ข่าวการเงิน

มรดกไม่ได้มีแค่บ้าน เงิน และทรัพย์สิน แล้ว “หนี้” ของผู้ตาย ใครต้องรับผิด?


เมื่อผู้ตายทิ้งหนี้ไว้ ทายาทต้องรับผิดหรือไม่? เปิดข้อกฎหมาย รู้ชัดว่าต้องจ่ายแค่ไหน และหนี้ส่วนใดไม่ต้องรับผิด


เมื่อพูดถึง “มรดก” หลายคนอาจนึกถึงบ้าน เงิน ที่ดิน หรือทรัพย์สินต่างๆ ที่ผู้ตายทิ้งไว้ให้ทายาท และคิดว่าการจัดการมรดกคือการส่งต่อทรัพย์สินเหล่านี้ตามเจตนารมณ์ของผู้ตาย


แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากผู้ตายไม่ได้มีเพียงทรัพย์สิน แต่ยังมี “หนี้สิน” อยู่ด้วย คำถามสำคัญคือ หนี้สินถือเป็นมรดกด้วยหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดชอบหนี้เหล่านั้นต่อหรือไม่?


แต่ก่อนจะตอบคำถามเรื่องหนี้สิน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “มรดก” หมายถึงอะไร



มรดกไม่ได้มีแค่บ้าน เงิน และทรัพย์สิน แล้ว “หนี้” ของผู้ตาย ใครต้องรับผิด?


มรดก คือ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายที่มีอยู่ก่อนถึงแก่ความตาย รวมถึงสิทธิที่ผูกพันกับสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจน “สิทธิและหน้าที่” และ “ความรับผิด” ต่างๆ


ตัวอย่างเช่น หน้าที่ในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ รวมถึงความรับผิดจากการผิดสัญญาและการละเมิด สิ่งเหล่านี้จะถูกรวมเรียกว่า “กองมรดกของผู้ตาย”


สำหรับผู้ที่มีสิทธิรับมรดก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่


1. ทายาทโดยพินัยกรรม คือ ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามที่ผู้ตายกำหนดไว้ในพินัยกรรม


2. ทายาทโดยธรรม คือ ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ซึ่งมี 6 ลำดับ ได้แก่
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา


ส่วนคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ถือเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายด้วย โดยมีลำดับชั้นเท่ากับผู้สืบสันดาน


เมื่อเสียชีวิต มรดกตกทอดทันที


มรดกจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลถึงแก่กรรม และมรดกของบุคคลนั้นจะตกทอดถึงทายาททันที ทั้งทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิด


อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตจะกลายเป็นกองมรดกของผู้ตายทั้งหมด เช่น เงินที่ผู้รับผลประโยชน์ได้รับจากสัญญาประกันชีวิตของผู้ตาย ไม่ถือเป็นกองมรดก เช่นเดียวกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายหลังเจ้ามรดกเสียชีวิต เช่น ดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ของทายาท


แล้ว “หนี้” ถือเป็นมรดกหรือไม่?


คำตอบคือ หนี้ถือเป็นมรดก เพราะหนี้เป็นหน้าที่ในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ แม้เจ้ามรดกจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่หน้าที่ในการชำระหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้ยังคงอยู่


แต่ประเด็นสำคัญคือ ทายาทไม่ได้ต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดของผู้ตายโดยไม่มีขีดจำกัด หากเจ้ามรดกมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์มรดก หรือมีแต่หนี้สินโดยไม่มีทรัพย์สินส่งมอบให้ทายาท ทายาทจะไม่ต้องรับผิดชอบชำระหนี้เกินกว่ามูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ


ยกตัวอย่าง หากผู้ตายมีทรัพย์มรดกมูลค่า 2 ล้านบาท แต่มีหนี้สิน 3 ล้านบาท ทายาทจะต้องรับผิดชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ส่วนหนี้อีก 1 ล้านบาท ทายาทไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะถือเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวของผู้ตาย


ดังนั้น หากผู้ตายมีแต่หนี้สินและไม่มีทรัพย์มรดกเลย ทายาทก็ไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินนั้น


แต่หากทรัพย์มรดกมีมูลค่ามากกว่าหนี้สิน ทายาทต้องนำมรดกไปชำระหนี้สินทั้งหมดก่อน จากนั้นจึงนำทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือมาแบ่งกันระหว่างทายาท


เจ้าหนี้มีเวลาทวงหนี้นานแค่ไหน?


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ระบุหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลาในการฟ้องคดีมรดกไว้ว่า โดยทั่วไปคดีมรดกจะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกเสียชีวิต หรือภายใน 1 ปีนับแต่ทายาทโดยธรรมรู้หรือควรได้รู้ถึงการเสียชีวิตของเจ้ามรดก


ส่วนคดีที่ฟ้องเรียกตามข้อกำหนดในพินัยกรรม ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่ผู้รับพินัยกรรมรู้หรือควรได้รู้ถึงสิทธิที่ตนมีตามพินัยกรรม


สำหรับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่มีต่อเจ้ามรดก หากสิทธิเรียกร้องนั้นมีอายุความยาวกว่า 1 ปี กฎหมายกำหนดว่าเจ้าหนี้ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ถึงการเสียชีวิตของเจ้ามรดก


อย่างไรก็ตาม สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจะไม่สามารถฟ้องร้องได้เมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต เหตุผลที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ ก็เพื่อให้ทายาทสามารถจัดการและแบ่งมรดกได้โดยเร็วที่สุด


โดยปกติเมื่อเจ้าหนี้ทราบว่าลูกหนี้ขาดส่งดอกเบี้ยหรือขาดการชำระหนี้ ก็จะมีการติดตามทวงถาม และอาจทำให้เจ้าหนี้ทราบว่าลูกหนี้เสียชีวิตแล้ว แต่หากเจ้าหนี้ไม่รู้ว่าลูกหนี้เสียชีวิต และมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าไม่รู้จริง ก็สามารถฟ้องได้ภายใน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกเสียชีวิต แต่หากพ้น 10 ปีไปแล้วจึงเพิ่งทราบ ก็จะไม่สามารถฟ้องร้องได้


แบ่งมรดกไปแล้ว เจ้าหนี้จะฟ้องใคร?


อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ หากทายาทแบ่งมรดกกันไปแล้ว เจ้าหนี้ต้องฟ้องเอากับ ทายาททุกคนที่ได้รับการแบ่งมรดก จะเลือกฟ้องเฉพาะทายาทคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะทายาทแต่ละคนจะรับผิดชอบหนี้ไม่เกินมูลค่ามรดกที่ตนเองได้รับจากเจ้ามรดก


แล้วถ้ามีหนี้ร่วมกับคู่สมรสล่ะ?


หากเจ้ามรดกมีคู่สมรส และมีหนี้สินร่วมกันที่สร้างภาระไว้ก่อนเสียชีวิต หนี้สินร่วมนั้นจะถูกแบ่งครึ่งระหว่างเจ้ามรดกกับคู่สมรส ส่วนหนี้ในส่วนของเจ้ามรดกจะตกทอดไปยังทายาททันที เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดก


รับมรดก จึงต้องรู้ทั้ง “ทรัพย์” และ “หนี้”


สรุปแล้ว หากเจ้ามรดกมีหนี้สิน หนี้ถือเป็นมรดก และเจ้าหนี้สามารถเรียกชำระหนี้จากทายาทได้ แต่จำกัดอยู่เพียงมูลค่ามรดกที่ทายาทได้รับเท่านั้น หากหนี้มีจำนวนมากกว่ามรดก ส่วนที่เกินกว่านั้นทายาทไม่ต้องรับผิดชอบ


ขณะเดียวกัน เจ้าหนี้กองมรดกต้องฟ้องทายาทให้ชำระหนี้ภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่เจ้าหนี้รู้หรือควรได้รู้ถึงการเสียชีวิตของเจ้ามรดก หรือภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และต้องฟ้องทายาททุกคนที่ได้รับมรดก จะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้


ดังนั้น การรับมรดกจึงไม่ได้หมายถึงการรับเฉพาะบ้าน เงิน หรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าผู้ตายมี “ภาระหนี้สิน” อะไรติดมาด้วยหรือไม่


ทายาทจึงควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่ากองมรดกที่ได้รับประกอบด้วยทรัพย์สินและหนี้สินอะไรบ้าง ขณะเดียวกัน หากมีหนี้สิน ผู้ตายก็ควรบอกให้คนในครอบครัวหรือทายาทรับทราบ เพื่อให้สามารถดำเนินการชำระหนี้กับเจ้าหนี้ได้อย่างเรียบร้อย และไม่กลายเป็นปัญหาภายหลังจากการแบ่งมรดกไปแล้ว


ทั้งนี้ หากต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีมรดก ควรปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อพิจารณารายละเอียดของแต่ละกรณี


แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับ pptvhd36
https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/283480
X