คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ข่าวการเงิน

หนี้นอกระบบ อยากกู้ ต้องรู้ทันหนี้

30/04/2024

คอลัมน์ : แบงก์ชาติชวนคุย ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์  โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย สวัสดีผู้อ่านทุกท่านค่ะ เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านอาจเคยเป็นหนี้หรือกำลังเป็นหนี้อยู่ ถ้ามีคนไทยเดินมา 3 คน อย่างน้อย 1 ใน 3 คนนี้จะมีหนี้ และกว่าครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้มีหนี้มากกว่า 1 แสนบาท โดยข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2563 หนี้ครัวเรือนของไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพีสูงกว่า 80% มาต่อเนื่อง โดยในปี 2565 มีสัดส่วนถึง 87% เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 7% สะท้อนว่ารายได้ทั้งหมดของประเทศ จะเหลือสำหรับใช้จ่ายน้อยลง เพราะต้องรับภาระหนี้สูงขึ้น และอาจกระทบกับความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนไทยจำนวนมาก แต่ตัวเลขหนี้ที่เราพูดถึงกันอยู่ เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำมาเท่านั้น สิ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำขนาดจะใหญ่กว่าหลายเท่า เพราะส่วนใหญ่จะเป็น “หนี้นอกระบบ” ที่อยากชวนคุยวันนี้ค่ะ ขึ้นชื่อว่า “หนี้นอกระบบ” หลายคนคงนึกถึงแก๊งทวงหนี้สุดโหดที่เคยเห็นจากในหนัง แต่ที่จริงหนี้นอกระบบก็คือ การกู้ยืมเงินที่ไม่ผ่านระบบสถาบันการเงิน หรือผู้ให้กู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินกู้ตามกฎหมาย จึงไม่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานภาครัฐใด ๆ ดังนั้น แค่ขอยืมเงินจากเพื่อนก็นับเป็นหนี้นอกระบบแล้ว ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้ทำให้ยากที่จะเห็นข้อมูลหนี้นอกระบบ เช่น ผู้ให้กู้เป็นใคร มีจำนวนมากแค่ไหน และแหล่งของเงินที่ให้กู้มาจากที่ใด (ขาว หรือ เทา ๆ) จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในปี 2565 พบว่า มากกว่า 40% ของครัวเรือนที่ไปสำรวจมีหนี้นอกระบบ โดยส่วนใหญ่กู้จากนายทุนทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดที่สำรวจ กลุ่มเป้าหมายของเจ้าหนี้นอกระบบคือใครบ้าง ? แล้วทำไมจึงได้รับความนิยม ? คนคิดโฆษณาให้กู้หนี้นอกระบบ มักใช้คำได้ตรงใจกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น “เงินด่วน” “ได้เงินไว” “ไม่ตรวจประวัติ” “ไม่ต้องยื่นเอกสาร” ซึ่งคีย์เวิร์ดเหล่านี้ตอบโจทย์ผู้กู้กลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ต้องการใช้เงินเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล นำไปลงทุนประกอบอาชีพ ต้องการเงินไม่มากเพื่อนำไปหมุนช่วงสั้น ๆ จึงไม่อยากเสียเวลาเตรียมเอกสาร กลุ่มที่มีข้อจำกัดในการกู้เงินจากผู้ให้บริการในระบบ เช่น ไม่มีงานประจำ จึงทำให้ไม่มีข้อมูลประวัติทางการเงินอย่างกลุ่มฟรีแลนซ์และพ่อค้าแม่ค้า หรือเคยเป็นหนี้เสียมาก่อน รวมถึงกลุ่มที่กู้ในระบบจนเต็มวงเงินแล้ว ซึ่งกลุ่มเหล่านี้หลายครั้งก็มีความจำเป็นจริง ๆ แต่อยากให้ลองมาดูความเสี่ยงที่มักเห็นกันสำหรับการกู้หนี้นอกระบบ เพื่อให้บริหารจัดการได้ดีขึ้น หากต้องกลายเป็นลูกหนี้นอกระบบขึ้นมา “ดอกเบี้ยแอบแฝง” โฆษณาชักชวนอาจบอกว่าดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นดอกเบี้ยแบบคงที่ “รายวัน” ซึ่งคิดแล้วจะเท่ากับ 365% ต่อปี สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบที่เพดานอยู่ไม่เกิน 33% ต่อปี แถมในระบบส่วนใหญ่ยังเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกด้วย หากเจอดอกเบี้ยแอบแฝงแบบนี้ ลูกหนี้อาจจ่ายได้แค่ดอกเบี้ย ขณะที่เงินต้นไม่ลดลงเลย เพราะดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริงในแต่ละปีสูงมากกว่าเงินต้นด้วยซ้ำ แถมบางแห่งยังคิดดอกเบี้ยแบบ “ดอกลอย” ที่แสนอันตรายและยิ่งซ้ำเติมลูกหนี้มากขึ้นไปอีก เพราะการกู้แบบนี้ลูกหนี้จะปิดหนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีเงินต้นมาจ่ายคืนทั้งจำนวนในครั้งเดียว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ยาก ทำให้ต้องจ่ายแต่ดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ “สัญญาที่ไม่ชัดเจนและอาจไม่เป็นธรรม” เพราะไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล การเจรจาต่อรองเพื่อประนีประนอมก็ทำได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกทวงหนี้โหด ข่มขู่ หรือถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งแม้ลูกหนี้จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 แต่เราคงไม่อยากพบ “ติดกับดักหนี้ไม่จบสิ้นจากการกู้หนี้มาโปะหนี้” เมื่อดอกเบี้ยสูงและสัญญาไม่เป็นธรรม ลูกหนี้หลายรายที่จ่ายไม่ไหวจนเกิดการผิดนัดชำระหนี้ จึงใช้วิธีกู้หนี้ใหม่จากเจ้าหนี้อีกรายเพื่อเอาไปจ่ายหนี้เดิม วนไปแบบนี้จนทำให้หนี้สินล้นพ้นตัว และติดอยู่ในวงจรของหนี้นอกระบบแบบหาทางออกไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องกู้หนี้นอกระบบจริง ๆ ควรทำอย่างไร ? อย่างแรก คือ หากู้จากคนรู้จักก่อน เช่น เพื่อน ญาติ ที่พร้อม เพื่อให้เจรจาง่ายขึ้น สอง คือ เทียบดอกเบี้ยระหว่างเจ้าหนี้แต่ละรายให้ได้ต่ำที่สุด สาม คือ กู้ในจำนวนเงินที่จำเป็นต้องใช้จริง ๆ เท่านั้น ให้นึกอยู่เสมอว่าหนี้นอกระบบแพงมาก และเมื่อกู้แล้วควร “ปิดหนี้ให้ไวที่สุด” ก่อนอื่นเอาหนี้ทุกก้อนมาดู หนี้ก้อนไหนใกล้หมด ปิดจบก้อนนั้นก่อน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ก้อนไหนดอกเบี้ยสูง ลองหาทางที่จะลดดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นเจรจากับเจ้าหนี้หรือกู้เงินจากแหล่งที่ดอกเบี้ยต่ำกว่ามาปิดหนี้ ถ้ากู้จากสถาบันการเงินได้ จะได้สัญญาที่เป็นธรรมขึ้นด้วย ซึ่งสถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มให้บริการนี้ เพื่อช่วยให้ลูกหนี้กลับเข้ามาอยู่ในระบบ ผู้สนใจลอง โทร.มาสอบถามที่ ธปท. โทร.1213 หรือหากต้องการขอคำปรึกษา หรือร้องเรียนเรื่องหนี้นอกระบบ ก็สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (กระทรวงการคลัง) โทร.1359 หรือศูนย์ดำรงธรรม (กระทรวงมหาดไทย) โทร.1567 ที่สำคัญต้องพยายามลดรายจ่าย หารายได้เพิ่มเติม หรือตัดใจขายทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และไม่ต้องกลับไปกู้ใหม่ เพื่อให้หลุดจากวงจรหนี้นอกระบบได้อย่างยั่งยืน สุดท้าย “วินัยทางการเงิน” เป็นหัวใจสำคัญ ต้องวางแผนการใช้จ่าย และออมเงินไว้เพื่อให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เพราะ สมการการเงินที่ถูกต้องคือ รายได้-เงินออม=รายจ่าย การมี “อิสรภาพทางการเงิน” จึงไม่ได้แปลว่าต้องรวยล้นฟ้า แต่มีอิสระที่จะใช้จ่ายเงินที่เราหามา เก็บออม ลงทุน โดยไม่ต้องมีพันธนาการจากหนี้สินใด ๆ การไม่มีหนี้ ก็นับเป็นลาภอันประเสริฐเช่นกันค่ะ แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์ http://https//www.prachachat.net/finance/news-1296342

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

อาชีพไหน AI ไม่แย่ง

30/04/2024

จิตต์สุภา ฉิน ประเด็นเรื่อง AI จะมาแย่งงานมนุษย์ไหม แย่งงานประเภทไหนบ้าง เป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันมาหลายปีจนฉันเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงรู้สึกเบื่อหรือด้านชาไปแล้ว แต่ไหนๆ ปีนี้ก็ดูเป็นปีที่ความนิยม AI พุ่งแรงมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา เพราะ AI ทำให้เราเริ่มรู้ตัวแล้วว่ามันอยู่ใกล้เราแค่ไหน AI ได้แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของมันแบบที่เราไม่สามารถปิดหูปิดตาไม่รู้ไม่ชี้ได้อีกต่อไป ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องมาสำรวจกันอีกสักครั้งว่าอาชีพหรืองานในแบบที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้จะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง รายงานจาก Goldman Sachs ที่ตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม 2023 คาดประมาณว่า AI ที่สามารถสร้างเนื้อหาหรือคอนเทนต์ได้จะสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากถึง 1 ใน 4 ของงานทั้งหมดที่มนุษย์ทำอยู่ในตอนนี้ งานกว่า 300 ล้านตำแหน่งในยุโรปและสหรัฐอาจถูกยกให้ระบบอัตโนมัติรับไปทำแทน ความน่ากลัวก็คือ มันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนๆ ไป แต่อาจจะเป็นการเปลี่ยนใหม่แบบยกระบบและเกิดขึ้นพร้อมๆ กันอย่างกะทันหันด้วย ในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งหมด เรื่องดีๆ ก็ยังพอมีอยู่บ้าง ตรงที่ AI ไม่สามารถทำงานแทนมนุษย์ไปได้เสียหมดทุกประเภท ดังนั้น แทนที่เราจะไปโฟกัสว่าอาชีพไหนจะถูกแทนที่บ้าง วันนี้เราลองเปลี่ยนโฟกัสใหม่แล้วไปดูว่าอาชีพหรือทักษะไหนบ้างล่ะที่ AI ยังห่างชั้นจากเรานัก BBC บอกว่ามีหมวดหมู่อาชีพอยู่ 3 หมวดหมู่ที่มนุษย์น่าจะยังเก็บรักษาไว้ได้ หมวดหมู่แรกก็คือ อาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ “ที่แท้จริ” อาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อาชีพแรกๆ ที่เราก็มักจะนึกออกทันทีก็คืออาชีพอย่างเช่น นักวาดภาพ ศิลปิน จิตรกร หรือกราฟิกดีไซเนอร์ ซึ่งแม้จะเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์แต่กลับไม่ถูกรวมอยู่ในหมวดหมู่นี้ และดีไม่ดีอาจจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ถูกแย่งงานอีกต่างหาก สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเราได้เห็นกันมาแล้วว่า AI สามารถสร้างภาพขึ้นมาได้แล้วทุกแบบ ทุกสไตล์ และยังทำได้ภายในเวลาอันน้อยนิด การสั่งงานให้ AI วาดภาพที่ต้องการให้ก็ง่ายดายเพียงแค่ป้อนคำสั่งเป็นข้อความเข้าไปเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นแล้ว อาชีพที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์แบบไหนกันล่ะที่จะอยู่รอดปลอดภัยได้ BBC บอกว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ประเภทอื่นค่ะ ตัวอย่างเช่น การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์หรือกฎหมาย อาชีพที่จะต้องคิดค้นกลยุทธ์ทางกฎหมายหรือทางธุรกิจแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ในแง่มุมนี้อาชีพไหนก็ตามที่คนทำอาชีพใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในงาน สร้างสิ่งใหม่ คิดไอเดียใหม่ ไม่ทำซ้ำของเดิม ก็จะถูกควบรวมอยู่ในหมวดหมู่แรก ความคิดสร้างสรรค์จะช่วยปกป้องคุ้มครองให้ยังมีงานทำต่อไปได้อีกยาวๆ หมวดหมู่ที่สองคือ งานใดๆ ก็ตามที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างบุคคล อย่างเช่น พยาบาล ที่ปรึกษาบริษัท และนักข่าวสืบสวน เป็นต้น หมวดหมู่ที่สองครอบคลุมอาชีพใดๆ ก็ตามที่คนประกอบอาชีพต้องใช้ทักษะในการทำความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง มีปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณค่าและความหมายระหว่างมนุษย์ด้วยกัน นี่ไม่ใช่ทักษะที่ AI สามารถลอกเลียนและเรียนรู้ได้ง่ายๆ มาถึงอาชีพปลอดภัยหมวดหมู่ที่สามคือ อาชีพใดๆ ก็ตามที่ต้องการความคล่องแคล่ว คล่องตัว แก้ปัญหาเฉพาะหน้าภายใต้สถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ อาชีพอย่างช่างประปา ช่างไฟ ช่างเชื่อม ซึ่งสถานการณ์หน้างานแตกต่างกันออกไปทุกครั้งจึงถูกรวมเข้าไปในหมวดหมู่นี้ ฉันเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าจะพัฒนาหุ่นยนต์ให้ทำหน้าที่แทนช่างต่างๆ ที่ยกตัวอย่างมาได้มันจะต้องเป็นแบบไหนถ้าไม่ใช่หุ่นยนต์เก่งๆ ที่เราเห็นในหนังไซ-ไฟ ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงเรายังไม่สามารถพัฒนาหุ่นยนต์ที่เก่งกาจแบบนั้นขึ้นมาได้ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าไม่อยากให้เราย่ามใจว่าหากอาชีพของเราเข้าข่ายหมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่งแล้วจะไม่มีทางถูก AI แย่งงานได้เลย เพราะความเป็นจริงก็คือเกือบทุกอาชีพไม่ว่าจะในแวดวงไหนก็ตามจะต้องถูกระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีเข้ามาแย่งงาน “บางอย่าง” ไป อาจจะไม่ได้แย่งไปทั้งอาชีพ แต่มันจะแบ่งภาระหน้าที่บางอย่างของเราไปทำ อย่างอาชีพหมอที่ทุกวันนี้ AI สามารถตรวจจับวินิจฉัยโรคต่างๆ ซึ่งรวมถึงมะเร็งบางอย่างได้แม่นยำยิ่งกว่ามนุษย์ AI ก็จะแย่งหน้าที่ในการตรวจจับนั้นไป แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเข้าไปตรวจคนไข้ พูดคุยกับคนไข้ หรือสั่งจ่ายยารักษาคนไข้แทน อาชีพหมอจะยังคงมีอยู่แต่หน้าที่ในการวินิจฉัยว่าคนไข้เป็นมะเร็งหรือไม่อาจถูกถ่ายโอนไปให้ AI ที่แม่นยำกว่าทำแทน สิ่งที่เราต้องปรับตัวอาจจะไม่ใช่การเสิร์ชหางานใหม่ก่อนที่งานจะถูก AI แย่งไปทำ แต่เป็นการหาวิธีในการพัฒนาทักษะของมนุษย์ให้โดดเด่นขึ้นและปรับตัวให้ทำงานไปพร้อมๆ กับ AI ได้ ตัวอย่างหนึ่งที่มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงคือพนักงานธนาคารหรือเทลเลอร์ที่ครั้งหนึ่งรับหน้าที่นับเงินเป็นปึกๆ ให้ได้รวดเร็วและแม่นยำ เมื่อแมชชีนเข้ามารับหน้าที่การนับเงินไปทำแทนและทำได้เร็วกว่าชนิดที่มนุษย์ไม่ต้องคาดฝันว่าจะแข่งด้วย อาชีพพนักงานธนาคารก็ยังไม่ได้หายไปไหน ความเปลี่ยนแปลงก็คือพนักงานธนาคารไม่ต้องนับเงินเป็นปึกเองแล้วแต่หันไปสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและไปเสนอขายผลิตภัณฑ์กับบริการใหม่ๆ แทน เราอาจจะเข้าใจกันว่าอาชีพใช้แรงงานจะเป็นอาชีพที่ถูก AI แทนที่ได้ง่ายๆ แต่อันที่จริงแล้วอาชีพพนักงานออฟฟิศก็เสี่ยงไม่แตกต่างกัน แถมในบางกรณีอาจจะเสี่ยงกว่าด้วยเพราะการพัฒนาระบบอัตโนมัติมาแทนที่อาชีพใช้แรงงานหลายอย่างนั้นทำได้ยากกว่า ถ้าดูจากประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา เทคโนโลยีก็ได้ทำให้อาชีพบางอาชีพของมนุษย์หายไปมาแล้วไม่น้อย แต่มนุษย์ก็สามารถปรับตัวและผ่านมันมาได้ทุกครั้ง สำหรับครั้งนี้ข้อคิดสำคัญก็คือ การต้องสำรวจอาชีพตัวเองและหาแง่มุมที่ AI ทดแทนไม่ได้ แล้วพัฒนาจุดนั้นให้แข็งแรงขึ้นเพื่อให้เรายังเก็บงานของเราเอาไว้ได้ต่อไป จนถึงวันที่มันเก่งขึ้นกว่านี้มากหรือมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาก็ค่อยมาประเมินสถานการณ์กันอีกที แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับมติชนสุดสัปดาห์https://www.matichonweekly.com/column/article_673330?fbclid=IwAR1PbPIMTzUUKLAp_QI2UPAkxFgoMfxdsVE52hbx7tjVoqDzPaqiohaIPgY

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

หรือต้องล้มกระดาน!? พบหนี้สินโลกพุ่งเกือบสูงสุดตลอดกาล ท่ามกลางกังวลวิกฤตการเงิน

30/04/2024

มาตรวัดหนี้สินทั่วโลกเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรก แตะระดับเกือบ 305 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เกือบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากข้อมูลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance) ท่ามกลางความกังวลที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งอาจโหมกระพือความยุ่งเหยิงด้านการเงินโลก สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เปิดเผยในวันพุธ (17 พ.ค.) ว่า หนี้สินโลกเพิ่มขึ้นจากช่วงปลายปี 2022 ราว 8.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ สู่ระดับ 304.9 ล้านล้านดอลลาร์ สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีก่อน และเป็นไตรมาสที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่มีการบันทึกมา "หนี้โลกในตอนนี้สูงกว่าระดับช่วงก่อนหน้าโรคระบาดใหญ่ 45 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดหมายว่ามันจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว" สถาบันการเงินระหว่างประเทศระบุในรายงานรายไตรมาส Global Debt Monitor หลังจากหนี้สินโลกดีดตัวขึ้นอย่างมาก พีกสุดเกือบ 360% ในปี 2021 อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อผลผลิตทรงตัวอยู่ที่ระดับเหนือกว่าช่วงก่อนหน้าโรคระบาดใหญ่ราว 335% ประชากรที่มีอายุสูงขึ้นและต้นทุนด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นยังคงกดดันให้รัฐบาลชาติเดินหน้าใช้จ่ายมือเติบ ในขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นอีกปัจจัยที่ถูกคาดหมายว่าจะผลักดันให้มีการยกระดับการใช้จ่ายด้านป้องกันประเทศเพิ่มมากขึ้นในระยะกลาง" สถาบันการเงินระหว่างประเทศเขียนในถ้อยแถลง รายงานฉบับนี้ยังชี้ด้วยว่าสถานการณ์หนี้สินในปัจจุบันยังเป็นผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปีที่แล้ว ที่มีต่องบดุลของธนาคารบางแห่ง "แม้ว่าธนาคารต่างๆ ที่พังครืนเมื่อเร็วๆ นี้ ดูเหมือนมีลักษณะเฉพาะมากกว่าความล้มเหลวอย่างเป็นระบบ แต่ความกังวลเกี่ยวกับการลุกลาม กระตุ้นให้มีการถอนเงินฝากเป็นจำนวนมากออกจากบรรดาธนาคารระดับภูมิภาคหลายแห่งของสหรัฐฯ" สถาบันการเงินระหว่างประเทศแสดงความกังวลว่าแนวทางปฏิบัติคุมเข้มการปล่อยกู้ในหมู่ธนาคารขนาดเล็กอาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจบางส่วนและครัวเรือนหนักหน่วงกว่าเดิม "เนื่องจากบทบาทกลางของบรรดาธนาคารท้องถิ่นสหรัฐฯ ในแง่ของการเป็นตัวกลางสินเชื่อ ความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางสภาพคล่องของพวกเขาอาจก่อให้เกิดการหดตัวอย่างรุนแรงในการปล่อยกู้แก่บางภาคส่วน" ในรายงานของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เผยให้เห็นว่า 75% ของตลาดเกิดใหม่ต่างพบเห็นระดับหนี้สินในรูปแบบของดอลลาร์เพิ่มขึ้นในไตรมาสแรก ซึ่งตัวเลขรวมทั้งหมดแตะระดับเหนือกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก โดยที่จีน เม็กซิโก บราซิล อินเดีย และตุรกีมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมากที่สุด (ที่มา : รอยเตอร์/เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์) แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/around/detail/9660000045949

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันภัย

นายกสมาคมประกันภัย ดันเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น

30/04/2024

นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยคนใหม่ กางแผนทำงานช่วงวาระ 2 ปี ตั้งเป้าผลักดัน “ธุรกิจกำกับดูแลตัวเอง” ชง “เปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น” แก้ปมบริษัทหัวหมอแอบซ่อนค่าใช้จ่าย รวมถึงเสนอให้สมาคมกำกับการออก “กรมธรรม์ file & use” เอง พร้อมอาสาสร้างระบบ IBS เป็นฐานข้อมูลภาคธุรกิจประกันนายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในฐานะที่ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมคนใหม่ มีวาระ 2 ปี (2566-2568)ขณะนี้กำลังให้ทีมจัดทำแผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพื่อนำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยแนวทางเบื้องต้นต้องการผลักดันให้ธุรกิจประกันสามารถกำกับดูแลกันเองได้ (self-regulation)ซึ่งสิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ 1. เปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคม ส่วนสำนักงาน คปภ.ก็จะกำกับดูแลอีกที อย่างไรก็ดี แต่ละบริษัทประกันวินาศภัยจะต้องเปิดเผยรายละเอียดค่าคอมมิชชั่นออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนยกตัวอย่างเช่น ค่าคอมมิชชั่นประกันรถยนต์ที่ คปภ.กำหนดให้จ่ายได้ไม่เกิน 18% แต่หากบริษัทประกันรายใดอยากจ่ายค่าคอมมิชชั่นสูง ๆ เช่น 25% ก็จ่ายได้ แต่ต้องอธิบายได้ว่า ธุรกิจจะอยู่รอดได้อย่างไร ไม่ใช่หลับหูหลับตาจ่ายค่าคอมมิชชั่น แล้วบริษัทเจ๊ง ทำให้ประชาชนผู้เอาประกันเดือดร้อน“นี่คือตัวอย่างของ self-regulation ซึ่งสมาคมสามารถเข้าไปมอนิเตอร์บริษัทสมาชิกได้ ว่าใครทำอะไรที่ผิดหูผิดตามากเกินไป หรือเป็นการทำลายกันเองภายในธุรกิจ โดยแนวทางนี้จะทำให้ไม่ต้องแอบซ่อนค่าใช้จ่าย เพราะตอนนี้ คปภ.กำหนดให้จ่ายค่าคอมมิชชั่น 18% แต่บางบริษัทแอบจ่ายกัน 22-25%”2. สมาคมสามารถกำกับดูแลการออกกรมธรรม์ประกันภัยแบบอัตโนมัติ (file & use) ได้เอง เพื่อทำให้เป็น file & use อย่างแท้จริง หมายความว่า เมื่อมีโอกาสหรือเทรนด์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น บริษัทประกันสามารถจะออกกรมธรรม์มาดูแลในเรื่องนั้นได้โดยเร็วแต่ทั้งนี้ ทุกบริษัทประกันจะต้องคำนวณอัตราเบี้ยประกัน ความเสี่ยง ค่าใช้จ่าย และผลกำไรขาดทุน ออกมาให้เห็นชัดเจน หลังจากนั้นจัดส่งข้อมูลให้ คปภ.พิจารณาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้เลย แต่หาก คปภ.พบว่าไม่เป็นธรรมก็บังคับให้ย้อนกลับมาใช้รูปแบบที่เป็นธรรมกับผู้บริโภคได้ อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้จะลิมิตทำได้เฉพาะบางกลุ่มประเภทการประกันภัยเท่านั้นสมพร สืบถวิลกุล“คาดว่าเรื่องการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นและการดูแลการออกกรมธรรม์แบบ file & use น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการภายในปี 2566 เพราะยุคปัจจุบันต้องปล่อยให้สมาคม หรือภาคธุรกิจดูแลกันเองได้ระดับหนึ่งแล้ว”นายสมพรกล่าวอีกว่า สมาคมและธุรกิจประกันภัย ยังต้องการผลักดันโครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการประกันวินาศภัย (Insurance Bureau System) เพื่อให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง โดยสมาคมอาสาช่วยสร้างระบบ IBS แม้ว่ามีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็ยินดี เพื่อพัฒนฐานข้อมูลให้เอามาใช้ประโยชน์ได้จริงด้านแหล่งข่าวจากสำนักงาน คปภ. กล่าวว่า เกณฑ์การจ่ายค่าคอมมิชชั่น หรือการออกกรมธรรม์แบบ file & use ตามหลักการสามารถแก้ไขได้ เพราะเป็นประกาศ คปภ. ไม่ใช่พระราชบัญญัติแต่หากจะเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นโดยไม่ควบคุม คงจะต้องสร้างกลไกป้องกันไม่ให้มีการจ่ายค่าใช้จ่ายโอเวอร์เกินไป เพราะจะกระทบต่อธุรกิจ ความคุ้มครอง หรือความมั่นคงของบริษัทได้“คปภ.ไม่ได้ติดขัดจะผ่อนปรนเรื่องพวกนี้ แต่ต้องคุยเรื่องกลไกก่อน และต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตบางอย่าง ส่วนเรื่อง file & use ถ้ากำกับเองได้ก็ดีต่อภาคธุรกิจอยู่แล้ว เพราะบริษัทประกันสร้างแบบกรมธรรม์ใหม่ออกมา ก็ขายได้เลยแต่ปัญหา คือตอนนี้กรมธรรม์ที่ออกไปแล้ว บางเรื่องยังต้องตีความ เกิดการฟ้องร้อง ว่าสัญญาไม่เป็นธรรม ดังนั้น ดีกับธุรกิจแต่จะดีกับประชาชนหรือไม่ ยังตอบยาก คือปกติเราพยายามทำอยู่แล้ว ลักษณะที่เป็นเงื่อนไขมาตรฐาน เช่น ยื่นขอออกกรมธรรม์ประกันสุขภาพ ถ้าอยู่ในกรอบมาตรฐานนี้ออกขายได้เลยแต่ถ้าเป็นโปรดักต์ใหม่ ๆ เลย จะบอกว่าเป็นกรมธรรม์แบบ file & use ทั้งหมดคงไม่ได้ ต้องลองจินตนาการว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น อาจจะเสียหายกว่ากรมธรรม์ประกันโควิดก็ได้”แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่อง IBS ในเบื้องต้นหากภาคธุรกิจเห็นด้วยทั้งหมด คปภ.คงไม่ขัดข้อง ทำได้เลย แต่ถ้าสั่งให้ คปภ.ส่งข้อมูลให้สมาคมคงทำไม่ได้ ตอนนี้ต้องหารือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ก่อน เพื่อคงต้องเลือกว่าจะส่งคืนข้อมูลอะไรให้ได้บ้างด้วยแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1297117

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

ไขข้อข้องใจ ลงทุนแบบ DCA กับ Market Timing ในยุคที่ตลาดผันผวน แบบไหนดีกว่า?

30/04/2024

การซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (Dollar-cost averaging) ในสินทรัพย์ต่างๆ ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เพราะเป็นการเข้าซื้อแบบแบ่งเป็นงวด โดยไม่สนใจความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ที่เลือกลงทุน ทำให้สามารถกำจัดอารมณ์และความเสี่ยงของราคาจากความผันผวนของภาวะตลาดได้ และยังสามารถสร้างวินัยทางการเงิน เพื่อมี #การเงินดีชีวิตดี ในอนาคตได้อีกด้วย ปัจจุบัน มีหลายบริษัทหลักทรัพย์ให้บริการหักบัญชีอัตโนมัติ เพื่อ DCA ในหุ้น ทำให้นักลงทุนมีความสะดวกในการสะสมหุ้นที่ต้นทุนถัวเฉลี่ยได้ทุกสภาวะตลาด ซึ่งการลงทุนในหุ้นมีโอกาสได้ผลตอบแทนหรือขาดทุนจากส่วนต่างราคา แต่ก็ยังมีโอกาสได้รับเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทที่เข้าไปลงทุนด้วย อย่างไรก็ดี ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงที่จะ “ขาดทุน” นักลงทุนจะต้องศึกษาทำความเข้าใจทุกครั้งก่อนการลงทุน ในยุคที่นักลงทุนมีโอกาสทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ โดยใช้ “Market Timing” ทำให้การสร้างความมั่งคั่งผ่านการ DCA ในสินทรัพย์ มีความน่าสนใจน้อยลงหรือไม่ วันนี้ #ThairathMoney จะพาไปหาคำตอบกัน คุณศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปีนี้ภาพรวมของตลาดตราสารหนี้โลกและตลาดหุ้นทั่วโลก จะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ถือว่าเป็นปีที่ค่อนข้างยากสำหรับการลงทุน เนื่องจากยังมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในตลาดหุ้นโลก เพราะฉะนั้นแนะนำนักลงทุนให้เน้นการลงทุนแบบสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดความเสี่ยงจากความผันผวนได้ ขณะเดียวกัน มองว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบ “Stay Away” หรือการลงทุนในตลาดตลอดเวลา ดีกว่าการใช้ “Market Timing” หรือการจับจังหวะของตลาด เนื่องจากเราไม่อาจทราบได้เลยว่า ช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนนั้น ช่วงไหนเป็นช่วงที่ปรับตัวขึ้นสูงที่สุด หรือปรับตัวต่ำที่สุด จากสถิติที่ผ่านมา พบว่าทุกครั้งที่มีการลงทุนโดยการจับจังหวะของตลาด มักมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำกว่าการลงทุนแบบสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นในช่วงที่ตลาดผันผวนแบบนี้ การลงทุนแบบสม่ำเสมอจะมีความได้เปรียบมากกว่า นอกจากนี้ มองว่าการจัดพอร์ตหรือเลือกแบ่งสัดส่วนเงินเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มีความสำคัญมากกว่าระยะเวลาการลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะต้องศึกษาว่าจะให้น้ำหนักกับการลงทุนในสินทรัพย์ใด ที่จะสามารถลดความเสี่ยงในภาวะที่ตลาดผันผวน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด. แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/business/investment/stockexchange/2694159

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ก็ล้มละลายได้

30/04/2024

คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงิน ผู้เขียน : พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่ แอคชัวรี) โดยปกติแล้วธนาคารจะได้รับเงินเข้ามาจากการที่มีลูกค้ามาฝากเงินไว้ ซึ่งเงินที่ฝากจะถือเป็นเจ้าหนี้กับธนาคาร ดังนั้นธนาคารจำเป็นต้องตั้งเป็นหนี้สินสำรองเอาไว้ เพราะมันคือ ภาระที่ธนาคารต้องจ่ายคืนเงินให้ลูกค้าในอนาคต และจะต้องนำเงินที่ได้มาไปลงทุนให้เกิดดอกผลขึ้นมา เพื่อพยุงให้ธนาคารอยู่รอดต่อไป การลงทุนกับธนาคารสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นการปล่อยกู้สินเชื่อ โดยระยะเวลาการปล่อยกู้สินเชื่อก็มีระยะเวลาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของการปล่อยกู้ หรือถ้าธุรกิจของธนาคารไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อปล่อยสินเชื่อเพียงอย่างเดียว ธนาคารต้องนำเงินที่ได้มานั้นไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินแบบอื่นด้วย ซึ่งพันธบัตรรัฐบาลถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อย เมื่อไม่นานมานี้ ข่าวเรื่องของธนาคารในอเมริกาล้ม ซึ่งธนาคารเองก็ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงน้อย แต่ก็กลับมาพัง เพราะถือพันธบัตรรัฐบาลมากไป และเกิดการขาดทุนจากภาวะของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ดันไปสอดคล้องกับธุรกิจประกันชีวิตที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ และหนึ่งในตราหนี้ที่บริษัทประกันชีวิตต้องมีไว้คือ พันธบัตรรัฐบาล ธุรกิจประกันชีวิตถือว่าเป็นสถาบันการเงินประเภทหนึ่ง ที่รับเงินเข้ามาจากลูกค้า ซึ่งบริษัทประกันต้องเอาเงินที่ได้มาตั้งเป็นหนี้สินของตัวเอง เผื่อวันที่ลูกค้าเข้ามาขอยกเลิกกรมธรรม์และรับเงินมูลค่าเวนคืนเงินสดกลับไป และอีกส่วนหนึ่งก็ประเมินอนาคตว่าจะต้องจ่ายเงินสดออกไปเท่าไร และต้องจ่ายออกในช่วงไหน เพื่อคำนวณและตั้งเป็นหนี้สินสำรองออกมา โดยเรียกสิ่งนั้นว่า เงินสำรองกรมธรรม์ประกันภัย และหลังจากที่ได้รับเงินมาแล้ว บริษัทนำเงินมาลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผล ซึ่งกลไกเหล่านี้ ดูไม่ต่างกับธนาคารทั่วไปมากนัก ที่รับเงินฝากจากลูกค้ามาแล้วก็นำเงินไปปล่อยกู้หรือลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างกันระหว่างธนาคารกับบริษัทประกันชีวิตคือ “ระยะเวลาของการลงทุนในสินทรัพย์ที่จะได้เงินต้นคืนมาเมื่อครบกำหนดสัญญา” กับ “ระยะเวลาที่ต้องจ่ายเงินก้อนคืนให้ลูกค้าเมื่อครบกำหนดสัญญา” บริษัทประกันชีวิตมีระยะเวลาของหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ซึ่งแตกต่างจากธนาคารที่หนี้สินของธนาคารจะมีระยะเวลาสั้นกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าซื้อพันธบัตรระยะเวลา 5 ปี มันก็จะล็อกอัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนไว้ได้ เมื่อถือจนครบกำหนดสัญญาถึง 5 ปี แต่ถ้าหนี้สินนั้นมีคนถอนเงินออกมาก่อน ทำให้ต้องขายพันธบัตรฉบับนั้นก่อน จากที่ธนาคารต้องถือให้ครบกำหนดสัญญา ซึ่งราคาของพันธบัตรในตอนนั้นอาจจะไม่ได้มีราคาที่มากนัก ในกรณีสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นช่วงดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น สามารถวิเคราะห์กลไกของธนาคารได้ดังนี้ 1. ตราสารหนี้ระยะยาว จะถูกด้อยมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในมุมของการลงบัญชีนั้น ถ้าธนาคารตั้งใจที่จะถือให้ครบกำหนดสัญญาแล้ว การถูกด้อยมูลค่าจากอัตราดอกเบี้ยนั้น จะยังไม่ถือว่าเป็นการขาดทุนที่แท้จริง 2. หนี้สิน จะไม่ได้ถูกด้อยมูลค่า หรือได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่าไร 3. เมื่อเกิดกรณีที่คนมาถอนเงินฝาก ทำให้ธนาคารต้องขายตราสารหนี้ที่ตัวเองเคยลงทุนไว้ออกมาก่อนกำหนด ซึ่งทำให้เกิดการขาดทุนจากสินทรัพย์ลงทุนในกรณีที่ดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นได้ โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่าบริษัทประกันชีวิตจะมีทิศทางการดำเนินงานตรงข้ามกับธนาคาร ตรงที่ระยะเวลาของหนี้สินนั้นมีระยะเวลานานกว่าสินทรัพย์ ทำให้เวลาดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นแล้ว และแม้ว่าสินทรัพย์จะมีมูลค่าลดลง แต่หนี้สินจะถูกด้อยมูลค่าลงไปอย่างมีนัยสำคัญมากกว่า และทำให้เกิดกำไรขึ้นมาได้ แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.n et/finance/news-1289887

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ได้รับการจัดอันดับ Mercer FundWatch Rating ระดับ 4 ดาว จากกองทุน AIA Thai Equity และ ESG Rating ระดับ ESG3 สะท้อนการบริหารจัดการลงทุนเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

30/04/2024

บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) (“บริษัท”) เข้าร่วมโครงการประเมินความสามารถของกองทุนตราสารทุนไทยในปี 2565 โดยบริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (“Mercer”) ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดทำโครงการประเมินกองทุนไทยจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (“CMDF”) ในการนี้ กองทุน AIA Thai Equity ของ บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ได้รับการจัดอันดับ Mercer FundWatch Rating ที่ระดับ 4 ดาว และ ESG Rating ที่ระดับ ESG3 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกองทุน AIA Thai Equity ของ บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ได้รับการประเมินว่ามีโอกาส “สูงกว่าค่าเฉลี่ย” ของการที่ผลตอบแทนหลังหักค่าธรรมเนียมของกองทุนจะมากกว่าดัชนีชี้วัด* ถือเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของการบริหารจัดการลงทุนเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงที่มีความรัดกุม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญนางจินตนา เมฆินทรางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารทุน บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมเสวนาในงานสัมมนา “Future of Investing: Themes and Opportunities” ซึ่งจัดขึ้นโดยกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน ร่วมกับสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 โดยกล่าวว่า “บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) พร้อมกับทีมผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์เฉลี่ยในการลงทุนมานานกว่า 18 ปี มีเป้าหมายหลัก คือการบริหารกองทุนรวมเพื่อตอบโจทย์ เอไอเอ ยูนิต ลิงค์ ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สำคัญในการวางแผนทางการเงินในวันนี้และอนาคต”กระบวนการลงทุนของเอไอเอ เน้นให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวจากการคัดเลือกหุ้นคุณภาพ มีอัตราการเติบโตที่ดี ในขณะเดียวกัน ยังหาโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มในระยะสั้นจากความผันผวนของตลาดในการปรับพอร์ตการลงทุนจากการที่ราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง หน้าที่ของผู้จัดการกองทุนคือการพยายามปรับสมดุลเป้าหมายและมุมมองการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้าในการลงทุน” นางจินตนา กล่าวสรุป ทั้งนี้ เอไอเอและกลุ่มการลงทุนของเอไอเอให้ความสำคัญกับกระบวนการการลงทุน และการติดตามวิธีการลงทุนของทีมการลงทุนเป็นประจำสม่ำเสมอ ซึ่งการมีโอกาสเข้าร่วมโครงการ Mercer’s Fund Rating ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ทำให้ได้ทบทวนกระบวนการลงทุนอีกครั้งผ่านหลักเกณฑ์และกระบวนการของ Mercer ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญภายนอก โดยเอไอเอเป็นองค์กรที่พร้อมปรับตัวและพัฒนาศักยภาพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  สำหรับผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูล Mercer FundWatch Report ของกองทุน AIA Thai Equity ฉบับเต็มได้ทางเว็บไซต์ของ Settrade: https://www.settrade.com/th/research/analystresearch/maincategory=mutualfund&source=Mercer&period=1Y หรือทางเว็บไซต์ของ Mercer FundWatch: http://https//www.mercerfundwatch.com/

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ นำทีม ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เยือนไทยครั้งแรกแบบฟูลทีม เตรียมฟาดแข้ง ปะทะ เลสเตอร์ ซิตี้ 23 ก.ค.นี้

30/04/2024

กรุงเทพฯ, 18 พฤษภาคม 2566 - เอไอเอ ผู้สนับสนุนหลักระดับโลกของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ นำโดย คุณรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ Tottenham Hotspur vs Leicester City โดยสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ยอดสโมสรแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะขนทัพมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อลงเตะเกมอุ่นเครื่องกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015/16 ซึ่งจะทำการแข่งขันกันในวันที่ 23 กรกฎาคม 2566 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน โดยการแข่งขันครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก “เอไอเอ” ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และ “คิง พาวเวอร์” ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักและผู้บริหารของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ จะร่วมเป็นพันธมิตรที่สำคัญสำหรับการแข่งขันในกรุงเทพฯสำหรับแมทช์อุ่นเครื่องครั้งนี้ ถือเป็นการมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ นำทีมโดย เอไอเอ แอมบาสเดอร์ อย่าง ‘แฮร์รี เคน’ กองหน้าและกัปตันทีมชาติอังกฤษ และสตาร์ชาวเกาหลีใต้อย่าง ‘ซน ฮึง-มิน’ ผู้เล่นชาวเอเชียที่ทำประตูสูงสุดในพรีเมียร์ลีกประเทศอังกฤษ โดยสำหรับเกมอุ่นเครื่องครั้งนี้ เป็นการพบกันของ 2 ทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งคาดหวังที่จะสร้างความตื่นเต้นและประทับใจให้แก่แฟน ๆ ชาวไทยอย่างไรก็ดี เอไอเอ และสโมสรฟุตบอล ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีผ่านกีฬาฟุตบอล เป็นการตอกย้ำคำมั่นสัญญาของเอไอเอที่ต้องการส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ‘Healthier, Longer, Better Lives’ลูกค้าเอไอเอเตรียมวอร์มร่างกายให้พร้อม ซื้อบัตรได้ก่อนใครและรับสิทธิพิเศษใกล้ชิดนักเตะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ชิดติดขอบสนาม ติดตามรายละเอียดได้เร็ว ๆ นี้ ที่เฟซบุ๊ก AIA Thailand: www.facebook.com/Thailand.AIA

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

6 กลยุทธ์ทำอย่างไรเมื่ออยู่กับงานที่ไม่ชอบ

30/04/2024

กลยุทธ์ที่เรากำลังจะแนะนำกันต่อจากนี้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ชอบในงานที่ตัวเองกำลังทำอยู่ แทนที่คุณจะมานั่งใจลอยไปวันๆ ลองปรับชีวิตของคุณให้เข้ากับที่ทำงานดู แล้วคุณจะรู้ว่าเราสามารถมีชีวิตที่ดีในงานที่น่าเบื่อได้ 1. เริ่มจากทำความรู้จักกับเพื่อนรอบๆ ตัว หากงานมันน่าเบื่อ ลองค้นหาผู้คนในที่ทำงานที่จะช่วยให้ชีวิตของคุณดีขึ้น เพราะหลายครั้งคนเลือกที่จะอยู่กับงานที่น่าเบื่อ ด้วยการแลกเอากับการที่มีเพื่อนร่วมงานที่ดีแทน ลองเปิดใจแล้วทำความรู้จักกับคนรอบๆ ตัวดู ไม่แน่คุณอาจจะพบว่างานที่น่าเบื่อกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อได้ทำงานร่วมกับเพื่อร่วมงานที่ดีก็เป็นได้ 2. หัดเป็นคนคิดบวก หากงานที่คุณกำลังทำมันน่าเบื่อมาก ให้คุณลองหันไปใส่ใจในองค์ประกอบเล็กๆ แทน ให้มองหาข้อดีของงานที่กำลังทำอยู่นี้ มองหามุมมองด้านบวกให้กับทุกอย่างที่คุณกำลังทำ หากงานไม่ดีแต่บริษัทไม่ได้แย่ไปหมดซะทุกอย่าง หาด้านบวกที่อยู่ในบริษัทให้เจอ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น 3. มองไปที่สิ่งที่คุณจะไปต่อ แม้ว่างานที่ทำอยู่วันนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคาดหวัง แต่คุณต้องมองให้ออกว่าเส้นทางต่อไปของคุณคืออะไร หากคุณกำหนดบทบาทที่คุณจะไปต่อเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วละก็ คุณก็จะมีวิธีจัดการกับงานน่าเบื่อที่ต้องทำอยู่ตอนนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะคุณรู้ว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ทำไปเพื่อคุณจะได้ไปต่อ 4. กดปุ่มความอดทนของคุณ ไม่มีใครได้อะไรอย่างที่ใจต้องการตลอดเวลา หากคุณกำลังเบื่อถึงขีดสุด ก็ได้เวลาที่คุณจะต้องทำการกดปุ่มความอดทนของคุณกันแล้ว ทุกอาชีพจะมีช่วงเวลาในการเติบโตแตกต่างกันไป ตอนนี้มันอาจจะยังไม่ใช่เวลาของคุณ อดทนเอาไว้แล้วเมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะดีเอง 5. เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ควรทำ หลักจากที่เราได้เรียนรู้แล้วว่าอะไรคือประสบการณ์เชิงบวกที่เราต้องทำ ตอนนี้ก็ได้เวลาที่เราจะทำการเรียนรู้ประสบการณ์เชิงลบกันบ้าง เพราะหลักจากที่เราได้เรียนรู้เรื่องราวเชิงลบแล้ว มันจะทำให้เราสามารถเลือกได้อย่างถูกต้องได้ว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ 6. มองหาสิ่งที่คุณควรจะได้จากบริษัท บางทีคุณอาจไม่รักงานของคุณที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ แต่กลับพบว่าสิ่งที่บริษัทมอบให้นั้นกลับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก คุณอาจจะใช้สิ่งดีๆ ที่บริษัทพร้อมจะมอบให้ อย่างโปรแกรมสนับสนุนด้านการศีกษา หรือโปรแกรมสนับสนุนการรักษาพยาบาล และด้านอื่นๆ ที่จะเติมเต็มความต้องการของคุณได้ หาให้เจอแล้วความน่าเบื่อของงานจะลดลง ดังนั้นแทนที่จะมานั่งซึมเศร้ากับความน่าเบื่อของงาน ลองเปิดใจด้านบวกแล้วมองหาเรื่องราวดีๆ คบหากับคนดีๆ ที่อยู่ในบริษัทดู แล้วคุณจะรู้ว่าเรื่องบางเรื่องเวลามันช่วยเราได้จริงๆ ที่มา: forbes แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับsmartsmehttps://www.smartsme.co.th/content/250122

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

สรุปประเด็นไฮไลต์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดกับผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway

30/04/2024

สรุปประเด็นไฮไลต์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตอบคำถามผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway – ความทรงอิทธิพลของเงินดอลลาร์สหรัฐ, ความพิเศษของ Apple, โอกาสลงทุน VI, วิฤตธนาคาร, การกระจายความเสี่ยงดีจริงหรือ ? ปัญญาประดิษฐ์ไม่สู้ปัญญามนุษย์ และอื่น ๆ Berkshire Hathaway (เบิร์กเชียร์ แฮทะเวย์) บริษัทโฮลดิงระดับโลกที่มี วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนระดับตำนานของโลกเป็นประธานและซีอีโอ ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2023 และประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2023 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไตรมาสแรกของปี 2023 Berkshire Hathaway มีผลประกอบการดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีรายได้รวมในไตรมาสแรก 35,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) หักต้นทุนการดำเนินงานแล้วมีรายได้จากการดำเนินงาน 8,065 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 273,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นประมาณ 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YOY)วอร์เรน บัฟเฟตต์ และชาร์ลี มังเกอร์/ ภาพจากวิดีโอของ CNBCหลังเปิดเผยรายงานผลประกอบการ วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 92 ปี พร้อมด้วยมือขวา ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) รองประธาน Berkshire Hathaway วัย 99 ปี ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงในการตอบคำถามนักลงทุน ซึ่งนับว่าน่าทึ่งสำหรับคนวัยนี้ แถมคุณปู่บัฟเฟตต์ยังเริ่มต้นการพูดคุยกับนักลงทุนอย่างอารมณ์ดีโดยพูดล้อเล่นไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษด้วยว่า Berkshire Hathaway ก็มี “คิงชาร์ลส์” เป็นของตัวเอง ซึ่งหมายถึงคู่หู ชาร์ลี มังเกอร์ ของเขานั่นเอง  ตามการรายงานของ CNBC บอกว่า แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้จะมีความผันผวนเกิดขึ้นในตลาดและมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซีอีโอของ Berkshire Hathaway ได้สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนโดยการตอบคำถามน้ำเสียงที่สงบและนิ่ง  แต่การที่บัฟเฟตต์นิ่งไม่มีอาการกังวล ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เห็นความวุ่นวายที่กำลังจะมาถึง เขากล่าวถึงสภาวะปัจจุบันและแนวโน้มในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์อาจต้องต่อสู้กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น ธนาคารอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ส่วนเศรษฐกิจภาพใหญ่นั้น บัฟเฟตต์ตั้งข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจชะลอตัวลง และ Berkshire Hathaway อาจจะมีรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า  อย่างไรก็ตาม นักลงทุนระดับตำนานเจ้าของฉายา “นักพยากรณ์แห่งโอมาฮา” (The Oracle of Omaha) คนนี้ยังมองโอกาสของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investing) ในแง่ดีมากขึ้น  นี่คือสรุปไฮไลต์บางส่วนจากสิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับชาร์ลี มังเกอร์ กล่าวกับนักลงทุนในวันนั้น “เงินสดไม่ใช่ขยะ” อย่างที่หลายคนคิด บัฟเฟตต์เฝ้าดูการหมุนเวียนของสกุลเงิน ซึ่งเขาเรียกมันว่าเป็น “หนึ่งในตัวเลขที่น่าสนใจที่สุด” และเขาไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า “เงินสดเป็นขยะ” บัฟเฟตต์ชี้ให้มองว่า งบดุลของธนาคารกลางสหรัฐเพิ่มขึ้นจาก 800,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ และส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบธนบัตร 100 ดอลลาร์ ซึ่งแพร่กระจายอยู่ในระบบเศรษฐกิจ นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าเงินสดไม่ใช่ขยะ  “ใครก็ตามที่คิดว่าเงินสดเป็นขยะ ควรดูงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ”  “มันเป็นเรื่องน่าตะลึงที่ธนบัตรมูลค่า 100 ดอลลาร์แพร่กระจายออกไป … เชื่อผมเถอะว่าเงินสดไม่ใช่ขยะ”REUTERS/ Rachel Mummeyไม่มีสกุลเงินไหนจะโค่น “ดอลลาร์สหรัฐ” ลงจากการเป็นเป็นสกุลเงินสำรองของโลก บัฟเฟตต์กล่าวว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่เงินดอลลาร์สหรัฐจะถูกปลดลงจากบัลลังก์การเป็นสกุลเงินสำรองของโลกในเวลาอันใกล้นี้ แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับ “เพดานหนี้สาธารณะ” ที่อาจส่งผลต่อสถานะนี้ก็ตาม  “เราเป็นสกุลเงินสำรอง (ของโลก) ผมไม่เห็นตัวเลือกอื่นว่าจะมีสกุลเงินอื่นใดมาเป็นสกุลเงินสำรองแทนที่ได้” บัฟเฟตต์กล่าวว่า ไม่มีใครเข้าใจสถานการณ์หนี้สาธารณะดีเหมือนเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) แต่เขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่รับผิดชอบนโยบายการคลัง  บัฟเฟตต์กล่าวอีกว่า เป็นการยากที่จะเตรียมพร้อมสำหรับการขยายเพดานหนี้และผลกระทบที่จะเกิดต่อสกุลเงินดอลลาร์สหรฐ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจทางการเมือง  ด้านคุณปู่ชาลี มังเกอร์ เปรียบเทียบการจัดการหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นว่าญี่ปุ่นจัดการหนี้สาธารณะได้ดี อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากสหรัฐ และสกุลเงินของญี่ปุ่นก็ไม่ใช่สกุลเงินที่ใช้เป็นเงินสำรองของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก “ผมชื่นชมญี่ปุ่นมาก … แต่ผมไม่คิดว่าเราควรพยายามเลียนแบบ” มังเกอร์ชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ภายในประเทศส่วนใหญ่ของญี่ปุ่น ในขณะเดียวกันก็สังเกตเห็นถึงภาวะชะงักงันของเศรษฐกิจ “ในญี่ปุ่น ทุกคนต้องอดทนและรับมือให้ได้ แต่ในอเมริกา พวกเราพร่ำบ่น [รัฐบาล]” มังเกอร์กล่าวเสริมวอร์เรน บัฟเฟตต์ และชาร์ลี มังเกอร์/ ภาพจากวิดีโอ CNBC Apple เป็นธุรกิจที่ดีที่สุดที่ Berkshire Hathaway ถือหุ้นอยู่ บัฟเฟตต์พูดถึง Apple ซึ่ง Berkshire Hathaway ถือหุ้นอยู่เกือบ ๆ 6% ว่า Apple เป็นธุรกิจที่แตกต่าง และเป็นธุรกิจที่ดีที่สุดในบรรดาธุรกิจที่ Berkshire Hathaway ถือหุ้นอยู่  “หลักเกณฑ์ของเราสำหรับ Apple นั้นแตกต่างจากธุรกิจอื่นที่เราเป็นเจ้าของ – บังเอิญว่ามันเป็นธุรกิจที่ดีกว่าทุกธุรกิจอื่น ๆ ที่เราเป็นเจ้าของ” บัฟเฟตต์กล่าว  บัฟเฟตต์กล่าวว่า Apple อยู่ในโพสิชั่นที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือ iPhone และคนกลุ่มเดียวกันนี้ยอมจ่ายเงิน 35,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการซื้อรถคันที่สอง และถ้าพวกเขาต้องเลือกระหว่างเลิกใช้รถคันที่สองหรือเลิกใช้ iPhone พวกเขาก็จะทิ้งรถคันที่สอง ซึ่ง Berkshire Hathaway ไม่มีโปรดักต์อื่นที่มีคุณสมบัติแบบนี้  และเขากล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจผิดพลาดขายหุ้น Apple ออกไปบางส่วนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธนาคารอาจจะยังมีปัญหาต่อไป แต่ผู้ฝากเงินไม่ต้องกังวล บัฟเฟตต์คาดว่าปัญหาในภาคการธนาคารจะยังดำเนินต่อไป แต่เขากล่าวว่าผู้ฝากเงินไม่ควรกังวลเกี่ยวกับเงินฝากในธนาคาร  บัฟเฟตต์ฟาดแรงต่อกรณี First Republic Bank ซึ่งถูกซื้อกิจการโดย First Republic Bank เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังจากที่ถูกหน่วยงานกำกับดูแลเข้าพิทักษ์ทรัพย์ นับเป็นการล้มของธนาคารครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่ปี 2008 และเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ หลังจากการล่มสลายของ Silicon Valley Bank และ Signature BankREUTERS/ Rachel Mummeyเขากล่าวว่า ควรมีการลงโทษกรรมการและผู้บริหารธนาคารที่ต้องรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการที่ผิดพลาด อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ฝากเงินสามารถมั่นใจได้ว่าเงินฝากในธนาคารนั้นปลอดภัยเพราะมีการรับประกันจากรัฐ  และบัฟเฟตต์ยังกล่าวตำหนิหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐว่า การชี้แจงแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนในเรื่องนี้ “แย่มาก” เขาบอกว่าไม่ควรมีคนจำนวนมากมายขนาดนี้ที่เข้าใจผิดว่า บรรษัทรับประกันเงินฝากของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FDIC) และรัฐบาลสหรัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ธนาคารล้ม และการแห่ถอนเงินของผู้ฝากเงิน บางทีการกระจายความเสี่ยงก็นำมาซึ่งความเสี่ยงเสียเอง ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) กล่าวว่า การกระจายการลงทุนกลายเป็นกฎมาตรฐานในการลงทุนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ก็มีบางอย่างที่ผู้ศึกษาด้านการลงทุนไม่ได้ให้ความสนใจมากพอ  เขาบอกว่า บางทีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนก็เป็น “deworsification” คือ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ไม่ดีแล้วนำมาซึ่งความเสี่ยงเสียเอง “สิ่งไร้สาระอย่างหนึ่งที่สอนกันในการศึกษาในมหาวิทยาลัยสมัยใหม่คือการลงทุนในหุ้นสามัญนั้นจำเป็นต้องมีการกระจายความเสี่ยงให้มากเข้าไว้”   “นั่นเป็นความคิดที่บ้า” มังเกอร์บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีโอกาสที่ดีมากมายที่สามารถระบุเจาะจงได้ง่าย ๆREUTERS/ Rachel Mummeyโอกาสในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) มาจากการที่คนอื่นทำเรื่องโง่ ๆ บัฟเฟตต์กล่าวว่า นักลงทุนเน้นโดยนักลงทุนเน้นคุณค่า จะมีโอกาสทำเงินเมื่อคนอื่นตัดสินใจผิดพลาด  “สิ่งที่เปิดโอกาสให้คุณคือการที่คนอื่นทำเรื่องโง่ ๆ” เขากล่าว “ใน 58 ปีที่เราบริหาร Berkshire มา ผมบอกได้เลยว่า มีคนที่ทำเรื่องโง่ ๆ เพิ่มขึ้นมาก และพวกเขาก็ทำเรื่องโง่ ๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ด้วย” บัฟเฟตต์กล่าว  ถึงอย่างนั้น มังเกอร์กล่าวว่า นักลงทุนเน้นคุณค่าควรสบายใจที่จะทำกำไรได้น้อยลง เพราะในยุคนี้มีการแข่งขันมากขึ้น แต่เขาก็กล่าวว่ายังมีโอกาสอีกมากอยู่ในมือของคนฉลาดที่พยายามชิงไหวชิงพริบกัน  แต่บัฟเฟตต์เสริมว่า คนพวกนั้นพยายามชิงไหวชิงพริบกันในเวทีที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องกระโดดเข้าไป เขากล่าวอีกว่า โลกกำลังให้ความสนใจกับเรื่องระยะสั้นมากเกินไป “ผมอยากเกิดในยุคนี้ และออกไปลงทุนด้วยเงินที่ไม่มากเกินไป และหวังว่าจะเปลี่ยนมันเป็นเงินจำนวนมากได้ และชาร์ลีก็เช่นกัน” บัฟเฟฟต์กล่าว ซึ่งตีความได้ว่าเขาอยากเริ่มลงทุนในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงกว่าในยุคที่เขาเริ่มต้น  แต่มังเกอร์บอกว่า ไม่ชอบ “ความเป็นไปได้” ที่ความมั่งคั่งของตัวเองจะหดเล็กล การลงทุนในญี่ปุ่นยังไม่สิ้นสุด บัฟเฟตต์ลงทุนในบริษัทญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ในช่วงครบรอบวันเกิดอายุ 90 ปีของเขา ซึ่งทั้ง 5 บริษัทเป็นบริษัทเทรดดิ้ง (ธุรกิจซื้อมาขายไป) ชั้นนำของญี่ปุ่น ได้แก่ Mitsubishi Corp. (มิตซูบิชิ), Mitsui (มิตซุย), Itochu Corp. (อิโตชู), Marubeni (เมรุเบนิ) และ Sumitomo (ซูมิโตโม)  เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา บัฟเฟตต์บอกว่าเขาเพิ่มการลงทุนในบริษัทเหล่านี้ ทำให้มีสัดส่วนการถือหุ้นแต่ละบริษัท 7.4% และเขาได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อแสดงการสนับสนุนธุรกิจที่เขาถือหุ้นอยู่ด้วย  “เราจะมองหาโอกาสต่อไป” บัฟเฟตต์กล่าวกับผู้ถือหุ้นในบริษัทของเขา  นอกจากนั้น Berkshire Hathaway ยังมีการออกตราสารหนี้เสนอขายในญี่ปุ่นด้วย ซึ่งตอนนี้ Berkshire Hathaway เป็นผู้กู้จากต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นREUTERS/ Rachel Mummey“ปัญญาประดิษฐ์” ไม่สู้ “ปัญญามนุษย์” ชาร์ลี มังเกอร์ แสดงความกังขาเกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ แม้ขาจะยอมรับว่ามันจะเปลี่ยนโฉมหน้าของหลาย ๆ อุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว “เราจะได้เห็นโลกนี้มีหุ่นยนต์มากขึ้น” มังเกอร์กล่าว “โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยเชื่อในโฆษณาที่เกินจริงบางอย่างในศักยภาพของ AI ผมคิดว่าปัญญาแบบเดิม ๆ ก็ทำงานได้ดีทีเดียว”  ด้านวอร์เรน บัฟเฟตต์ แชร์มุมมองว่า แม้ว่าตัวเขาเองคาดหวังว่า AI จะ “เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในโลก” แต่เขาไม่คิดว่ามันจะดีกว่าสติปัญญาของมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องรู้เทคนิคของธุรกิจที่ลงทุน หากเข้าใจปัจจัยแวดล้อม และไม่หยุดเรียนรู้ บัฟเฟตต์กล่าววว่า ตัวเขาเองอาจจะไม่สามารถเรียนรู้เรื่องทางเทคนิคของธุรกิจได้ แต่มันก็ไม่จำเป็น ขอเพียงเข้าจัยปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเรียนรู้ต่อไป  เขาตัวอย่างการลงทุนใน Apple ว่า “ผมไม่เข้าใจโทรศัพท์เลย แต่ผมเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค”  บัฟเฟตต์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าธุรกิจที่ดีสามารถกลายเป็นธุรกิจที่ไม่ดีได้อย่างไร หรือมีอะไรที่ดึงดูดความสนใจได้หรือไม่  เขากล่าวว่าทีมของเขาไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ แต่สามารถกำหนดและตัดสินสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น ราคาควรเป็นอย่างไร และอะไรเป็นภัยคุกคามต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจ  “เราไม่ได้ฉลาดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่เรา … ค่อย ๆ ฉลาดขึ้นทีละนิด ตามวันเวลาที่ล่วงเลยไป” บัฟเฟตต์กล่าว แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net /world-news/news-1285516

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X