Everyday knowledge for you
ประกันชีวิต
15/01/2026
ในปัจจุบัน การมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องตนเอง แต่ยังเป็นการลดภาระให้กับลูกหลานอีกด้วย ในบทความนี้เราจะมาพูดถึง 5 เหตุผลที่ทำให้ผู้สูงอายุควรพิจารณาทำประกันชีวิต เพื่อให้ชีวิตของพวกเขามีความมั่นคงและไม่สร้างภาระให้กับคนที่รัก1. การป้องกันภาระทางการเงินการมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถป้องกันภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่อาจสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ประกันชีวิตจากเมืองไทยประกันชีวิตจะช่วยให้มีเงินก้อนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน แม้ว่าหลายบริษัทจะมีข้อจำกัดในการรับประกัน แต่เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้สูงวัยที่มีความต้องการความคุ้มครองที่เหมาะสม2. การสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวเมื่อผู้สูงอายุมีประกันชีวิต จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ประกันชีวิตผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป จะช่วยให้ลูกหลานไม่ต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมืองไทยประกันชีวิตเข้าใจความต้องการของผู้สูงอายุและครอบครัว จึงได้พัฒนาแผนประกันที่ให้ความคุ้มครองอย่างครอบคลุมและเหมาะสมกับช่วงวัย3. การวางแผนอนาคตการมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนอนาคตที่ดี ถึงแม้ว่าในวัย 80 ปีขึ้นไป อาจจะมีตัวเลือกจำกัดในตลาดประกัน แต่เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนพิเศษที่รองรับผู้สูงอายุในวัยนี้ ผู้สูงอายุสามารถเลือกแผนประกันที่เหมาะสมกับความต้องการและสถานการณ์ทางการเงินของตนเองได้ ทำให้สามารถจัดการกับค่าใช้จ่ายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ4. การเพิ่มความสบายใจการมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสบายใจในชีวิตประจำวัน เพราะพวกเขาจะรู้ว่ามีการป้องกันทางการเงินในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมืองไทยประกันชีวิตมีศูนย์บริการลูกค้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้สูงอายุมีความอุ่นใจว่าจะมีคนดูแลเมื่อต้องการ การมีความสบายใจนี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและร่างกาย5. การสนับสนุนการดูแลสุขภาพหลายๆ แผนประกันชีวิตผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันมีการรวมบริการดูแลสุขภาพ เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน จึงมีบริการพิเศษสำหรับผู้ถือกรมธรรม์ เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษและการปรึกษาแพทย์ทางโทรศัพท์การมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันตนเอง แต่ยังเป็นการช่วยลดภาระให้กับลูกหลานและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว ด้วยเหตุผลทั้ง 5 ข้อที่ได้กล่าวมาแล้ว ผู้สูงอายุควรพิจารณาทำประกันชีวิตเพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคงและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนประกันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้สูงวัยแต่ละช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็น 50+, 60+ หรือแม้แต่ 80+หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังพิจารณาทำประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป อย่าลืมศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบแผนประกันที่เหมาะสม เพื่อให้ได้แผนที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด ทีมที่ปรึกษาจากเมืองไทยประกันชีวิตพร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละบุคคลการลงทุนในประกันชีวิตผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อความคุ้มครอง แต่เป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก แม้ในวัยที่อาจมีข้อจำกัดในการทำประกัน เมืองไทยประกันชีวิตยังมีทางเลือกที่เหมาะสมให้กับทุกคนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับสยามรัฐออนไลน์https://siamrath.co.th/contents/107900
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
15/01/2026
ความอัศจรรย์ของธรรมชาติ “เลยดั้น” ลานหินมหัศจรรย์ ที่ อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ลานหินทรายที่ถูกกัดกร่อนจากเม็ดกรวดที่ไหลมาตามน้ำ จนเกิดเป็นหลุมรูปร่างต่างๆ กลายเป็นจุดเช็คอินสวยๆ ของคนชอบถ่ายรูปถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.เพชรบูรณ์ หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับการไปเที่ยวเขาค้อ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ภูทับเบิก หรืออุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพแต่ทริปนี้จะชวนมาเช็คอินที่เที่ยวสุดอัศจรรย์ ที่กำลังฮอตฮิตในเหล่านักท่องเที่ยว นั่นคือ “เลยดั้น” ลานหินมหัศจรรย์แห่งเพชรบูรณ์“เลยดั้น” ตั้งอยู่ที่ บ้านห้วยกะโปะ ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อยู่ในพื้นที่อุทยานธรณีเพชรบูรณ์หากไปถึงที่เลยดั้น ก็จะเห็นภาพของลานหินกว้างที่เต็มไปด้วยหลุมรูปร่างต่างๆ กัน ทั้งหลุมเล็กหลุมใหญ่ ไปจนถึงเส้นสายตามชั้นของหินที่คล้ายกับว่ามีคนมาสลักไว้ พื้นที่หน้าตาแบบนี้ อาจจะเคยเห็นกันที่ สามพันโบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งการเกิดขึ้นของประติมากรรมจากธรรมชาติลักษณะนี้ ก็มีที่มาในแบบเดียวกัน“เลยดั้น” มีลักษณะเป็นลานของชั้นหินทรายที่ถูกกัดกร่อนจากเม็ดกรวดเม็ดทรายที่ถูดพัดพามาจากกระแสน้ำของ “ลำน้ำเลย” ที่ไหลผ่านลานหินทรายแห่งนี้ ทำให้เกิดลักษณะเป็นหลุมใหญ่บ้างเล็กบ้าง ลึกลงไปในเนื้อหินคล้ายหลุมขนมครก ลักษณะการกัดกร่อนของชั้นหินทรายนี้ มีชื่อเรียกทางวิชาการว่า “กุมภลักษณ์" (Potholes) สามารถเห็นการกัดกร่อนได้ถึง 5 แบบ คือ แบบวงกลม แบบวงรี แบบเสาหิน แบบสะพานหิน และแบบกัดเซาะด้านข้าง นับเป็นความแปลกพิสดารและความสวยงามที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นสำหรับ “กุมภลักษณ์” หรือ หลุมรูปหม้อ เกิดจากกระบวนการกร่อนจากลำน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินที่อยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะหินทราย เม็ดกรวดเม็ดทรายที่ไหลมากับลำน้ำผ่านชั้นหินเกิดการหมุนวนทำให้เกิดเป็นหลุมเล็กๆ และเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี หลายพันปี เม็ดกรวดเม็ดทรายที่อยู่ก้นหลุมก็หมุนวนขยายหลุมให้ใหญ่ขึ้น (เม็ดกรวดเม็ดทรายทำหน้าที่เหมือนสว่านเจาะหิน) เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่และเชื่อมต่อกันหลายๆ หลุมจนกลายเป็นดั่งประติมากรรมหินทรายที่มีรูปร่างแปลกตาตามจินตนาการของผู้ที่มองเห็นกุมภลักษณ์สามารถพบทั่วไปในลำน้ำหรือแม่น้ำที่มีชั้นหินทรายที่อยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีโครงสร้างธรณีวิทยาเป็นหินทราย จนปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สามพันโบก ริมน้ำโขง จ.อุบลราชธานี , แก่งตะนะ ริมน้ำมูล จ.อุบลราชธานี และ เลยดั้น ริมแม่น้ำเลย จ.เพชรบูรณ์เลยดั้นยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่าง คือ ลานหินทรายมีการวางตัวของชั้นหินหันเข้าหาด้านต้นน้ำ ทำให้น้ำที่ไหลลงมาตามชั้นหินเกิดการมุดตัวลงไปใต้ผิวดินตามชั้นหิน แล้วไหลไปออกยังที่ต่ำกว่าที่อยู่ไกลออกไปทางปลายน้ำ ทำให้ดูเหมือนว่าสายน้ำในฤดูแล้งขาดหายไปเป็นช่วงๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ “เลยดั้น” โดยจะเห็นลานหินมหัศจรรย์เหล่านี้ได้ชัดเจนมากในฤดูแล้งที่ไม่มีน้ำท่วมสูงขึ้นมานอกจากความน่าอัศจรรย์ของการเกิดเลยดั้นตามข้อมูลทางธรณีวิทยา ก็ยังมีการเกิดเลยดั้นตามนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อๆ กันมา ดังนี้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พญาช้างเอราวัณ มีลูกสาวคนหนึ่ง มีความงดงามมากชื่อว่า แม่นางผมหอม ซึ่งพญาช้างเอราวัณรักและแหนหวงลูกสาวของตนเองเป็นอย่างมาก ถึงขนาดสร้างเรือนหอให้อยู่ไว้บนยอดเขาและไม่ให้ออกไปไหน โดยพญาช้างจะคอยหาผลหมากรากไม้มาส่งให้กินเป็นประจำตลอดมา อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่พญาช้างออกไปแสวงหาอาหาร นางผมหอมได้ออกมาจากเรือนหอ และเป็นเพราะบุพเพสันวาส จึงได้พบกันนายพรานซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงาม จึงเกิดมีความรักชอบพอกัน และด้วยความกลัวว่าพญาช้างจะเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทั้งคู่จึงได้พากันหนีตามไปด้วยกันเมื่อพญาช้างกลับมาไม่พบลูกสาว จะร้องเรียกเสียงดังลั่นป่า แต่ก็ไม่มีเสียงขานรับจากแม่นางผมหอม พญาช้างใจแทบแตกสลาย และด้วยความโกรธจึงใช้กำลังเท่าที่มี พังภูเขาลูกที่ตนได้สร้างเรือนหอไว้นั้นเสียจนเกือบหมด คงเหลือไว้เป็นบางส่วน คือ ภูหอ ในปัจจุบันหลังจากนั้น พญาช้างจึงออกติดตามหาลูกสาวของตน เดินหน้าไปมาจนเกิดเป็นทางยาวลึกลงกลายเป็นลำน้ำ ซึ่งก็คือแม่น้ำเลย เมื่อเดินมาห้วยกะโปะ ก็เดินเหยียบย่ำวนไปวนมา จนลานหินเกิดเป็นหลุมเป็นบ่อมากมายตามรอยเท้าของพญาช้าง ซึ่งก็คือ เลยดั้น ในปัจจุบัน พญาช้างเสียใจจึงร้องไห้ น้ำตาไหลผ่านก้อนหินจนเป็นร่อง กลายเป็นน้ำตก และได้ใช้งาทั้งคู่แทงลงไปเป็นรอยไว้ที่ลานหิน ซึ่งก็ยังคงเห็นเป็นรอยช้างฝนงาได้จนทุกวันนี้หลังจากนั้น พญาช้างก็ไปยืนรอลูกสาวที่หน้าผาบันได ซึ่งเป็นหน้าผาสูงตะหง่าน รออยู่อย่างนั้น นานจนกลายเป็นหิน มองเห็นได้ชัดเจนเป็นรูปช้างยืนติดอยู่กับที่หน้าผา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านห้วยกะโปะจนทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นความน่าอัศจรรย์จากธรรมชาติ หรือเป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อกันมา แต่ทุกวันนี้ “เลยดั้น” ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปชมความงดงาม ในพื้นที่เลยดั้นมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเช็คอินมากมาย ใครจะถ่ายรูปเองหรือจะให้ช่างภาพจิตอาสาช่วยถ่ายภาพให้ก็ได้ ซึ่งตรงมุมสุดฮิตอาจจะมีนักท่องเที่ยวมาต่อคิวรอถ่ายรูปในมุมนี้เป็นจำนวนมาก (โดยเฉพาะในช่วงวันหยุด) แนะนำให้ใช้เวลาถ่ายรูปคนละไม่เกิน 2-3 นาที ทุกคนจะได้ถ่าบรูปในมุมสวยๆ กันอย่างทั่วถึงช่วงเวลาที่เหมาะกับการมาเที่ยวเลยดั้น เป็นช่วงหน้าแล้งที่ไม่มีน้ำ เพราะลานหินจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาชัดเจน ช่วงราวๆ เดือนพฤศจิกายน ถึง เมษายน โดยแนะนำให้มาเที่ยวเวลาประมาณ 08.00-10.00 น. และ 15.00-17.00 น. เนื่องจากแดดจะไม่ร้อนเกินไป แสงกำลังสวย แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้นที่พื้นไม่ลื่น เพราะหินมีผิวมันเงาและโค้งมน บางพื้นที่จะแคบและลาดเอียง อาจทำทำให้เกิดอุบัติเหตุได้“เลยดั้น” ตั้งอยู่ห่างจากตัว อ.น้ำหนาว ประมาณ 45 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถยนต์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2216 (สายกกกะทอน-ห้วยสนามทราย) สังเกตทางเข้าจะอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 58-59 เส้นทางบ้านโนนชาด-บ้านห้วยกะโปะ ตรงเข้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณทางเข้าจะมีลานจอดรถและห้องน้ำสำหรับบริการนักท่องเที่ยวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000001121
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
15/01/2026
ในวันที่การท่องเที่ยวกลายเป็น “รางวัลชีวิต” แต่ค่าครองชีพกลับเร่งตัวเร็วกว่าเงินเดือน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง แต่คือ จะออกแบบการเดินทางอย่างไรโดยไม่สร้างภาระการเงินในระยะยาวเพื่อให้การเดินทางเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่สร้างภาระหนี้ เคทีซีสรุป 3 หลักคิดการเงิน ที่นำไปใช้ได้ทันที ดังนี้1. ออมก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้แล้วค่อยออมการเก็บเงินจาก “เงินที่เหลือ” มักไม่เคยพอ ทางออกคือการตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจน เช่น งบท่องเที่ยว 50,000 บาทใน 12 เดือน และแยกบัญชีออมอัตโนมัติทันทีที่รายได้เข้า พร้อมลดรายจ่ายเล็กๆ ที่ไม่จำเป็น ซึ่งเมื่อสะสมต่อเนื่องสามารถกลายเป็นค่าตั๋วเครื่องบินได้จริง2. เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายให้มีมูลค่าเพิ่มรายจ่ายประจำสามารถกลายเป็นทุนเดินทางได้ หากบริหารอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการรวมค่าใช้จ่ายคงที่ผ่านบัตรเครดิตเพื่อสะสมคะแนน หรือการใช้คะแนนสะสม เช่น KTC FOREVER แลกรับส่วนลดค่าตั๋ว ที่พัก และบริการท่องเที่ยว ช่วยลดการใช้เงินสดโดยไม่ต้องเพิ่มงบ3. ออกแบบทริปให้สอดคล้องกับกำลังเงินทริปที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่ต้องเหมาะกับสภาพคล่อง เริ่มจากงบที่มีจริงแล้วเลือกจุดหมายปลายทางตามนั้น แบ่งงบอย่างสมดุล และเลือกเดินทางช่วงนอกฤดูกาล ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 30–50%สำหรับแก่นของทริปในฝัน จึงไม่ใช่จำนวนเงินในบัญชี แต่คือวินัย การวางแผน และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างชาญฉลาด เพื่อให้การเดินทางเป็นความสุข ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของภาระหนี้แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000004150
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การดำเนินชีวิต
15/01/2026
เอไอเอ ประเทศไทย เริ่มต้นศักราชใหม่ 2569 อย่างเป็นทางการ กับงาน AIA Agency Leaders Kick Off 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ต้อนรับปีม้าที่รวดเร็วและทรงพลัง พร้อมส่งต่อสมการสู่ความสำเร็จ “สร้าง x เสริม = สำเร็จยกกำลัง 2” โดยจะมุ่งส่งเสริมศักยภาพของพลังตัวแทนเอไอเอ ประเทศไทย ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อพร้อมดูแลและวางแผนด้านชีวิต สุขภาพ และการเงินให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ ให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ในงานปีนี้ได้รับเกียรติจากคุณหลี่ หยวน ชยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ ที่ได้ส่ง VTR กล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งคุณตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาค ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมงานและขึ้นกล่าวต้อนรับผู้บริหารหน่วยที่เข้าร่วมงานกว่า 5,000 ท่าน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเอไอเอ และแขกผู้มีเกียรติอีกเป็นจำนวนมาก ณ Icon Siam Hall ชั้น 7 Icon Siam และยังได้จัดถ่ายทอดสดไปยัง 4 จุด ในจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และนครราชสีมา เพื่อให้ท่านผู้บริหารหน่วยเอไอเอได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานคุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย ได้ขึ้นกล่าวถึงนโยบาย และทิศทางการทำงานของเอไอเอ ที่มุ่งพัฒนา ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมเพื่อส่งมอบความคุ้มครองที่ยั่งยืนให้แก่คนไทย พร้อมด้วยไฮไลท์ของงาน โดย คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย ได้ประกาศถึงกลยุทธ์การทำงานของพลังตัวแทนในปี 2569 ซึ่งเน้นต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา พร้อมมุ่ง สร้าง (ตัวแทนใหม่ที่มีคุณภาพ) เสริม (ศักยภาพรอบด้าน) เพื่อก้าวสู่ความ สำเร็จแบบยกกำลัง 2 เพราะนี่คือ สมการสู่ความสำเร็จ เพื่อความยั่งยืนในอาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน ประกันชีวิต และสุขภาพ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากท่านผู้บริหารระดับสูงที่ได้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วย คุณสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้มาบอกถึงภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 รวมถึงการสนับสนุนจากฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ โดยคุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น การสนับสนุนจากฝ่ายการตลาด โดยคุณชลิดา นครชัย และการสนับสนุนจากฝ่ายปฏิบัติการ โดยคุณสุธนิศร์ สุริโยทัย เพื่อช่วยเสริมศักยภาพและติดอาวุธการทำงานให้กับพลังตัวแทน พร้อมแชร์สมการสู่ความสำเร็จให้กับท่านผู้บริหารหน่วยในการก้าวสู่ความสำเร็จแบบยกกำลัง 2 ในปี 2569
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
12/01/2026
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ (ที่ 5 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก ร่วมออกบูธส่งต่อความห่วงใยให้พี่น้องคนไทย และมอบประกันอุบัติเหตุ “กรมธรรม์ประกันภัยอุ่นใจข้ามปี” โดยกรมธรรม์มีระยะเวลาคุ้มครองนาน 30 วัน ด้วยวงเงินคุ้มครองชีวิตสูงถึง 100,000 บาทต่อกรมธรรม์ กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ พร้อมรับผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุด 5,000 บาท และสนับสนุนหมวกนิรภัยจำนวน 100 ชุด ให้แก่ประชาชนทั่วไป และผู้ขับขี่เดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ ผ่าน พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา และนายสามารถ ทับศรีนวล นายกสมาคมออฟโรดไทยช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง(สอทช.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมคุมประพฤติ มูลนิธิเมาไม่ขับ สมาคมออฟโรดไทย สภากาชาดไทย รวมถึงภาคประชาชน ในงานกิจกรรมรณรงค์ “ปีใหม่ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีความคุ้มครองอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความอุ่นใจในการวางแผนเดินทาง สอดคล้องตามคำมั่นสัญญา ‘เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น - Healthier, Longer, Better Lives’ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ)
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
09/01/2026
ตอกย้ำเบอร์หนึ่ง FA ในประเทศไทย มอบ Career Achievement Bonus (CAB) ทำ 10 ปี รับโบนัส 10 ล้านบาทกรุงเทพฯ, 8 มกราคม 2569 – เอไอเอ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมประกันชีวิตและสุขภาพ เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยการเปิดตัว AIA FA รูปแบบใหม่ “FA 4.0 : The Ultimate Success” เดินหน้ากลยุทธ์สร้างตัวแทนใหม่ที่มีคุณภาพ พร้อมยกระดับมาตรฐาน FA สู่บรรทัดฐานใหม่ของวงการประกันชีวิตไทย โดยโครงการ FA 4.0 มุ่งเน้นการพัฒนาที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิต การเงิน และสุขภาพ ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ทักษะ (Skills), รายได้ (Income), และเส้นทางอาชีพ (Career Path) โดยผสานแนวคิดการเติบโตภายใต้สมการ “สร้าง x เสริม = สำเร็จยกกำลัง 2” เพื่อขยายฐานตัวแทนใหม่ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องหนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือการเปิดตัว Career Achievement Bonus (CAB) 5:10 ซึ่งเป็นกลไกสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับอาชีพ FA ด้วยการมอบโบนัส 5 ล้านบาทเมื่อทำงานครบ 5 ปี และ 10 ล้านบาทเมื่อครบ 10 ปี โดยเอไอเอ ประเทศไทย เป็นแห่งแรกที่ริเริ่มโครงการดังกล่าว และจ่ายโบนัสไปแล้วกว่า 860 ล้านบาท สะท้อนแนวคิด “เพิ่มความมั่งคั่ง บนความมั่นคงในอาชีพ FA” พร้อมออกแบบ Ecosystem เพื่อสนับสนุน FA แบบครบวงจร อีกทั้งยังเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรม ที่นำ AI Role Play มาใช้เป็นเครื่องมือฝึกทักษะการขายและการให้คำปรึกษาเสมือนจริงคุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เอไอเอพัฒนาโครงการ AIA FA มาอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับการขยาย FA Center ให้ครอบคลุมเมืองหลัก ๆ ทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีทั้งสิ้นแล้ว 19 แห่ง พร้อมยังได้ต่อยอดนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ ๆ เช่น AI Role Play เพื่อฝึกทักษะการขายและการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ ซึ่งจากการที่เอไอเอไม่ได้มอง FA เป็นเพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นกลยุทธ์เชิงโครงสร้าง ในการสร้างตัวแทนคุณภาพ บทบาทของ FA จึงได้ถูกยกระดับจากการเป็นเพียงตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิต การเงิน และสุขภาพอย่างครบวงจร เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการส่งมอบความคุ้มครองและช่วยลูกค้าในการวางแผนชีวิต สุขภาพ และการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ให้คนไทยได้มีความมั่นคงและมั่งคั่งอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยให้ทัดเทียมระดับโลก“ซึ่งจากสถิติจำนวน FA ของเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมคุณภาพงานที่เพิ่มขึ้น กว่า 58% ของตัวแทนที่ได้รับคุณวุฒิ MDRT เป็นตัวแทน FA และกว่า 80% ของตัวแทนที่เติบโตสู่ตำแหน่งผู้บริหารหน่วยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มาจากโครงการ FA ที่สำคัญรายได้เฉลี่ยของ FA สูงกว่าตัวแทนทั่วไป และอัตราการอยู่ในอาชีพ (Retention) ยังอยู่ในระดับสูง“อีกหนึ่งโครงการที่ถือเป็นกลไกส่งเสริมการเติบโตระยะยาวของอาชีพ FA นั่นคือ Career Achievement Bonus (CAB) หรือเรายกให้เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จแก่ FA ซึ่งที่ผ่านมาเอไอเอได้จ่าย โบนัส CAB 5 ปี 5 ล้านบาท ให้แก่ FA แล้วกว่า 172 ท่าน รวมมูลค่ากว่า 860 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเข้าสู่ปีที่ 4 ในปีนี้ โดยปีนี้สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ FA 4.0 เรามีแรงจูงใจให้มากขึ้น ด้วย CAB 5:10 ทำงาน 5 ปี รับ 5 ล้านบาท และทำงาน 10 ปี รับ 10 ล้านบาท สะท้อนแนวคิดเพิ่มความมั่งคั่ง บนความมั่นคงในสายอาชีพ”คุณอลิสา กล่าวทิ้งท้ายว่า “เอไอเอเชื่อว่าการลงทุนใน FA คือการลงทุนระยะยาว ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าให้ทั้งองค์กร ตัวแทน และลูกค้า เรามุ่งเน้นที่การพัฒนาผู้นำและผู้บริหารหน่วย โดยผู้ที่เข้าหลักสูตร FA จะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้บริหารหน่วยที่มีประสบการณ์จริง และโค้ชผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาบุคลากรให้เติบโตสู่ระดับผู้บริหารโดยเฉพาะ ที่สำคัญเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น เน้นการออกภาคสนามและลงมือปฏิบัติ สามารถเรียนจบได้ภายใน 6 เดือน หรือเร่งจบได้ตามความต้องการ พร้อมกันนี้เรายังมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของ Ecosystem ทั้งระบบควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เอไอเอ ยังคงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม มีตัวแทนเป็นช่องทางขายหลัก และมีบุคลากรที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศ โดย FA 4.0 นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของอาชีพที่ปรึกษาด้านประกันชีวิต การเงิน และสุขภาพให้กับประเทศ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Lives”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การวางแผนทางการเงิน
06/01/2026
ดร.นิเวศน์ กูรู VI เปรียบตลาดหุ้นเป็นป่าใหญ่ที่โหดร้าย เต็มไปด้วยผู้ล่าและภาพลวงตา เตือนนักลงทุนอย่าโลภ อย่าลำเอียง และอย่าคิดว่าตนเองอยู่ยงคงกระพัน เพราะแม้แต่ VI ระดับโลกก็ยัง “แพ้ได้ทุกปี” ย้ำนักลงทุนที่อยู่รอดไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจความจริงของตลาดและทำใจได้เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาดดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) เขียนบทความเรื่อง เข้าใจและทำใจในการลงทุน เผยแพร่ในเพจสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า โดยระบุว่า เวลาลงทุนนั้น ผมมักจะเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ในสมัยยุคหินที่ต้องหากินเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งวิธีการก็มี 2 แบบนั่นคือ หาของป่า และ/หรือ ล่าสัตว์ การหาของป่านั้น ผลตอบแทนที่ได้รับก็คือพืชผล ซึ่งก็จะมีคุณค่าอาหารที่น้อย หรือให้ผลตอบแทนน้อย แต่ก็จะค่อนข้างปลอดภัย ถ้าเทียบกับการลงทุนก็อาจจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนี ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็อาจจะไม่สูงนักส่วนการล่าสัตว์นั้น ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นก็มักจะสูง เพราะเนื้อสัตว์มีคุณค่าทางอาหารที่สูงและ “อร่อย” แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน เพราะแทนที่จะเป็นผู้ “ล่า” ก็อาจจะพลาดท่ากลายเป็นเหยื่อให้สัตว์อื่นแทน ถ้าเปรียบเทียบก็คือ การลงทุนแบบที่เราเลือกหุ้นลงทุนเป็นรายตัวเอง ผลตอบแทนที่เราคาดหวังก็จะต้องสูงกว่าปกติ แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งแทนที่จะกำไรมาก ๆ กลายเป็นขาดทุนหมดตัวก็มีเราเป็นคนหาของป่าหรือเป็นคนเพาะปลูกหรือเป็นนักล่าก็ต้องตัดสินใจเอง ส่วนตัวผมเองนั้น เป็น “นักล่า” มาตลอดตั้งแต่เริ่มลงทุนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนี้ด้วยอายุที่มากขึ้น ความสามารถในการผจญภัยในป่าที่ห่างไกลออกไปก็ลดลงมาก จึงคิดว่าจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นคนหาของป่าหรือเพาะปลูกแทนในบางพื้นที่ นั่นก็คือ ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีใน “ตลาดหุ้นโลก” แทนที่จะเลือกหุ้นลงทุนเองผมอารัมภบทมายาว แต่หัวข้อหลักที่จะพูดในวันนี้ก็คือ ไม่ว่าจะหากินหรือลงทุนแบบไหน สิ่งที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดปลอดภัยได้ดีขึ้นรวมถึงการที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีนั้น สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าใจสิ่งที่เราเผชิญหรือทำอยู่ และการ “ทำใจ” ในภาวะที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามคาดเรื่องแรกที่เราต้องเข้าใจก็คือ การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับการไปปิกนิก คนสมัยยุคหินนั้น ก่อนที่จะเข้าป่าล่าสัตว์คงต้องเรียนรู้ฝึกฝนนานก่อนที่จะกล้าทำ เพราะอันตรายสูงมาก ในป่านั้น อย่าคิดว่าเราจะเก่งกว่าสัตว์อื่นหรือคนอื่นที่ต่างก็ออกไป “ล่าสัตว์” ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์เช่นกันเพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าในตลาดหุ้นนั้น เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ที่พร้อมจะขย้ำคุณเสมอ พวกเขาอาจจะมาแนะนำหรือชักชวนด้วยกลวิธีร้อยแปด บอกวิธีหรือเชียร์หุ้นให้คุณเข้าไปลงทุนเหมือนกับล่อให้เข้าไปติดกับ แล้วก็อาจจะขย้ำคุณไม่มีชิ้นดีเพราะฉะนั้น ไม่ต้องโวยวายถ้าเจ๊งหุ้นที่คุณซื้อตามเขาหรือตามคำแนะนำของเขา เพราะคุณเป็นคนเลือกที่จะเข้าไป “ล่า” ผลตอบแทนเอง แล้วก็พลาดกลายเป็น “เหยื่อ” ตลาดหุ้นมันโหดร้ายนะครับเรื่องที่สองก็คือ ตราบใดที่คุณยังอยู่ในป่าหรือในสนาม หรือหากินหรือลงทุนในตลาดหุ้น คุณยังไม่สามารถประกาศความสำเร็จหรือความมั่งคั่งของตนเองได้หรอกเพราะสิ่งที่คุณเห็นในวันหนึ่งนั้น มันอาจจะเป็น “Illusion” หรือ “ภาพลวงตา” สิ่งที่คุณมีอาจจะเป็นมูลค่าหุ้นจำนวนมหาศาลแบบที่เรียกว่า “เหนือจินตนาการ” แต่ผ่านมาซักระยะหนึ่ง มูลค่าทั้งหมดอาจจะหายไปได้ในชั่วข้ามคืน วอเร็น บัฟเฟตต์ เองก็เคยพูดว่า ถ้าคุณทนเห็นหุ้นตกลงไป 50% ไม่ได้ คุณก็ไม่ควรจะอยู่ในตลาดหุ้นผมเองอยู่ในตลาดหุ้นไทยมานานแล้ว และก็เห็นคนที่รวยมหาศาลจากตลาดหุ้น พลิกกลับมาจนแทบไม่เหลืออะไรในเวลาไม่นาน ไม่ต้องพูดถึงคนที่รวยหรือรวยมากที่กลับมารวยน้อยหรือไม่รวยแล้วเมื่อเวลาผ่านไปและตลาดเปลี่ยนจากตลาดกระทิงกลายเป็นตลาดหมี ซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากพอร์ตหายไป 50% หรือ 70% หรือมากกว่านั้นภายในปีหรือสองปีเพราะฉะนั้น ก็เตรียมใจไว้บ้างที่เราอาจจะไม่ได้รวยอย่างที่คิดแม้ว่าตัวเลขพอร์ตจะใหญ่โต หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าใจเรื่องของการดูแลความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเข้มงวดและตั้งสมมุติฐานว่า สิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิด “หายนะ”เรื่องที่ 3 ยีนของมนุษย์ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงเดี๋ยวนี้ก็คือ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและมีความหวังที่เรียกว่า “โลกสวย” มากกว่าที่จะมืดมนและเศร้าหมองมาก เราจะมองเห็นอะไรที่ดีดีมากกว่าที่จะเห็นข้อเสีย เช่นเดียวกับที่เรามักจะเชื่ออะไรที่สดใสมากกว่าสิ่งที่หดหู่มนุษย์ยุคก่อนที่เห็นสัตว์เนื้อตัวโตก็มักจะ “โลภ” และทุ่มสุดตัวเข้าไปล่าโดยอาจจะลืมอันตรายที่มองไม่เห็นเช่น เสืออีก 2-3 ตัวที่กำลังจ้องมองสัตว์ตัวนั้นเหมือนกัน ผลก็คือ คน ๆ นั้นกลายเป็นเหยื่อของเสือเพราะตนเองมองแต่ลาภก้อนโต ไม่ได้เห็นอันตรายที่อยู่ข้าง ๆอุทาหรณ์ก็คือ ลงทุนในตลาดหุ้น “อย่าโลภ” เกินไป อย่าเล่น “All In” หรือหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมด แถมบางทีใช้มาร์จินเต็มที่เพราะหวังรวยแบบ “หลาย ๆ เด้ง” แล้วคิดว่าจะต้องสำเร็จ อาจจะเพราะมั่นใจในตัวหุ้นมากเกินไป แต่การทำแบบนั้น วันหนึ่งก็อาจจะพลาดและทำให้เสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้และนั่นก็นำมาสู่ “ความกลัว” ที่ก็อยู่ในยีนมนุษย์เช่นเดียวกัน เราต้องเข้าใจว่า เวลาที่หุ้นตกมาก ๆ นั้น คนจะกลัวกันมากและถอนตัวออกจากตลาดไปเลย ทั้ง ๆ ที่ นั่นเป็นเวลาที่ความเสี่ยงในการลงทุนลดลงมาก อันตรายที่หุ้นจะตกต่อมันลดลงแล้วโดยเฉพาะในหุ้นของกิจการที่ดีหรือดีเยี่ยม นี่ก็เป็นคำคมคลาสสิกของบัฟเฟตต์ที่ว่า “จงกลัวเมื่อคนกล้าและกล้าเมื่อคนกลัว”เรื่องที่ 4 ก็คือ ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง “ไม่ลำเอียง” และต้องรู้ว่าทุกคนต่างก็มีแนวโน้มที่จะลำเอียงรวมถึงตัวคุณเอง เรามีแนวโน้มที่จะเข้าข้างอะไรที่เป็น “ตัวกู-ของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาส พระภิกษุนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้ตัวอย่างเช่น อย่ามองหุ้นที่ตนเองถืออยู่นั้น ดีเกินไปหรือดีกว่าหุ้นตัวอื่นที่เป็นคู่แข่งกันในธุรกิจ หรือบริษัทเรามีสินค้าที่สุดยอดกว่าหรือเติบโตดีกว่า หรือสินค้าของเราเป็นที่นิยมในต่างประเทศ “คนจีนชอบมาก” หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นกำลังเป็น“เมกาเทรนด์” และเราจะเป็นผู้นำ และไม่ว่าจะมี “เสียงค้าน” จากคนอื่น เราก็จะไม่ฟังหรือไม่เชื่อ เพราะนี่คือ “หุ้นกู-ของกู”เรายังคิดว่าเรา “รู้ดี” กว่าคนอื่น ในเรื่องที่เราศึกษามา เรารู้เรื่องของเทคโนโลยี เรื่อง AI รู้ว่าบริษัทไหนโดดเด่นทางด้านไหนและจะเป็น “ผู้ชนะ” และดังนั้นเราจึงเลือกลงทุนในหุ้นตัวนั้น แต่สุดท้ายเราคิดถูกต้องหรือเปล่า? เราเคยประเมินไหมว่าเราคิดถูกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดผิดกี่เปอร์เซ็นต์? แล้วโดยรวมแล้วเรากำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน-ในระยะยาวความลำเอียงนั้น ไม่ใช่เฉพาะที่เป็น ตัวกู-ของกู แต่รวมไปถึง “พวกเรา-ของเรา” “ประเทศไทย-ของไทย” เวลาจะวิเคราะห์อะไรเราก็จะมีความโน้มเอียงไปในทาง “เข้าข้าง” สิ่งที่เป็นของเราหรืออยู่ฝ่ายเรา เช่น เราดีกว่า เราเก่งกว่า เราสวยกว่า เราน่าเที่ยวกว่า สินค้าบริการของเราเหนือกว่าคู่แข่งจากประเทศอื่น ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลาง” คนไทยให้บริการดีกว่า เราจะเป็น“ฮับทางด้านสุขภาพ” ที่เหนือกว่าประเทศอื่น เป็นต้น เพราะเราก็“ลำเอียง” ที่มักจะฟังเฉพาะเสียง “ชื่นชม” จากชาวต่างประเทศโดยไม่สนใจที่จะไปหาคนที่เขาไม่ชอบหรือนิ่งเฉยซึ่งมีมากกว่าเป็นเรื่องยากที่จะไม่ลำเอียงครับ แต่ก็ต้องพยายามถ้ารักจะเป็นนักลงทุนหรือนักเลือกหุ้นเรื่องที่ 5 จะเป็นเรื่องของ “การทำใจ” หรือปรับใจให้เป็นนักลงทุนที่ดีโดยพื้นฐานในความเห็นของผม5.1 ใจเย็น นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องหักห้ามใจ เพราะยีนของเราเป็นคนใจร้อน โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุการณ์ที่เราหรือสังคมคิดว่ามันจะเป็นวิกฤติหรือเป็นเรื่องรุนแรง ใจเย็น ๆ แล้วค่อยพินิจพิจารณา เช่น คิดว่ามันจะเกิดขึ้นไหมและรุนแรงแค่ไหน และถ้าเกิดผลกระทบจะเป็นอย่างไร ถ้าจะให้ดีก็ควรดู “ประวัติศาสตร์” ประกอบด้วย5.2 อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะเรามักจะชอบเปรียบกับคนที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าเพราะต้องการเอาชนะเขา ซึ่งก็มักจะเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อเราทำได้ เราก็จะไปเปรียบกับคนใหม่ที่อาจจะยากยิ่งกว่า สุดท้ายแล้ว เราคงหาความสุขได้ยาก ดังนั้น อย่าไป “อิจฉา” ใครเลยคือสิ่งที่ดีที่สุดและจะทำให้เราลงทุนอย่างสบายใจและพอใจกับผลตอบแทนที่ตนได้รับผมเคยฟังคนระดับ “เจ้าสัว” ของไทยคนหนึ่งที่พูดนานมาแล้วว่า “ต่อให้คุณรวยแค่ไหน ก็จะมีคนที่รวยกว่าคุณเสมอ” และคุณจะรวยที่สุดได้ไม่นานหรอก ลองดูรายชื่อมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกดูก็ได้ เปลี่ยนไปเร็วแค่ไหน5.3 ในชีวิตคนนั้น ไม่มีใครทำได้ดีทุกปี มีปีที่ดีมาก ดีธรรมดา ไม่ดี และแย่ หรือแย่มาก เราต้องยอมรับและอยู่กับมันอย่างสงบและสมถะ สิ่งที่ต้องระมัดระวังและป้องกันอย่างเต็มที่ก็คือ ต้องหลีกเลี่ยง “หายนะ” ให้ได้ โดยเฉพาะหายนะที่ “ทำลายชีวิต” การลงทุนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ไม่น้อย เพราะชีวิตเรายืนยาว แต่หายนะมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยมาก เราต้องอยู่ห่างจากมัน สำหรับผมแล้วจะต้องไม่มีคำว่า “จำนองบ้านมาลงทุน” ในทุกกรณีสรุปของหัวข้อนี้ก็คือ นักลงทุนควรเป็นคน “สมถะ” ไม่ว่าจะมีพอร์ตใหญ่แค่ไหน และก็ต้องสามารถทำใจได้ว่าปีนี้เราอาจจะ“แพ้ทุกด้าน” ทำอะไรหรือลงทุนตรงไหนก็ไม่สำเร็จ ว่าที่จริงเราก็มีประวัติศาสตร์หลายกรณีที่ “VI ระดับโลก” บางคนเลิกลงทุนไปเลย เพราะเคยมีผลงานยอดเยี่ยม เสร็จแล้วมาเจอกับสถานการณ์ที่ตนเองทำอะไรก็ไม่สำเร็จแม้ว่าจะใช้หลักการแบบ VI ที่ทำมาตลอดชีวิตVI ที่แท้จริงนั้น ไม่โม้โอ้อวด เซียนระดับโลกแทบทุกคนเป็นคน “สมถะ” รวมถึงการใช้ชีวิต จอร์จ โซรอส เองนั้น แม้ไม่ใช่ VI แต่ก็เคยพูดว่า “You are not invincible” ทุกคนตายได้เสมอไม่มีใครเป็นอมตะ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1943495
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันสุขภาพ
06/01/2026
คลัง-คปภ. เตรียมชงรัฐบาลใหม่ปรับเพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพ เป็นใช้สิทธิได้ตามค่าเบี้ยที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ภายใต้วงเงินลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต จากเดิมลดหย่อนประกันสุขภาพได้แค่ไม่เกิน 25,000 บาท ชี้ที่ผ่านมาเตรียมเข้า ครม.แล้ว แต่เจอ “ยุบสภา” ไปก่อน ขณะที่สำนักงาน คปภ. จ้าง TDRI เดินหน้าศึกษาวิจัย “ประกันภัยสุขภาพเอกชนภาคสมัครใจ” หวังแก้ปมค่ารักษาพยาบาลพุ่งดันเบี้ยแพงตามแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และกระทรวงการคลัง ได้มีการเสนอปรับสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีสำหรับประกันสุขภาพ เพิ่มขึ้นเป็นหักได้ตามจริง แต่เมื่อรวมกับค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งจะต่างจากเดิมที่เป็นเงื่อนไขในปัจจุบันคือ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพจะหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และอยู่ภายใต้วงเงินเดียวกับค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี“เรื่องดังกล่าว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังเห็นชอบแล้ว กำลังจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่มีการยุบสภาเสียก่อน ดังนั้นคงต้องรอเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาเห็นชอบ และนำเข้า ครม.อีกที ซึ่งเมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้ว ก็คงไม่นาน เพราะเรื่องเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว”นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ.เปิดเผยว่า คปภ.ได้จัดประชุมคณะทำงานเพื่อพัฒนาและบูรณาการ ระบบประกันสุขภาพของประเทศไทย ภายใต้โครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจ ร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยที่ประชุมได้ร่วมกันรับฟังความก้าวหน้าของโครงการในภาพรวม ทั้งด้านการวิเคราะห์ภูมิทัศน์ระบบสุขภาพของประเทศ และด้านการประกันภัยสุขภาพเอกชนภาคสมัครใจ และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างแผนยุทธศาสตร์ด้านการประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจ ซึ่งครอบคลุมทั้งระยะสั้น (1-3 ปี) และระยะยาว (5-10 ปี) โดยมีมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute : TDRI) เป็นผู้แทนคณะทำงานนำเสนอข้อมูล แนวคิด และกรอบยุทธศาสตร์ต่อที่ประชุมทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางในการกำกับและส่งเสริมการประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจในแนวทางเดียวกันทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ตลอดจนยกระดับระบบประกันภัยสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสม ต่อเนื่อง และยั่งยืน“ระบบสุขภาพของประเทศไทยประกอบด้วยหลายกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่ควบคู่กันทั้งระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และประกันภัยสุขภาพภาคเอกชน แม้ระบบสุขภาพของไทยโดยรวมจะมีความครอบคลุมและมีคุณภาพ แต่ยังมีความจำเป็นต้องผลักดันให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการคุ้มครองด้านสุขภาพได้อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย”นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. กล่าวว่า การประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจ เป็นโครงการที่สำนักงาน คปภ. จ้าง TDRI เป็นที่ปรึกษา ทำวิจัย เพื่อหาแนวทางว่าการประกันสุขภาพของฝั่งธุรกิจประกันภัยจะเดินไปแนวทางไหน เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จากอัตราค่ารักษาพยาบาล และการใช้สิทธิที่มีราคาสูงขึ้น เรียกว่าเงินเฟ้อทางด้านค่ารักษาพยาบาล“หลังโควิดมาทั่วโลก ถูกกดดันจากเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลกันมาโดยตลอด เพิ่มขึ้นปีหนึ่ง ๆ เป็น 10% กว่า ทุกประเทศเจอหมด ซึ่งหากเราแก้โดยวิธีเพิ่มเบี้ยเพียงอย่างเดียว ก็จะทำให้ประกันสุขภาพของฝั่งธุรกิจประกันภัยไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ คนที่มีรายได้น้อยอาจจะจ่ายไม่ไหว ก็จะทำให้คนไทยเข้าถึงประกันสุขภาพได้ยากขึ้น จึงต้องมาหาวิธีว่าจะมีทางไหนที่จะคอนโทรลเรื่องนี้ได้ ทิศทางประกันสุขภาพจะไปทางไหน”นายอาภากรกล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวขณะนี้ยังไม่จบ ยังเป็นแค่การเสนอผลศึกษารอบแรก ซึ่งทาง คปภ.เองก็มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะเกี่ยวกับงานวิจัย“ในแง่ของประชาชนผู้เอาประกันภัยหากผลศึกษานี้ออกมาแล้วทำให้บริษัทประกันรู้ทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็จะมีความสมดุลมากขึ้น กล่าวคือ หากควบคุมต้นทุนได้ ก็จะลดแรงกดดันของธุรกิจที่ไม่ต้องปรับเพิ่มเบี้ย ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนไม่ต้องซื้อประกันที่เบี้ยแพงขึ้น”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1943227
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
06/01/2026
วธ.เปิดนิทรรศการ “โครงการศิลปะน้อมถวายอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน กรุงเทพฯ ชมฟรีไปจนถึง 28 ม.ค. 69ภาพ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการ “โครงการศิลปะน้อมถวายอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ภายใต้แนวคิด “น้อมศิระกราน ด้วยรักและภักดี Her Majesty Queen Sirikit, Our Beloved Queen Mother” ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพฯภาพ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรับเชิญ คณาจารย์ นักศึกษาปัจจุบันและนักศึกษาเก่าของคณะจิตรกรรมฯของมหาวิทยาลัยศิลปากร ศิษย์เก่าวิทยาลัยเพาะช่างและนักเรียนของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐมจัดกิจกรรมเขียนภาพและนิทรรศการ “โครงการศิลปะน้อมถวายอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ภายใต้แนวคิด “น้อมศิระกราน ด้วยรักและภักดี Her Majesty Queen Sirikit, Our Beloved Queen Mother” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยมีศิลปินจิตอาสาที่เข้าร่วมโครงการฯทั้งหมดกว่า 200 คน และได้สร้างสรรค์ผลงานภาพจิตรกรรมรวมทั้งหมด 93 ภาพ โดยได้นำผลงานจิตรกรรมทั้งหมดจัดแสดงนิทรรศการโครงการฯ ไปจนถึงวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพฯ โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ระหว่างเวลา 10.00 - 19.00 น.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000000664#google_vignette
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
06/01/2026
เสาโทริอิไม้สูงใหญ่ตระหง่านเป็นสัญลักษณ์บอกความเป็นศาลเจ้า โดยปรากฏตราดอกเบญจมาศสีทองสัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นย้ำให้ผู้มาเยือนได้รับรู้ว่า “ศาลเจ้าเมจิ” ที่รายล้อมด้วยความร่มรื่นของแมกไม้ใจกลางเมือง มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยดอกเบญจมาศสีทองสัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นอุทิศแด่จักรพรรดิผู้นำญี่ปุ่นสู่ยุคใหม่ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีความสำคัญและมีชื่อเสียงอันดับต้นๆของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ย่านชิบูยะ ใจกลางมหานครโตเกียว แต่บรรยากาศของศาลเจ้า เสมือนการก้าวเข้าสู่โลกอีกใบ เพราะรายล้อมด้วยป่าเขียวชอุ่มครึ้มหลากหลายไปด้วยพืชพันธุ์กว่า 300 ชนิด ภายในอาณาเขตราว 7 แสนตารางเมตรศาลเจ้าเมจิศาลเจ้าแห่งนี้สร้างเพื่ออุทิศแด่ “จักรพรรดิเมจิ” (Meiji Emperor) รวมถึง “จักรพรรดินีโชเก็ง” (Empress Shoken) ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 19จักรพรรดิเมจิ ทรงเป็นจักรพรรดิของญี่ปุ่นองค์ที่ 122 ครองราชย์ในช่วงปี ค.ศ.1868-1912 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศพัฒนาแบบก้าวกระโดด เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ยกเลิกชนชั้นซามูไร การวางรากฐานด้านการศึกษา กล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้นำญี่ปุ่นสู่ยุคสมัยใหม่อย่างแท้จริงบรรยากาศร่มรื่นด้วยแมกไม้ยืนต้นภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ชาวญี่ปุ่นโศกเศร้าเป็นอย่างมาก จึงต้องการสร้างศาลเจ้าเพื่อสักการะ รัฐสภาได้อนุมัติการก่อสร้าง โดยเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1915 จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1920ระหว่างทางเดินไปศาลเจ้าว่ากันว่ามีชาวญี่ปุ่นจากทั่วประเทศร่วมกันบริจาคต้นไม้นับแสนต้น เพื่อให้นำมาปลูก และขอมีส่วนร่วมในการสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ จนปัจจุบันต้นไม้เติบโตงอกงามแทบไม่ต่างจากป่าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งการเดินเข้าไปในศาลเจ้าที่ร่มรื่นด้วยป่าโอบล้อมไว้ อาจทำให้แทบลืมไปเลยว่าอยู่ในใจกลางมหานครที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจุดล้างมือก่อนเข้าศาลเจ้าถังสาเกระหว่างทางนอกจากเสาไม้โทริอิขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นเขตศาลเจ้าชินโต รวมทั้งผืนป่าร่มรื่นสองข้างทาง หนึ่งในจุดสังเกตและเป็นจุดแวะถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว คือ “ถังสาเก กับถังไวน์” ที่อยู่ระหว่างทางเข้าศาลเจ้าการประดับถังสาเกเหล่านี้ เนื่องมาจากในสมัยจักรพรรดิเมจิ ทรงเป็นผู้ทำให้อุตสาหกรรมไวน์และสาเกของญี่ปุ่น มีการพัฒนารูปแบบสมัยใหม่รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ระหว่างทางเดินไปศาลเจ้า จึงสังเกตเห็นถังสาเกเรียงกันเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าเพื่อถวายแด่เทพเจ้าที่ประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าแห่งนี้ถังสาเกทุกปีศาลเจ้าจะได้รับการบริจาคจากสมาคมผู้ผลิต ที่ต้องการแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของจักรพรรดิเมจิและจักรพรรดินีโชเก็ง พร้อมทั้งเป็นความเชื่ออธิษฐานให้อุตสาหกรรมการผลิตสาเกและอุตสาหกรรมอื่นๆ มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องและรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นพิธีแต่งงานแบบชินโต ในศาลเจ้าหลากหลายกิจกรรมในศาลเจ้ากิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยม เช่น แวะมาสักการะ ชมความงามของภูมิทัศน์กับความร่มรื่น เขียนป้ายไม้เพื่อขออธิษฐานในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตามความเชื่อ ซื้อเครื่องรางประจำปีหากใครไปในช่วงที่มีพิธีแต่งงาน ก็นับว่าโชคดีที่จะได้เห็นพิธีแบบชินโตโบราณหาชมได้ยาก ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพและชมแบบห่างๆได้โดยไม่ให้รบกวนผู้อยู่ในพิธีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ 2 ต้นภายในศาลเจ้า ยังมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ 2 ต้น ที่สื่อแทนความสัมพันธ์อันดีของคู่รัก เรียกว่า “ต้นสามี-ภรรยา” ทำให้บางคนก็แวะมาขอพรเรื่องความรักการชมพิพิธภัณฑ์ หรือการชมทุ่งดอกไอริสแบบญี่ปุ่น (ฤดูร้อน) โรงน้ำชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม รวมทั้งบ่อน้ำคิโยมาซะซึ่งตั้งชื่อตามขุนนางที่เป็นผู้ขุดบ่อเมื่อ 400 ปีที่แล้วต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ 2 ต้นส่วนในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ในคืนวันสิ้นปี 31 ธันวาคม จะมีการตีระฆัง ซึ่งชาวญี่ปุ่นนิยมมาขอพร และสวดมนต์แรกของปี เรื่อยไปจนถึงวันขึ้นปีใหม่ ด้วยความเชื่อว่าจะได้พบกับความโชคดีไปตลอดทั้งปีข้อมูลทั่วไปศาลเจ้าเมจิ ไม่มีค่าเข้าชม ยกเว้นการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ (1,000 เยน) และการชมสวนดอกไอริส (มีในช่วงฤดูร้อนราวเดือนมิถุนายน) มีค่าธรรมเนียม 500 เยนเวลาเปิดปิดของศาลเจ้ายืดหยุ่นไปตามฤดูกาล โดยเปิดทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปจนถึงช่วงพระอาทิตย์ตก ดังนั้นหากเดินทางไปในช่วงฤดูหนาว ศาลเจ้าจะปิดเร็วกว่าปกติการเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย Chiyoda Line หรือ Fukutoshin Line สถานี Meiji-Jingumae (Harajuku) Station หรือ รถไฟ JR สถานี Harajuku Stationประตูทางเข้าศาลเจ้าแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000000208
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
14/06/2024
30/04/2024
03/09/2024
30/04/2024
30/04/2024