• สวัชโรกร วรรณศร เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยโดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานการกำเนิดอาณาจักรล้านนา
• ผลงานชิ้นสำคัญที่ถอดแบบจากตำนานคือ ประติมากรรมกวางทองคำในชื่อ "ทลายคำ" และเตียงหินของเจ้าหลวงคำแดงในชื่อ "Call me by the Weight"
• ศิลปินใช้สัญลักษณ์จากตำนานเพื่อตั้งคำถามและนำเสนอแนวคิดเรื่อง "การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่าง" และข้อจำกัดในการสื่อสาร
• ผลงานเหล่านี้ถูกจัดแสดงในนิทรรศการ "Roots & Rituals" ที่อัคนี่ แกลลอรี (AGNI Gallery) กรุงเทพฯ
ตำนานของดินแดนทางเหนือของไทยมีเรื่องเล่าว่า ‘พระยาโจรณี’ พบกวางทองคำเดินอยู่ในป่า ด้วยความงดงามที่หาได้ยากยิ่ง ปรารถนาจะนำมาไว้ในอุทยานส่วนตัว จึงมอบหมายภารกิจสำคัญแก่ ‘เจ้าสุวรรณคำแดง’ ผู้เป็นบุตรชาย ให้ระดมไพร่พลออกไล่จับกวางตัวนี้มาให้ได้
เมื่อเจ้าสุวรรณคำแดงและกองทัพไล่ตามกวางทองคำมาจนถึง ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ กวางทองคำได้หายตัวไป
แต่เจ้าสุวรรณคำแดงกลับพบ ‘บึงบัว’ ที่มีลักษณะพิเศษ คือมีบัว 7 กอ แต่ละกอมีดอกบานลดหลั่นกันไปตั้งแต่ 7 ดอกไปจนถึง 1 ดอก
ฤาษีในบริเวณนั้นตีความว่า นี่คือนิมิตหมายอันดีของการสร้างบ้านเมือง ณ ที่นี้ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง เช่น ปลูกข้าวเพียง 7 ครั้ง แต่เลี้ยงคนได้นานถึง 7 ปี

ประติมากรรมกวางทองคำ
เจ้าสุวรรณคำแดงตัดสินใจตั้งรกรากในพื้นที่นี้ไม่กลับเมืองเดิม ก่อนตั้งชื่อเมือง ได้มีการทำพิธีพยากรณ์โดยนำ ‘เตียงหิน’ ของตนเองมาชั่งน้ำหนัก ปรากฏเป็นตัวเลขในภาษาโบราณที่ใช้ในขณะนั้น (คล้ายบาลี) เป็นที่มาของชื่อ “ล้านนา” ในเวลาต่อมา
เจ้าสุวรรณคำแดงจึงมีฐานะเป็นปฐมกษัตริย์ผู้สร้างเมืองล้านนา ขานพระนามว่า ‘เจ้าหลวงคำแดง’ และนี่คือปฐมบทแห่งการตั้งเมืองเชียงใหม่
จากตำนานดังกล่าว สวัชโรกร วรรณศร ศิลปินรุ่นใหม่นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงาน ประติมากรรมกวางทองคำ ศิลปินตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า ทลายคำ (ภาษาล้านนาดั้งเดิม) ทำจากวัสดุทองเหลือง จัดแสดงในนิทรรศการ Roots & Rituals ที่ AGNI (Art Gallery & Next Ideas) หรือ ‘อัคนี่ แกลลอรี’ แกลลอรีศิลปะร่วมสมัยในกรุงเทพฯ
สวัชโรกร วรรณศร เป็นศิลปินเชื้อสายผสม มารดาเป็นชาวไทใหญ่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2510 - 2520 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลต่างด้าวในปี พ.ศ.2530 บิดาเป็นชาวล้านนา (เชียงใหม่)
หลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (วิชาเอกภาพพิมพ์) เมื่อปี พ.ศ. 2561
ความแตกต่างที่หลากหลายในครอบครัวกลายเป็นแรงบันดาลใจหลักที่ทำให้เขาชอบตั้งคำถามและนำเสนอเรื่อง “การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่างกัน” ในงานศิลปะ
สวัชโรกรยังสนใจนำ เทคโนโลยี มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างงานศิลปะเพื่อสื่อความหมายใหม่ เช่น ใช้ 3D Printing สร้างประติมากรรมหินงอกประกอบผลงาน Liberation Drum (เสียงกลองที่ดังออกมาจากถ้ำหลวงเชียงดาวในวันพระ) เพราะเขามองว่า กระบวนการพิมพ์แบบ 3 มิติ (การฉีดพลาสติกทีละชั้น) มีความคล้ายคลึงกับการก่อตัวของหินงอกในธรรมชาติที่แร่ธาตุค่อยๆ ทับถมกัน

ประติมากรรม Call me by the Weight และภาพจิตรกรรมผีอ้าปาก
ในนิทรรศการนี้ สวัชโรกรยังจัดแสดงประติมากรรม เตียงนอนเจ้าหลวงคำแดง ศิลปินตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า Call me by the Weight โดยจำลองรูปลักษณ์มาจาก ‘เตียงหิน’ ตามตำนานที่ปรากฏในหนังสือ ‘ประชุมตำนานล้านนาไทย’ ของอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ จัดวางไว้ที่ด้านหน้าของ ภาพจิตรกรรมผีอ้าปาก ที่มีแสงสว่างออกมาจากปาก สะท้อนข้อจำกัดของมนุษย์ด้านการสื่อสาร
“แม้สรรพสิ่งเหล่านั้นกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างออกมา แต่ด้วย ภาวะวิทยา (Ontology) ของมนุษย์ในปัจจุบัน เราไม่สามารถเข้าไปทำความเข้าใจได้ว่าสิ่งเหล่านั้นกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ แสงที่ออกปากจึงเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารที่เราเห็นแต่ไม่รู้ความหมาย” ศิลปินกล่าว
นิทรรศการ Roots & Rituals ยังจัดแสดงผลงานศิลปะของ Dishon Yuldash ศิลปินหญิงชาวอุซเบกิสถาน ถ่ายทอดประเด็นเรื่องความทรงจำและการเปลี่ยนแปลงผ่านประติมากรรมที่มีรูปทรงเรียบลื่น ไหลต่อเนื่อง และตอบสนองต่อแสงรวมถึงการเคลื่อนไหวของผู้ชม
Dishon Yuldash สำเร็จการศึกษาจาก Joseph Bakstein Institute of Contemporary Art ในนครมอสโก เป็นผู้ก่อตั้งแกลเลอรีไม่แสวงหาผลกำไร ISSMAG และแพลตฟอร์ม Prolog.Vision

Dishon Yuldash, Maria Kolotovkina ภัณฑารักษ์ และสวัชโรกร วรรณศร

ผลงานบางส่วนของ Dishon Yuldash
ติดตามชมผลงานศิลปะอีกหลายชิ้นของ สวัชโรกร วรรณศร ที่นำแบบแผนและความเชื่อในวัฒนธรรมภาคเหนือของไทยมาเป็นแรงบันดาลใจในนิทรรศการ Roots & Rituals และผลงานต่างวัฒนธรรมของ Dishon Yuldash ได้ตั้งแต่วันนี้-17 มีนาคม 2569
หมายเหตุ : AGNI Gallery เลขที่ 15/2 ชั้น 6 ซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ (BTS เพลินจิต) เข้าชมฟรี