 แนวทางสร้างรายได้หลังเกษียณ ตั้งแต่สวัสดิการรัฐ บำนาญ ลงทุน 3 ถัง อาชีพเสริม ถึง Reverse Mortgage ชี้ต้องวางแผนล่วงหน้าการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย ทำให้ “การวางแผนการเงินหลังเกษียณ” กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ประจำหยุดลง ส่งผลให้การสร้างกระแสเงินสดหลังเกษียณเป็นปัจจัยชี้วัดคุณภาพชีวิตในระยะยาวศุทธวีร์ มงคลสินธุ์ CFP® จากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ระบุว่า การวางกลยุทธ์สร้างรายได้หลังเกษียณควรเริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนเกษียณ โดยต้องประเมินทรัพย์สิน หนี้สิน และกระแสเงินสดอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เงินออมไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการใช้ “สวัสดิการภาครัฐ” เป็นฐานรองรับรายได้ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐาน แม้จะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตทั้งหมด แต่ถือเป็นกลไกสำคัญในการประคองรายได้ขั้นต่ำขณะที่ “บำนาญ” ทั้งจากภาครัฐ ประกันสังคม และประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นอีกเสาหลักของความมั่นคงทางการเงิน เนื่องจากสามารถสร้างกระแสเงินสดระยะยาว ลดความเสี่ยงจากการมีอายุยืนและเงินออมหมดก่อนเวลาในมิติการลงทุน แนวคิด “เงินสามถัง” (Three-Bucket Strategy) ถูกนำมาใช้บริหารพอร์ตหลังเกษียณอย่างแพร่หลาย โดยแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เงินใช้จ่ายระยะสั้นในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เงินระยะกลางในสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสด และเงินระยะยาวในสินทรัพย์เติบโต เช่น หุ้น เพื่อรักษาความสามารถในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวนอกจากนี้ การสร้างรายได้เสริมหลังเกษียณถือเป็นอีกทางเลือกที่มีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ใช้ประสบการณ์ เช่น ที่ปรึกษา งานสอน งานเขียน หรือการทำธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงการบริหารทรัพย์สินที่มีอยู่ เช่น ปล่อยเช่าบ้าน ทำเกษตร หรือพัฒนาเป็นโฮมสเตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและลดการพึ่งพาเงินออมเพียงอย่างเดียวอีกเครื่องมือหนึ่งที่เริ่มได้รับความสนใจคือ “Reverse Mortgage” หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเปิดโอกาสให้นำทรัพย์สิน เช่น บ้าน มาแปลงเป็นรายได้รายงวด โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินทันที แม้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลต่อกรรมสิทธิ์ในระยะยาวภาพรวมสะท้อนว่า การสร้างรายได้หลังเกษียณไม่ใช่เพียงเรื่องของการออม แต่เป็นการ “จัดการทรัพยากรทางการเงินทั้งระบบ” ตั้งแต่รายได้ประจำ สวัสดิการ การลงทุน ไปจนถึงการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในบริบทของเศรษฐกิจที่ผันผวนและสังคมที่เข้าสู่ยุคสูงวัย การวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ความจำเป็น” เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณมีความมั่นคง และสามารถดำเนินชีวิตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/finance/656780

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันสุขภาพ

“ประกันสุขภาพ” & “ประกันโรคร้ายแรง”…คุ้มครองครบ จบทุกความกังวล !!!

05/05/2026

การเลือก “ประกันสุขภาพ” เป็นการตัดสินใจที่มีความสำคัญมาก การเลือกที่ดีและเหมาะสมจะช่วยปกป้องเราและครอบครัวจากความเสี่ยงทางการเงินได้ ในปัจจุบันมีประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” ที่ให้วงเงินค่ารักษาสูงหลักล้านบาทจนถึงหลัก 100 ล้านบาท หากมีประกันเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลวงเงินสูงขนาดนี้แล้ว “ประกันค่าชดเชยโรคร้ายแรง” ยังมีความจำเป็นต้องทำเพิ่มอยู่หรือไม่หากมีงบประมาณที่จำกัด ก็ควรจะให้ความสำคัญกับการทำประกันสุขภาพในส่วนค่ารักษาในโรงพยาบาลก่อน ส่วนการเพิ่มค่าชดเชยโรคร้ายแรงเข้าไปในแผนประกันสุขภาพ อาจพิจารณาเพิ่มเติมตามความเหมาะสมและความต้องการทางด้านการเงินของแต่ละบุคคลในลำดับถัดไป หากมีกำลังในการชำระเบี้ย ก็ควรจะมีทั้งสองแบบ โดยข้อดีของค่าชดเชยโรคร้ายแรงมี ดังนี้“มีเงินเพียงพอ” สำหรับค่ารักษาอย่างต่อเนื่อง“ประกันสุขภาพ” จะคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลตามการจ่ายค่ารักษาจริง แต่การรักษาโรคร้ายแรงไม่ได้จบแค่ค่ารักษาที่เกิดขึ้นโรงพยาบาล ยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาส่วนอื่นๆ เพิ่มเข้ามาอีก เช่น ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์การแพทย์ช่วงพักฟื้น ค่าตรวจติดตามกรณีรักษาต่อเนื่อง ค่าบำบัดฟื้นฟู ค่าคนดูแล ถ้ามีค่าชดเชยที่เพียงพอก็จะทำให้ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น“มีเงินก้อน” มาช่วยในการจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงที่ขาดรายได้หากตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคร้ายแรงก็จะได้ “เงินก้อน” มาไว้กับตัวเอง โดยบริษัทประกันจะจ่ายให้เราโดยตรง เพราะถ้าเกิดเป็นโรคที่ทำให้ความสามารถในการทำงานน้อยลงหรือไม่สามารถสร้างรายได้ได้ในช่วงรักษาตัวแล้ว ก็จะมีเงินก้อนมาช่วยในการบริหารค่าใช้จ่ายได้เอง ทั้งพวกค่าใช้จ่ายในครัวเรือนต่างๆ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เป็นต้น และยังช่วยได้มากในเรื่องของการจัดการกระแสเงินสดในช่วงที่ต้องรักษาตัวอีกด้วยการช่วย “บรรเทาความกังวล”โรคร้ายแรงสร้างผลกระทบไม่ใช่แค่กับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความกังวล ความเครียดให้กับครอบครัวได้ หากมี “ค่าชดเชยประกันโรคร้ายแรง” ที่เพียงพอ ก็จะช่วย “บรรเทาความกังวล” ในส่วนค่าใช้จ่ายลงได้บ้างทำ “ประกันค่าชดเชยโรคร้ายแรง” ควรมีความคุ้มครองวงเงินเท่าไรการวางแผนเลือก “วงเงินความคุ้มครอง” ให้มีความเหมาะสมนั้น สำคัญมากต่อการวางแผนอนาคตที่มั่นคงทางการเงินให้กับเราและครอบครัว โดยจำนวนวงเงินความคุ้มครองที่แนะนำในปัจจุบัน ควรมีให้มากพอในระดับ 2 - 3 ล้านบาทขึ้นไป •  จะได้จัดการค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมาได้อย่างสบายใจ นอกจากการรักษาตัวเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายแรงในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ตามมาเมื่อกลับมารักษาตัวที่บ้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายในช่วงที่ขาดรายได้ ควรมีสำรองไว้ประมาณปีละ 600,000 – 1,000,000 บาท •  โรคร้ายแรงมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูง ควรมีเงินสำรองเผื่อไว้ให้พร้อมไม่ว่าจะเจ็บป่วยกี่ครั้งก็ตาม หากทำเป็นประกันค่าชดเชยโรคร้ายแรงแบบ “เจอ – จ่าย - จบ”ควรพิจารณาทำประกันดังกล่าวด้วยจำนวนเอาประกันภัยที่มากพอที่จะครอบคลุมการกลับมาเป็นซ้ำ หรืออาจพิจารณาประกันค่าชดเชยโรคร้ายแรง ที่คุ้มครองการจ่ายค่าชดเชยให้อีกหากมีการกลับมาเป็นซ้ำ •  ไม่สร้างภาระให้คนข้างหลัง สิ่งที่มักกังวลมากที่สุด คือ ความเป็นอยู่ของคนข้างหลัง โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นเสาหลักของบ้าน แค่เจ็บป่วยเล็กๆ ก็กระทบความเป็นอยู่ของคนในบ้านได้แล้ว ยิ่งเกิดเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านย่อมตามมา หากมีค่าชดเชยมากพอ ก็จะมาช่วยอุดรอยรั่วของปัญหาเหล่านี้ให้เราและครอบครัวสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้“การทำ ‘ประกันโรคร้ายแรง’ ควรทำไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ในขณะที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นแผนสำรองที่อาจเป็นประโยชน์มหาศาลในอนาคต ช่วยให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์”“การรักษาโรคร้ายแรง” บางโรค เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่หากในระหว่างทางการรักษานั้น มีทั้งกำลังใจจากคนรอบข้าง หมดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา ไม่ต้องเป็นภาระแก่คนในครอบครัว ก็จะทำให้มีพลังใจมากขึ้นในการรักษาตัวอย่างแน่นอนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ wealthythaihttps://www.wealthythai.com/en/updates/wealth-management/wealth-ez/30488

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

เปิดพิกัดลับ ‘มิวเซียมวัดโพธิ์’ ยลศิลปวัตถุล้ำค่าและทรงคุณค่า

05/05/2026

 •  "มิวเซียมวัดโพธิ์" ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์เดียว แต่เป็นกลุ่มห้องจัดแสดง 5 แห่งที่กระจายตัวอยู่ภายในวัด ทำให้เปรียบเสมือนเป็น "พิกัดลับ" ที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ •  จัดแสดงศิลปวัตถุและโบราณวัตถุล้ำค่ากว่า 1,400 รายการ ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ และผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายหลบร้อนไปชมแรร์ไอเท็มในห้องแอร์เย็นๆ ในพิพิธภัณฑ์กันค่ะ‘มิวเซียมวัดโพธิ์’ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้ชมกันทุกวันแต่ทำไมเรากลับรู้สึกราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์ลับ เหตุผลอาจเกิดจากมีพิพิธภัณฑ์และห้องจัดแสดงที่แทรกตัวอยู่ในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสกระจายอยู่ 5 แห่ง จากประสบการณ์ที่เดินหาจนหลงทางมาแล้ว จึงอยากรวบรวมพิกัด ‘มิวเซียมวัดโพธิ์’ เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รับรู้กันโดยทั่วไป‘มิวเซียมวัดโพธิ์’ ประกอบไปด้วยห้องจัดแสดงอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ •  พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติหกรอบ ร.9 ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินอาคารหอสมุดสมเด็จ ว.ผ.ต.ในบริเวณสังฆาวาส เปิดให้เข้าชม 08.30-16.30 น. •  ห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้ว อยู่ในศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตกเปิดให้เข้าชม 08.00-18.30 น. •  พิพิธภัณฑ์นวดไทย อยู่ภายในพระวิหารขาวและศาลาพระมณฑปด้านทิศใต้ เปิดให้ชม 08.00-17.00 น. •  พิพิธภัณฑ์เครื่องมุก อยู่ในพระวิหารทิศใต้ (พระปัญจวัคคีย์) เปิดให้เข้าชม 08.00-17.00 น. •  พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล อยู่ในพระวิหารทิศตะวันตก(พระนาคปรก) เปิดให้ชม 08.00 -17.00 น.พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติหกรอบ ร.9เครื่องแก้วเจียระไนเริ่มต้นที่ไหนดี ไม่มีข้อจำกัดสามารถเลือกชมได้ตามความสนใจ แต่ถ้าต้องการเห็นภาพรวมทั้งหมดแนะนำให้ไปที่ พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติหกรอบ ร.9 ในอาคารหอสมุดสมเด็จ ว.ผ.ต.ซึ่งตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสเป็นลำดับแรกหอสมุดแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ หรือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จึงมีอักษรย่อว่า ว.ผ.ต. ปัจจุบันนอกจากจะเป็นห้องสมุด ห้องประชุม และสำนักงานแล้ว บริเวณชั้นใต้ดินยังเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุล้ำค่าของวัดโพธิ์ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ และผู้มีจิตศรัทธานำมาถวาย ได้แก่ เครื่องลายคราม เครื่องประดับมุก เครื่องเบญจรงค์ และเครื่องแก้วเจียระไน เป็นต้นฝาบาตรประดับมุกมีลวดลายเป็นตราประจำรัชกาลที่ 5กล่องที่ระลึกในงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าศิริราชกุธภัณฑ์พระภาณุพงศ์ ฐานิสฺสรธีโร กรรมการแผนกพิพิธภัณฑ์ วัดโพธิ์ กล่าวถึงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ว่าเปรียบเสมือนคลังเก็บสมบัติล้ำค่าของวัดที่มีจำนวนมากว่า 1,400 รายการ สำหรับศิลปวัตถุชิ้นสำคัญที่ไม่อยากให้พลาดชมนั้น ได้แก่ ฝาบาตรประดับมุกและเชิงบาตรประดับมุก ศิลปะรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2416) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้ทำขึ้นเพื่อพระราชทานพระราชาคณะ เมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ฝาบาตรประดับมุกมีลวดลายเป็นตราประจำรัชกาลกล่องที่ระลึกในงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าศิริราชกุธภัณฑ์ กล่องกระเบื้องที่สั่งทำจากยุโรป ไข่นกกระจอกเทศ ที่ได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่ 5 ครั้งเสด็จประพาสยุโรปไข่นกกระจอกเทศ“พระองค์ทรงนำมาถวายเจ้าอาวาส ถือว่าเป็นของแปลกของสยามในสมัยนั้น” พระภาณุพงศ์ ฐานิสฺสรธีโร อธิบาย“ส่วนเครื่องแก้วเจียระไนมาจากยุโรปเช่นเดียวกัน ความน่าสนใจ คือ จากที่เคยเป็นเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารในวัฒนธรรมตะวันตก เมื่อมาอยู่ในสังคมไทยได้ปรับเปลี่ยนเครื่องแก้วให้เป็นเครื่องนมัสการ เช่น แก้วทรงกลมใหญ่ หรือ แจกันทรงเตี้ย นำมาใช้เป็นประถางธูป ถ้วยแก้วสำหรับวางไข่ลวกนำมาใช้วางพุ่มเทียน โถใส่ลูกกวาดเรานำมาจัดดอกไม้บูชาพระ อย่างนี้เป็นต้น”เครื่องแก้วเจียระไนจากยุโรปโถแก้วบรรจุน้ำดื่มนอกจากเครื่องแก้วเจียระไนแล้ว ยังมีโถแก้วบรรจุน้ำพร้อมจอกเล็กๆจัดเรียงกันอยู่เป็นจำนวนมาก กรรมการแผนกพิพิธภัณฑ์ กล่าวว่า “เดิมเป็นโถบรรจุน้ำสำหรับพระเวลาสวดมนต์แล้วเกิดกระหายน้ำ มีจอกเล็กๆใช้สำหรับดื่มน้ำ เป็นของที่คนนิยมนำมาถวายวัด ปัจจุบันเวลาพระสวดปาฏิโมกข์ จะมีโถน้ำตั้งอยู่ด้วย”ในส่วนของเครื่องลายครามแบ่งออกเป็นงานประติมากรรม เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (กวนอิม) เทพเจ้า เซียน งานตกแต่งเครื่องโต๊ะ เช่น ตุ๊กตารูปกวาง กลองจำลอง กระบี่จำลอง รวมไปถึงและเครื่องถ้วยต่างๆจำนวนมากที่สามารถตามไปชมกันต่อได้ที่ ห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้ว อยู่ในศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตกกระบี่ลายครามจำลองเครื่องถ้วยลายครามจัดแสดงที่ศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตกทั้งหมดนี้เป็นเพียงไฮไลท์ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้เราได้เห็นภาพรวมของโบราณวัตถุและศิลปวัตถุของวัดโพธิ์ ที่ชวนให้เราไปตามชมภาคต่อกันได้ในพิพิธภัณฑ์ย่อยอีก 4 แห่ง ที่อยู่ในเขตพุทธาวาสห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้ว อยู่ในศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตกมิวเซียมวัดโพธิ์ทั้ง 5 แห่ง เปิดให้เข้าคนไทยได้เข้าชมฟรี คำแนะนำมีเพียงอย่างเดียว คือ ควรวางแผนเรื่องเวลาให้ดี เพราะแต่ละที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ รวมทั้งเผื่อเวลาหลงทางไว้ด้วยพิกัดลับเปิดแล้ว ขอให้มิวเซียมวัดโพธิ์เป็นแหล่งเรียนรู้ที่รับทราบกันโดยทั่วกันปักหมุด : วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ท่าเตียน ถนนสนามไชย กทม.เฟซบุ๊ก : Museum Wat Pho – มิวเซียมวัดโพธิ์เครื่องถ้วยเครื่องโต๊ะแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1232153

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

“วัดไทร อินทร์บุรี” โบสถ์ต้นไม้คลุม วัดเก่าแก่แห่งเมืองสิงห์บุรี

05/05/2026

ไปชมวัดเก่าแก่แห่งเมืองสิงห์บุรี “วัดไทร อินทร์บุรี” ที่โดดเด่นด้วยโบสถ์หลังเก่าที่มีรากต้นไทรปกคลุมอยู่โดยรอบ ทั้งให้ร่มเงาและยึดตัวโบสถ์เอาไว้ นับเป็นความงดงามที่เกิดจากเส้นสายของธรรมชาติ“อินทร์บุรี” เป็นชื่อของอำเภอหนี่งในจังหวัดสิงห์บุรี แม้จะเป็นอำเภอในจังหวัดเล็กๆ ของภาคกลาง แต่จากหลักฐานทางโบราณคดีก็พบว่าเคยมีชุมชนโบราณอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยทวารวดี โดยมีการพบโบราณวัตถุหลายชนิดที่แหล่งโบราณคดีบ้านคูเมือง (ต.ห้วยชัน อ.อินทร์บุรี) และเมืองอินทร์บุรีก็ถือเป็นชายแดนทางเหนือของอาณาจักรอยุธยาในช่วงต้น ซึ่งวัดเก่าแก่ที่ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ก็มีบางส่วนที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาดังเช่นที่ “วัดไทร” (ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี) อีกหนึ่งวัดเล็กๆ ที่มีความเป็นมายาวนาน แม้จะซ่อนตัวอยู่ในชุมชน แต่วัดแห่งนี้ก็มึ่วามน่าสนใจไม่น้อย“วัดไทร” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมชื่อว่า “วัดทะยาน” วัดแห่งนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา คาดว่า “ทะยาน” เป็นการกร่อนมาจากคำว่า “ท้ายย่าน” เมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยปีต้นโพธิ์ต้นไทรก็เริ่มเติบโตขึ้นปกคลุมทั่วทั้งโบสถ์ที่ประดิษฐานหลวงพ่อขาว จนกระทั้งหลังคาได้พังลงไป ต้นไม้เหล่านี้ก็ได้ทำหน้าที่ให้ร่มเงาแก่พระอุโบสถหลังนี้แทนมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเคยมีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาพบวัดร้างแห่งนี้ เห็นว่าบริเวณโดยรอบมีต้นไทรขึ้นอยู่หนาแน่น จึงบอกให้ชาวบ้านเปลี่ยนชื่อเป็นวัดไทรความพิเศษของวัดนี้ก็คือ บริเวณโบสถ์จะมีรากต้นโพธิ์ต้นไทรยึดกำแพงโบสถ์ไว้โดยรอบ ส่วนอื่นๆ ของวัดอย่างพวกศาลาก็น่าจะพังทลายลงน้ำไปแล้ว ตัวโบสถ์เป็นโบสถ์เก่าที่ชาวบ้านเรียกว่าโบสถ์มหาอุด คือเป็นโบสถ์ที่มีประตูเข้าออกทางเดียว ภายในประดิษฐาน “หลวงพ่อขาว” หรือ “หลวงพ่อทะยาน” แต่ปัจจุบันเรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดไทร” ผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นเล่าวว่า แต่แรกนั้นองค์พระประธานปั้นปูนหุ้มทอง ต่อมาโดนสุมไฟหลอมเอาทองออกไปเหลือแต่ปูนด้านใน เศียรขององค์พระก็ถูกตัดออกไป ต่อมาชาวบ้านช่วยกันเรี่ยไรเงินมาบูรณะต่อเศียรพระพุทธรูปโบสถ์ที่เห็นในปัจจุบันนี้สามารถตั้งอยู่ได้ด้วยรากของต้นโพธิ์ต้นไทรที่พยุงไว้โดยรอบ หากเดินดูรอบๆ ก็จะเห็นว่ามีต้นไทรอยู่ที่มุมของโบสถ์ มีรากเลื้อยคลุมโบสถ์ไว้ทั้งสี่ด้าน ในอดีตเคยมีคนจะเข้ามาบูรณะหลังคาโบสถ์ แต่เมื่อลงมือทำก็มีฟ้าผ่า และมีคนฝันว่าองค์พระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์นั้นบอกไม่ให้สร้างหรือดัดแปลงใดๆ ตัวโบสถ์จึงมีลักษณะอย่างที่เห็นในปัจจุบันแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000041919

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

กลุ่มบริษัทเอไอเอ รายงานการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) อย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ 13 ในไตรมาสแรกของปี 2569

30/04/2026

ฮ่องกง, 30 เมษายน 2569 – กลุ่มบริษัทเอไอเอ (“บริษัท”) ประกาศผลประกอบการมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตขึ้นร้อยละ 13 คิดบนอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (CER) สำหรับไตรมาสแรก สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569อัตราการเติบโตรายงานจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่:  •  มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 13 อยู่ที่ 1,757 ล้านเหรียญสหรัฐ   •  มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 22 โดยไม่นับรวมประเทศไทย   •  เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 อยู่ที่ 3,152 ล้านเหรียญสหรัฐ  •  อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB margin) ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 56.0นายหลี่ หยวน ชยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า“เอไอเอสามารถรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งจากปี 2568 มาสู่ไตรมาสแรกของปี 2569 ได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 หากไม่รวมประเทศไทย     ซึ่งมีฐานการเติบโตในปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษตามที่ได้มีการสื่อสารไว้ก่อนหน้านี้ ผลการดำเนินงานของเรามีความแข็งแกร่งในทุกลุ่มธุรกิจที่รายงานยกเว้นประเทศไทย สามารถสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้ทั้งหมดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจของเอไอเอ ขณะเดียวกัน ตลาดหลักสองแห่งของเรา ได้แก่ จีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง สามารถสร้างการเติบโตที่ยอดเยี่ยมได้ถึงมากกว่าร้อยละ 20 ในไตรมาสแรกนี้“ในฐานะผู้นำด้านการประกันชีวิตและสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย เอไอเอมีความพร้อมอย่างยิ่งในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในด้านการให้ความคุ้มครอง สุขภาพ การออม และผลิตภัณฑ์เพื่อการวางแผนชีวิตหลังเกษียณ โดยอาศัยจุดแข็งเชิงการแข่งขันของกลุ่มบริษัทในด้านแบรนด์ ช่องทางการขาย การให้บริการ และเทคโนโลยี ความสามารถของเราในการสร้างธุรกิจใหม่ที่มีคุณภาพสูงและให้ผลกำไรอย่างสม่ำเสมอ ผสานกับกำไรจากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของผลกำไรและกระแสเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นของเรา ทั้งนี้ ภายใต้นโยบายการบริหารจัดการเงินทุนของเอไอเอ ทางกลุ่มบริษัทได้เริ่มดำเนินการซื้อหุ้นคืนภายใต้โครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569“เอไอเอดำเนินธุรกิจอยู่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกสำหรับธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ ผมมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า การดำเนินงานตามกลยุทธ์การเติบโตอย่างมุ่งมั่น ควบคู่กับจุดแข็งทางการแข่งขันที่โดดเด่นของเรา จะยังคงสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป”บทสรุปไตรมาสที่ 1เอไอเอประสบความสำเร็จในการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 คิดเป็นมูลค่า 1,757 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยทั้งช่องทางตัวแทนและช่องทางพันธมิตรธุรกิจของเราต่างมีส่วนช่วยให้มูลค่าธุรกิจใหม่เติบโตขึ้นเอไอเอ ประเทศจีน ยังคงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากครึ่งหลังของปี 2568 และต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกของปี 2569โดยมีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ที่โดดเด่นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 26 จากผลงานที่แข็งแกร่งอย่างมากของทั้ง ช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว และช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคารที่คัดเลือกอย่างมีกลยุทธ์ แม้ความต้องการของผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์ระยะยาวจะอยู่ในระดับสูง แต่การที่เรามุ่งเน้นให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าในด้านความต้องการทางการเงินอย่างครอบคลุม ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ของมูลค่าธุรกิจใหม่ จากผลิตภัณฑ์คุ้มครองชีวิตในไตรมาสแรกโปรแกรมพรีเมียร์ เอเจนซี่ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา ถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเอไอเอ ประเทศจีน การสรรหาตัวแทนใหม่ยังคงดำเนินไปอย่างแข็งแกร่งโดยมีจำนวนตัวแทนใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 นอกจากนี้ เรายังเห็นการสร้างผลงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งตัวแทนใหม่และตัวแทนเดิมของเรา เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2568  เรายังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้อย่างยอดเยี่ยมจากในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใหม่ ๆ ที่เอไอเอได้เข้าไปดำเนินธุรกิจตั้งแต่ 2562 ซึ่งช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทในการบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ปี 2573 ได้อย่างมั่นคงเอไอเอ ฮ่องกง สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกไตรมาส โดยมีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ถึงร้อยละ 21 โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งกลุ่มลูกค้าในประเทศและกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ครอบคลุมทั้งช่องทางตัวแทนและช่องทางพันธมิตรทางธุรกิจ โดยได้รับการสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์หลักของเราที่เปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว เราเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากช่องทางที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) และช่องทาง  โบรกเกอร์ของเอไอเอ มีการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่สี่ของปี 2568เอไอเอ ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ ลดลงร้อยละ 18 ในไตรมาสแรกของปี 2569 เนื่องจากฐานยอดขายที่สูงเป็นพิเศษในไตรมาสแรกของปี 2568 ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2567 พบว่ามูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 39 แม้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบดั้งเดิมคงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักในไตรมาสแรกของปี 2569 แต่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ควบการลงทุน (Unit Linked) ได้ช่วยผลักดันให้เบี้ยประกันรับปีแรก (ANP) เติบโตขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่อัตรากำไรสุทธิของมูลค่าธุรกิจใหม่ยังคงสูงกว่าร้อยละ 90เอไอเอ สิงคโปร์ รายงานมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในเชิงบวก เมื่อเปรียบเทียบกับฐานยอดขายที่สูงเป็นพิเศษในไตรมาสแรกของปี 2568 โดยทั้งช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านช่องทางธนาคาร และที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) รวมถึงโบรกเกอร์ ต่างสร้างการเติบโตมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยได้รับการสนับสนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์สุทธิสูง (High Net Worth)เอไอเอ มาเลเซีย มีการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยมีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นในระดับเลขหลักเดียวที่สูงในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตัวแทนช่องทางตัวแทนและช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านช่องทางธนาคาร เรายังคงเห็นการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาสผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่าย โดยมีจำนวนตัวแทนที่สร้างผลงานรวมถึงตัวแทนที่มีคุณภาพสูงและแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2569ตลาดอื่น ๆ รายงานการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในทิศทางที่เป็นบวก โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจในประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งสามารถชดเชยบางส่วนจากการชะลอตัวในออสเตรเลียและอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน Tata AIA Life ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของกลุ่มในประเทศอินเดีย ยังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้อย่างโดดเด่น สำหรับงวดสามเดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569โดยรวมแล้ว เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 อยู่ที่ 3,152 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB margin) ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ร้อยละ 56.0 สำหรับอัตรากำไรเมื่อคำนวณบนฐานมูลค่าปัจจุบันของเบี้ยประกันภัยธุรกิจใหม่ (PVNBP) ยังคงทรงตัวที่ร้อยละ 11 ในขณะที่รายได้เบี้ยประกันภัยรับรวม (TWPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 อยู่ที่ 14,865 ล้านเหรียญสหรัฐความคืบหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐตามนโยบายการบริหารเงินทุนของกลุ่มบริษัท ได้ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินรวม 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมกับการประกาศผลประกอบการประจำปี 2568 โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา ภายหลังจากการเริ่มต้นโครงการ บริษัทได้ดำเนินการซื้อหุ้นสามัญคืนสะสมรวมทั้งสิ้น 56.7 ล้านหุ้น จนถึงวันซื้อขายหลักทรัพย์วันสุดท้ายก่อนการประกาศนี้ (คือวันที่ 29 เมษายน 2569) โดยมีมูลค่ารวมที่ชำระแล้ว (ไม่รวมค่าใช้จ่าย) ประมาณ 4,806 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือคิดเป็นประมาณ 614 ล้านเหรียญสหรัฐภาพรวมแม้สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะส่งผลให้ตลาดทุนโลกมีความผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชีย อาทิ โครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย รายได้ที่เพิ่มขึ้น ระดับการเข้าถึงประกันภัยภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความคุ้มครองด้านสวัสดิการสังคมที่ยังมีอยู่อย่างจำกัด ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ก่อให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันของเราอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาว แนวโน้มการดำเนินธุรกิจของเอไอเอมีความโดดเด่นอย่างยิ่ง จากความได้เปรียบทางการแข่งขันที่แข็งแกร่ง การกระจายตัวของธุรกิจในหลายพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ และปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเชิงโครงสร้างที่ทรงพลังของธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพในเอเชีย การจัดลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของเราได้เอื้อให้เราได้รับโอกาสสำคัญที่รออยู่ข้างหน้า เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่มีกำไร ซึ่งจะส่งผลให้มีรายได้ในอนาคตเพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างผลกำไรส่วนเกิน และมูลค่าผู้ถือหุ้นที่มากขึ้นอีกด้วยความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเอไอเอได้รับเบี้ยประกันภัยส่วนใหญ่ในสกุลเงินท้องถิ่น และมีการบริหารจัดการให้สินทรัพย์และหนี้สินในแต่ละประเทศที่มีความสอดคล้องกันอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ดี ในการรายงานผลประกอบการรวมของกลุ่มบริษัท จะเกิดผลกระทบจากการแปลงสกุลเงิน เนื่องจากรายงานเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ บริษัทจึงได้นำเสนออัตราการเติบโตและบทวิเคราะห์ผลการดำเนินงานบนฐานอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Constant Exchange Rates: CER) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อสะท้อนภาพผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย มอบรางวัลเกียรติยศแก่สุดยอดตัวแทน “ที่สุดแห่งปี” ประจำปี 2568 ในงาน AIA Annual Agency Awards Presentation 2025

29/04/2026

เอไอเอ ประเทศไทย จัดงาน AIA Annual Agency Awards Presentation 2025 เพื่อมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่ผู้บริหารหน่วยและตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอที่มีผลงานยอดเยี่ยมเป็น “ที่สุดแห่งปี 2568” หรือ “Of the Year 2025” รวมถึงการมอบคุณวุฒิเพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่ตัวแทน จำนวนทั้งสิ้น 3,700 ท่าน ซึ่งงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Celebrating Excellence. Inspiring Greatness. เกียรติยศแห่งความเป็นเลิศ จุดประกายความยิ่งใหญ่” เพื่อสะท้อนถึงเกียรติยศอันแข็งแกร่งของรางวัล อีกทั้งยังสื่อถึงการก้าวข้ามขีดจำกัดในศักยภาพและขีดความสามารถเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวแทนเอไอเอทุกท่านสามารถก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จที่เหนือกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งนี่คือความภาคภูมิใจแห่งความพยายามที่ทุกท่านสามารถพิชิตคุณวุฒิในปีนี้ได้สำเร็จสำหรับในปีนี้มีผู้บริหารหน่วยและตัวแทนเข้าร่วมงานทั้งหมดกว่า 3,000 ท่าน อีกทั้งยังมีผู้พิชิตคุณวุฒิ MDRT 2026 มากถึง 3,576 ท่าน ซึ่งสามารถรักษาแชมป์อันดับ 1 บริษัทที่มีจำนวน MDRT มากที่สุดในประเทศไทยและระดับโลกได้อีกครั้ง แสดงถึงความเป็นมืออาชีพและความมุ่งมั่นในการส่งมอบความคุ้มครอง เพื่อสร้างความมั่นคงทั้งในด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงินให้แก่คนไทยทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา 'Healthier, Longer, Better Lives’ในงาน AIA Annual Agency Awards Presentation 2025 ได้รับเกียรติจาก คุณชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เป็นประธานในพิธี พร้อมขึ้นกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้บริหารหน่วยและพลังตัวแทนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก คุณหลี่ หยวน ชยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ ที่ได้ร่วมส่งข้อความแสดงความยินดีและยกย่องถึงความสามารถของพลังตัวแทนทุกท่าน นอกจากนี้ คณะผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทเอไอเอ นำโดย คุณตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารระดับภูมิภาค ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี กรรมการอิสระ กลุ่มบริษัทเอไอเอ และประธานที่ปรึกษากรรมการ เอไอเอ ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารเอไอเอ ประเทศไทย นำโดย คุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต และคุณประกิตติ บุณยเกียรติ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต ได้ขึ้นกล่าวแสดงยินดีและร่วมมอบรางวัลแก่ผู้บริหารหน่วยและพลังตัวแทนภายในงานคุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในนามของเอไอเอ ประเทศไทย ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับสุดยอดพลังตัวแทนทั้ง 3,700 ท่าน ที่สามารถพิชิตรางวัลได้ในปีนี้ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่ได้แสดงให้เห็นตลอดทั้งปีที่ผ่านมา นำมาซึ่งความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ทุกท่านอยู่ในองค์กรที่เป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมประกันชีวิต อีกทั้งพลังตัวแทนของเรายังคงครองอันดับหนึ่งของประเทศติดต่อกันมากว่า 8 ทศวรรษ ฉะนั้นทุกท่านที่ได้รับรางวัลนี้ถือเป็นสุดยอดตัวแทนระดับประเทศ และพร้อมที่จะก้าวไปสู่เวทีระดับโลก เพื่อช่วยกันยกระดับมาตรฐานตัวแทนประกันชีวิตของไทยให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นต่อไป “ผมขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในสร้างการเติบโตให้กับองค์กร และทำให้เอไอเอ ยังคงรักษาความเป็นอันดับหนึ่งได้ในทุกมาตรวัด  อีกทั้งทุกท่านยังเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการส่งต่อคุณค่าและความมั่นคงทางด้านชีวิต สุขภาพ และการเงินให้แก่ลูกค้าของเรา ซึ่งเป็นการเดินตามพันธกิจของเอไอเอ ที่ต้องการสนับสนุนผู้คนกว่าพันล้านคนทั่วเอเชียแปซิฟิกให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวทั่วไป

หญิงจีนวัย 70 ปี ติดดูไลฟ์ ครึ่งปีเปย์ไป 15 ล้าน เงินจ่ายค่าไฟยังไม่มี

28/04/2026

หญิงจีนวัย 70 ปี ติดใจไลฟ์แบบ “PK” งัดเงินเก็บมาเปย์สตรีมเมอร์ หมดไป 15 ล้านในครึ่งปี จนไม่มีเงินจ่ายค่าไฟนางเจียง หญิงวัย 70 ปีจากนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ติดการไลฟ์รูปแบบ “PK” (การแข่งขันระหว่างสตรีมเมอร์) อย่างหนัก จนภายในเวลาครึ่งปี เธอนำเงินเก็บของครอบครัว รวมถึงเงินบำนาญส่วนตัว รวมกว่า 3.3 ล้านหยวน (ประมาณ 15 ล้านบาท) ไปใช้ส่งของขวัญให้สตรีมเมอร์ที่ชื่นชอบจนหมดนายหวัง ลูกชายซึ่งทำงานอยู่ต่างเมือง เล่าว่า ด้วยความเชื่อใจในตัวแม่ที่ปกติประหยัดและรอบคอบ เขาจึงมอบเงินเดือนและโบนัสสะสมหลายปีให้แม่เป็นผู้ดูแลแต่เมื่อกลับบ้าน เขากลับพบว่าบัญชีเงินฝากถูกใช้จนเกลี้ยง ค่าใช้จ่ายในบ้านอย่างค่าน้ำค่าไฟก็ไม่ได้จ่าย แม้แต่ค่าไฟเพียง 15 หยวน (ราว 70 บาท) ยังไม่มีเงินชำระ ทำให้เขาถึงกับอุทานว่า พฤติกรรมของแม่ “หนักยิ่งกว่าการติดยาเสพติด”ข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา นางเจียงใช้เงินเฉลี่ยมากกว่าเดือนละ 500,000 หยวน (ราว 2.3 ล้านบาท) โดยมีพฤติกรรมเปย์อย่างหนักดำเนินต่อเนื่องจนเงินหมดนางเจียงให้สัมภาษณ์ว่า เธอหลงใหลระบบ “PK” ของแพลตฟอร์มไลฟ์ เพราะหากแพ้จะมีบทลงโทษ เธอจึงอยากช่วยสตรีมเมอร์ที่ชื่นชอบให้ชนะ ภายใต้อารมณ์ชั่ววูบ จึงส่งของขวัญราคาแพงต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละชิ้นมีมูลค่าสูงถึง 2,000–3,000 หยวน (ประมาณ 9,000–14,000 บาท)นายหวังเผยว่า ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าที่แม่จะเริ่มรู้สึกตัว และก่อนหน้านี้เธอยังคิดจะนำเงินบำนาญรอบใหม่มาใช้ต่ออีก จนเขาถึงกับกล่าวว่า “แม่เหมือนถูกผีเข้าสิง”“ลูกถามฉันว่า คนติดยาเดือนนึงใช้เงินเท่าไหร่ ลูกบอกว่าฉันหนักยิ่งกว่าติดยาอีก ไม่รู้ตัวเลย เงินออกไปหมด ฉันรู้สึกผิดต่อลูกจริง ๆ”เมื่อเงินเก็บหมดเกลี้ยง คุณยายเจียงพยายามติดต่อสตรีมเมอร์สองรายที่ได้รับเงินมากที่สุด แต่ฝ่ายนั้นตอบอย่างเย็นชาว่า “รักน้อย ๆ แต่รักนาน ๆ ” แล้วก็หายไปต่อมานายหวังได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค และแพลตฟอร์ม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมขอบคุณที่มา bastillepostแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับข่าวสดออนไลน์https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_10225103

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

สุขภาพ

พฤติกรรมที่ทำให้คนรุ่นใหม่เป็นมะเร็งมากขึ้น แพทย์เผยอายุน้อยก็เป็นได้

28/04/2026

ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ปาร์ตี้หนัก เลิฟฟาสต์ฟู้ด ไม่ออกกำลังกาย ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ทำให้คนรุ่นใหม่เสี่ยงมะเร็ง แพทย์เผยรีบแก้นิสัยก่อนป่วยหนัก!“โรคมะเร็ง”  กลายเป็นโรคร้ายที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน ในขณะที่อายุของผู้ป่วยเองก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุมาจาก “พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่” ที่เป็นโทษต่อสุขภาพร่างกาย ไม่ว่าการขี้เกียจออกกำลังกาย การทำงานหนัก พักผ่อนน้อย นอนดึก กินดึก ปาร์ตี้หนัก กินแต่อาหารฟาสต์ฟู้ด เพราะฉะนั้นหากคุณไม่อยากต้องทนทุกข์กับการถูกมะเร็งลุกลามควรเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ก่อนสายเกินแก้!มะเร็งคนรุ่นใหม่พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ ยิ่งทำยิ่งเสี่ยงมะเร็ง  •  สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า  •  ชอบทานอาหารไขมันสูง  •  เครียดจัด นอนดึก กินดึก  •  ไม่ชอบทานผัก เน้นหนักประเภทเนื้อแดง  •  ทานอาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง  •  ชอบทานอาหารปิ้งย่าง อาหารทอด  •  กลั้นปัสสาวะบ่อยสัญญาณเตือนโรคมะเร็ง  •  มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกจากร่างกาย เช่น ตกขาวมากเกินไป  •  มีก้อนหรือตุ่มเกิดขึ้นโดยที่ก้อนนั้นโตเร็วผิดปกติ  •  ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ผิดปกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น มีเลือดปน  •  มีแผลเรื้อรัง หายช้า เช่น แผลคล้ายร้อนในที่เป็นมานานเกินกว่าสัปดาห์  •  เสียงแหบ ไอเรื้อรัง  •  กลืนอาหารลำบาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด  •  สังเกตเห็นว่าหูด ไฝ หรือปาน มีการเติบโตผิดปกติที่สำคัญอย่ามองข้ามการคัดกรอง เพราะอันที่จริงแล้วโรคมะเร็งมักไม่มีอาการแสดงแน่ชัดในระยะแรกเริ่ม กว่าจะแสดงอาการผิดปกติ เซลล์มะเร็งก็อาจลุกลามและเข้าสู่ระยะท้ายๆ ทำให้การรักษาโรคมะเร็งทำได้ยากขึ้น โอกาสเสียชีวิตของผู้ป่วยก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นด้วย ดังนั้นเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและความเจ็บป่วยจากโรคมะเร็ง การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่างๆ จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ ptvhd36https://www.pptvhd36.com/health/care/7061

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

“IT’S TIME” นิทรรศการศิลปะครั้งล่าสุดของกลุ่ม จปภ.36 หลังห่างหายไป 7 ปี

28/04/2026

กลุ่ม จปภ.36 จัดเปิดตัวนิทรรศการศิลปะครั้งที่ 7 โดยให้ชื่องานครั้งนี้ว่า “ได้ที่ละ” (IT’S TIME) : The 7th Art Exhibition of PSG.36 โดยมี คุณเยาวนี นิรันดร นักธุรกิจและผู้มีชื่อเสียงในวงการศิลปะ ผู้ก่อตั้ง 129 Art Museum เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยศิลปิน และนักสะสมเข้าร่วมงานมากมาย ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯกลุ่ม จปภ.36 คือการรวมตัวของอดีตนักศึกษา “คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์” ที่เคยเรียนร่วมกันในรุ่น 36 ของมหาวิทยาลัยศิลปากร มาร่วมกันจัดนิทรรศการ โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2555 และจัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเป็นครั้งที่ 7 จะจัดขึ้นในเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครในครั้งนี้จะเป็นการแสดงผลงานจากศิลปินจำนวนทั้งหมด 19 ท่านในสาขาต่างๆ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ นำโดย จารุพงษ์ จันทรเพชร มาในคอนเซ็ปต์ “รอยยิ้มที่หายไป” (The Missing Smile), เดชา สายสมบูรณ์ มาในคอนเซ็ปต์ “ด้วยรักและห่วงใย” (With Love And Care), ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์ มาในคอนเซ็ปต์ “คลื่น” (Wave), ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ มาในคอนเซ็ปต์ “นักบริโภค เราทุกคนต่างเป็นนักบริโภค”, ประสาทศิลป์ รัตนสิริลักษณ์ มาในคอนเซ็ปต์ “สลัด” (Salad), ประเสริฐ พิชยะสุนทร มาในคอนเซ็ปต์ “ประสบการณ์”, ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์ มาในคอนเซ็ปต์ “S.O.S” (Symbols Of Symbiosis), ปราโมช บุญนาค มาในคอนเซ็ปต์ “ชีวิตไทย” (Thai Life), พัฒนพงศ์ สังข์แก้ว มาในคอนเซ็ปต์ “เวลาของชีวิต” (Life Timeline), รังสิต มามารต์ มาในคอนเซ็ปต์ รูปทรงจักรกลและพื้นที่ว่าง (Mechanical Form and Space), ศิริรัตน์ เอี่ยมสกุลเดชะ มาในคอนเซ็ปต์ “ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ”, อนุพันธ์ น้ำทิพย์ มาในคอนเซ็ปต์ “Happiness Movement”, อาคม อบรม มาในคอนเซ็ปต์ “จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติและมรดกแห่งแผ่นดิน” (Spirit Of Nature & The Legacy Of The Land), วิวิชชา ยอดนิล มาในคอนเซ็ปต์ “Wave 2026”, และศิลปินอีกมากมาย เช่น ดินหิน รักพงษ์อโศก, ธีรยุทธ จั่นฝังเพชร, ประสงค์ ธงธวัช, ไพศาล ธีรพงศวิษณุพร, มานพ สุวรรณปันฑะ เป็นต้นจารุพงษ์ จันทรเพชร กล่าวว่า “การรวมตัวจัดนิทรรศการของกลุ่ม จปภ.36 ในครั้งนี้ห่างจากครั้งที่แล้วถึง 7 ปี เนื่องด้วยมีเหตุการณ์หลายๆ อย่างทำให้เราไม่สามารถจัดงานได้ หนึ่งในนั้นคือปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาในครั้งนี้เพื่อนๆ ในกลุ่มจึงร่วมนำผลงานมาแสดงกันอย่างมากมาย หลากหลาย ในส่วนของผมมาในคอนเซ็ปต์ “รอยยิ้มที่หายไป” ซึ่งเป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวในเวลาที่คนทั้งโลกหยุดยิ้มในช่วงโควิด-19 เพราะโควิดไม่ได้พรากแค่ชีวิต แต่มันขโมยรอยยิ้ม ความหวัง และความสัมพันธ์ของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน สำหรับงานชุดนี้ไม่ได้ต้องการแค่ให้ดู แต่นำรอยยิ้มที่กลับมาไปส่งต่อให้คนอื่น และรายได้บางส่วนจากการจัดแสดงหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะบริจาคให้กับ มูลนิธิเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ สมทบทุนช่วยการรักษา เพราะสำหรับบางคนรอยยิ้มไม่ใช่เรื่องเล็ก และสำหรับโลกใบนี้ “รอยยิ้ม ไม่ควรหายไปอีก”สำหรับงาน “ได้ที่ละ” (IT’S TIME) : The 7th Art Exhibition of PSG.36 จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ (หัวมุมแยกปทุมวัน ตรงข้ามสยามสแควร์) ห้องสตูดิโอ ชั้น 4คุณเยาวนี นิรันดร ประธานเปิดงานจารุพงษ์ จันทรเพชร ศิลปินจารุพงษ์ จันทรเพชร ศิลปินแหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000037867

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X