Everyday knowledge for you
ห้องแสดงนิทรรศการ
22/05/2026
“A Journey Without a Map” นิทรรศการกลุ่มที่ได้แรงบันดาลใจจาก นวนิยายคลาสสิกเรื่อง "The Wonderful Wizard of Oz"นิทรรศการกลุ่ม “A Journey Without a Map” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวใน “The Wonderful Wizard of Oz” นวนิยายคลาสสิกโดย L. Frank Baum ที่เล่าถึงเด็กหญิงธรรมดาชื่อโดโรธี ผู้ถูกพายุไซโคลนพัดออกจากบ้านไปสู่ดินแดนออซ (Oz) อันไม่คุ้นเคย การเดินทางของเธอไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจ หากเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่นเดียวกับหลายช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์ที่เรามักถูกพัดออกจากเส้นทางเดิมโดยไม่ทันตั้งตัวWalking in the shoesบนถนนอิฐสีเหลือง โดโรธีได้พบกับหุ่นไล่กา หุ่นกระป๋อง และสิงโต ทั้งสามร่วมออกเดินทางไปกับเธอด้วยความหวังว่าจะได้รับบางสิ่งจากพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ แต่ระหว่างทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ความกลัว และความไม่แน่นอน พวกเขาค่อย ๆ ค้นพบว่าคำตอบที่ตามหาอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง หากแต่อยู่ภายในตัวของพวกเขาเองWatcherนิทรรศการนี้ออกแบบประสบการณ์ให้ผู้ขมได้เป็นเสมือนโดโรธี ผู้ถูกพายุไซโคลนพัดพาออกจากโลกเดิม และก้าวเข้าสู่การเดินทางที่ไม่อาจคาดเดา สู่โลกที่ถูกสร้างขึ้นจากจินตนาการและมุมมองเฉพาะตัวของศิลปินทั้ง 10 คน ซึ่งแต่ละคนได้ตีความ “การพลัดหลงจากเส้นทาง” ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งการหลงทางในโลกภายนอก และการเดินทางภายในจิตใจของตนเองในโลกที่เรามักถูกสอนให้ต้องมีคำตอบ ต้องมีเป้าหมาย และต้องเดินไปในทิศทางที่ “ถูกต้อง” นิทรรศการนี้ชวนให้ผู้ชมเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้หลงทาง ได้ลองผิดพลาด และตั้งคำถามโดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด เพราะบางครั้ง การเดินออกนอกแผนที่อาจทำให้เราได้เห็นตัวเองชัดเจนยิ่งกว่าการเดินตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น เกี่ยวกับศิลปิน • ศิลปินทั้ง 10 ที่มาร่วมแสดงผลงานในนิทรรศครั้งนี้ได้แก่ ANO., Bakumbaa, give.me.museums, Keng Jeans, Little theater, meltboy, Pi-near, RomanticRaiPoet, Tangent และ Thani1. ANO.ANO. (อะโนะ) หรือเป็นที่รู้จักในนาม เนะ - อโณทัย นิรุตติเมธี ผลงานของ ANO. ได้รับอิทธิพลจากลายเส้นและความรู้สึกเหนือจริง (Surrealism) ที่หลั่งไหลออกมาจากจิตใต้สำนึกของเธอและแรงบันดาลใจ กับความเชื่อรอบตัว แม้ตัวงานของอะโนะจะมีความขี้เล่น สนุก และสดใสแต่เธอมักมีความหมายต่างๆที่ซ่อนอยู่ ANO เชื่อมั่นและมักบอกกับตัวเองและคนอื่นเสมอว่า “เราไม่ต้องกลัวอะไร ขอแค่กล้าลงมือทำเพราะความผิดพลาด อาจเป็นจุดเริ่มต้นขอไอเดียใหม่ได้เสมอ”ANO.2. BakumbaaBakumbaa หริอ ดนัย เสนีเสาวลักษณ์ เป็นนักออกแบบ Art Toy ที่ใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองมาสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่าง แปลกแยก หรือความไม่เข้าพวกที่เกิดจากการที่เราถูกโยนไปอยู่ในที่ ๆ เราไม่คุ้นเคย ผู้คนที่เราไม่รู้จัก ทำให้มีความรู้สึกเหมือนเราเป็น ‘สัตว์ประหลาด’ เป็นตัวประหลาดที่ไม่เข้าพวก BakumbaaBakumbaa ได้คิดและออกแบบคาแรคเตอร์ที่เป็นเหมือนตัวแทนของความรู้สึกเหล่านี้โดยตั้งชื่อว่า “บาบ้า” (Babaa) สิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ดันพลัดหลงจากถิ่นอาศัยของเขามายังโลก ทำให้เขากลายเป็น ‘สัตว์ประหลาด’ ในสายตาของสิ่งมีชีวิตบนโลกตัวอื่น ๆ เจ้า ‘บ้า’ จึงเปรียบเสมือนเด็กน้อยที่ต้องพยายามเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตพร้อมฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญในโลกใบนี้ ทำให้เขาได้ตั้งเผ่าของตัวเองขึ้นมาโดยให้ชื่อว่า “บาคุมบ้า” (Bakumbaa) ด้วยความหวังว่าสักกวันหนึ่ง เขาจะได้เจอเพื่อนหรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นเหมือนเขาและอยู่ร่วมกันได้3. give.me.museumsคนธรัตน์ เตชะไตรศร หริอ give.me.museums ถ่ายทอดเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ผ่านผลงานสีสันสดใส เน้นอารมณ์และเรื่องราวของภาพมากกว่าความเหมือนจริง ชื่นชอบการทำงานฝีมือ ไม่มีเทคนิคที่ตายตัว สนุกกับการทดลองเทคนิคและวัสดุใหม่ ๆ ถนัดทำงานที่ต้องใช้คู่สีเยอะ ๆ มีความสุขตอนได้ทดลองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ และนำเสนองานต่าง ๆ รักการทำงานศิลปะตั้งแต่เด็ก มีผืนผ้าใบผืนแรกเป็นกำแพงห้องนอนของตัวเองgive.me.museumsผลงานของ give.me.museums เป็นที่รู้จักผ่านภาพดอกไม้และทิวทัศน์ที่มีสีสันสดใส ให้ความสำคัญกับอารมณ์และบรรยากาศของภาพมากกว่าการยึดติดกับความเหมือนจริง ผลงานส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์ร่วมกับจินตนาการของศิลปิน เอกลักษณ์คือการทิ้งรอยทีแปรงและเนื้อผิวของการทับซ้อนกันของชั้นสีอะคริลิกจำนวนมาก และการจบงานในลักษณะ ‘unfinished finish’ ภาพมักไม่ได้ถูกผสมสีให้เรียบเนียนบนจานสี แต่เกิดจากการมอง ผสม และทับซ้อนกันโดยตรงบนผืนผ้าใบ มีคู่สีที่หลากหลายในภาพเดียว4. Keng Jeansนนทกร วชิรโกสีย์ หรือ Keng Jeans ผลงานภาพวาดจิตรกรรม สไตล์ Pop Surrealism (เหนือจริง) ที่ถ่ายทอดเกี่ยวกับความทรงจำในวัยเด็ก สะท้อนความคิด และตัวตนของตัวศิลปิน ที่ผ่านตัวละครตุ๊กตาหมีที่ทุกคนจดจำได้ในผลงานของเขาKeng Jeans5. Little theatreอรรถกานท์ จ้อยศิริ หรือ Little theatre ผลงานของเธอถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสิ่งธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวันด้วยมุมมองเฉพาะตัวของเธอเอง ผ่านสีกวอชสีสันสดใสที่เปี่ยมชีวิตชีวา ภาพของเธอชวนให้ผู้ชมได้ตีความ และหันกลับมาพิจารณาสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวอีกครั้ง ว่าภายใต้ความธรรมดาที่เรามองเห็นนั้น อาจซ่อนความพิเศษไว้มากกว่าที่คิดLittle theater6. meltboyณัฐวุฒิ มีทรัพย์ทอง หรือ meltboy เป็นผู้ออกแบบคาแรคเตอร์เด็กผู้ชายใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ ไม่มีปากหากแต่สามารถสื่อความหมายด้วยดวงตาที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้แทนการพูดmeltboy7. Pi-nearแพร-ณิชาพร จิรพงศานานุรักษ์ หรือ พิแน (Pi-near) เธอทำงานภายใต้แนวคิดของ “การสังเกต” ที่ใช้การเลือกสรรและทดลองทำเพื่อขยายความสิ่งตรงหน้าที่แสนธรรมดาให้มีความหมายที่กว้างขึ้นผ่านภาพวาด รวมถึงการจัดวางองค์ประกอบอย่างละเมียดละไมเพื่อบันทึกช่วงเวลาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน บทสนทนาเงียบ ๆ ความทรงจำ ผู้คน ความเปลี่ยนแปลง และอารมณ์ที่มักถูกมองข้ามPi-nearงานของพิแนมีรากฐานจากประสบการณ์ส่วนตัว การเดินทาง และการพบปะผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม เธอสนใจประเด็นเรื่องความทรงจำ การเติบโต การเปลี่ยนผ่าน และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างวัยและต่างบริบท งานจำนวนมากของเธออยู่ในรูปแบบสิ่งพิมพ์และงานเขียน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เรื่องเล่าค่อย ๆ คลี่คลายผ่านภาพและถ้อยคำ8. RomanticRaiPoetภาพจำของเขาคือกวีหนุ่มในชุดสีชมพูที่ในบางวันก็ตกหลุมรักสีดำแบบถอนตัวไม่ได้ ความอบอุ่นที่ดูอันตรายดึงดูดใจเขาเสมอ จึงเป็นที่มาของนามปากกา “โรแมนติกร้าย” วินบอกรักโลกใบนี้ผ่านบทกวีสีชมพู บทเพลง และงานศิลปะหลากหลายแขนง เขาชอบบันทึกรอยยิ้มและความเหงาของผู้คนที่พบเจอระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพ นิวยอร์ก ปารีส หรือตอนที่ติดพายุอยู่ในสนามบินสักแห่งRomanticRaiPoet9. Tangentแทน ชวินพล หรือ TANGENT ผลงานโดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างประติมากรรม สื่อผสม และงานออกแบบคาแรกเตอร์ โดยมักใช้พื้นผิวที่มีความเงาคล้ายคริสตัลหรือวัสดุสะท้อนแสง เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวละครของเขา ผลงานหลายชิ้นถูกพัฒนาเป็น Art Toy และของสะสม ซึ่งสะท้อนการเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่มีอารมณ์ ความรู้สึก และจินตนาการเฉพาะตัวTangent10. Thaniธนิดา ปานบ้านแพ้ว หรือ Thani ผลงานของเธอถ่ายทอดประสบการณ์ ความเครียด และแรงกดดันที่ค่อย ๆ สะสมอยู่ภายในใจ ผ่านภาพของเด็กหญิงในชุดสีขาวที่หลับตา เปรียบเสมือนตัวแทนของเธอผู้พยายามหลบหนีจากความเจ็บปวดของโลกความเป็นจริง และเลือกพักพิงอยู่ในพื้นที่แห่งความฝัน ความฝันจึงกลายเป็นฉากกำบังที่อ่อนโยน และช่วยบดบังความจริงอันโหดร้ายของโลกภายนอกThaniนิทรรศการ "A Journey Without a Map" เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2569 ที่ RCB Galleria 1 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อกA Journey Without a Mapแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ pptvhd36https://www.pptvhd36.com/travel/thailand/273738
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
22/05/2026
มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม นี้ เป็นครั้งแรกที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) ใช้เจ้าภาพร่วมถึง 3 ประเทศ และใช้สนามแข่งขันมากถึง 16 แห่งหนึ่งความพิเศษ คือ การเตรียมพิธีเปิดการแข่งขัน ซึ่งจัดขึ้นใน 3 ประเทศอีกด้วย โดยมีเมืองที่ใช้ในพิธีเปิดสังเวียนฟาดแข้งครั้งนี้ ได้แก่ เม็กซิโก ซิตี้, ลอสแอนเจลิส และ โทรอนโตชวนมาทำความรู้จัก 3 เมือง 3 สไตล์ สำหรับเมืองพิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026 ในแง่มุมของการท่องเที่ยวเม็กซิโก ซิตี้ (Photo: Edgar Soto)เม็กซิโก ซิตี้ (Mexico City) ประเทศเม็กซิโกเมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก นับเป็นหัวใจของวัฒนธรรมละตินอเมริกา ความสำคัญของเมืองแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมของเม็กซิโก หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา ที่สร้างบนอดีตเมืองหลวงของจักรวรรดิแอซเท็ก (Aztec) หนึ่งในอารยธรรมโบราณที่สำคัญของทวีปอเมริกาฟุตบอลโลกครั้งนี้เมืองหลวงเม็กซิโกมีประเด็นที่กลายเป็นสถิติใหม่อีกด้วย เพราะพิธีเปิดจัดขึ้นใน “สนาม อัซเตก้า สเตเดี้ยม” สนามระดับตำนานแห่งเดียวในโลกที่ได้เป็นสถานที่จัดพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกถึง 3 สมัย (ปี ค.ศ.1970, 1986 และ 2026) โดยสนามอัซเตก้า น่าจะเป็นที่จดจำได้แม่นจากบรรดาแฟนๆฟุตบอลโลกเจน X ขึ้นไป เพราะเป็นสนามที่ “ดีเอโก้ มาราโดน่า” ตำนานกองหน้าทีมชาติอาร์เจนติน่า ใช้ "หัตถ์พระเจ้า" กระโดดใช้มือปัดลูกบอลเข้าประตูในนัดที่เจอกับทีมชาติอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1986 นั่นเองจัตุรัสโซกาโล (Photo: Luis Andr?s Villal?n Vega)เม็กซิโก ซิตี้ ในด้านเอกลักษณ์ของการท่องเที่ยว เป็นเมืองที่ผสมผสานอารยธรรมโบราณกับความเป็นเมืองสมัยใหม่ มีทั้งโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ สตรีตฟูด และศิลปะ สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เช่นย่านจัตุรัสโซกาโล (Zocalo): จัตุรัสใจกลางเมือง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกยูเนสโก สำหรับใครที่ชื่นชอบย่านเมืองเก่า เดินชมสถาปัตยกรรมย้อนยุค ชมมหาวิหารเม็กซิโกซิตี้ (Metropolitan Cathedral) และเทมโปลมายอร์ (Templo Mayor) อันเป็นซากวิหารของชาวแอซเท็กย่านโคโยอาคัน (Photo: Jakub Porzycki/Getty Images)พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติ (National Museum of Anthropology):นักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์และอารยธรรมต้องปักหมุด ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในสวนสาธารณะชาปุลเตเปก (Chapultepec Park) พิพิธภัณฑ์มีขนาดใหญ่และมีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศ เป็นแหล่งรวมวัตถุโบราณของชนเผ่ามายาและแอซเท็กไว้มากที่สุดในโลกย่านโคโยอาคัน (Coyoacan): ย่านประวัติศาสตร์และศูนย์กลางศิลปะสุดคลาสสิก ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านสีน้ำเงิน หรือ พิพิธภัณฑ์ฟรีดา คาห์โล (Museo Frida Kahlo) จิตรกรชื่อดังระดับโลกชาวเม็กซิกัน และมีตลาดพื้นเมืองที่เต็มไปด้วยงานฝีมือและสตรีทฟู้ดน่าลิ้มลอง โดยเฉพาะ “ทาโก้” สไตล์เม็กซิกันแท้ๆที่ไม่ควรพลาดพิพิธภัณฑ์ฟรีดา คาห์โล (Photo: Francesca Yorke)ลอสแอนเจลิส (Los Angeles) สหรัฐอเมริกาเมืองใหญ่ที่หลายคนรู้จักกันในนาม “แอลเอ” (LA) เป็นนครแห่งแสงสีและสวรรค์ของความบันเทิงในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับสมญาว่า “City of Angel” ชาวไทยคุ้นเคยกับเมืองนี้เป็นอย่างดีแม้ไม่เคยมาเยือนก็ตาม เพราะต้องผ่านสายตามาจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ความบันเทิง และวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับโลกมากมายในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดนตรีสีสันของแอลเอยามค่ำคืน (Photo: Venti Views)ลอสแอนเจลิส ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก และจะเป็นเจ้าภาพ “Olympics 2028” อีกด้วย มาเยือนแล้วก็ต้องแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เช่นป้ายฮอลลีวูด (Hollywood Sign + Hollywood Hills): ป้ายขนาดยักษ์แลนด์มาร์กอันดับหนึ่งของลอสแอนเจลิส เหมาะกับการเริ่มต้นทำความรู้จักเมือง เพราะจะเห็นวิว LA แบบภาพยนตร์ฮอลลีวูดจริงๆ มีเส้นทางเดินขึ้นเขาให้เหล่านักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลิน โดยสิ่งที่น่าสนใจ เช่น จุดถ่ายรูป Griffith Observatory ที่เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมโดยเฉพาะช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก หรือบรรยากาศยามค่ำคืนป้ายฮอลลีวูด (Photo: Roberto Nickson)ท่าเรือซานตาโมนิกา (Santa Monica Pier): จุดหมายสุดโรแมนติก ชายหาดและท่าเรือสุดคลาสสิกของชาวแอลเอ และยังเป็นหนึ่งในโลเคชั่นภาพยนตร์เรื่อง La La Land ในฉากที่น่าจดจำเมื่อตัวละครเซบาสเตียน (ไรอัน กอสลิง) เดินผิวปากและร้องเพลง "City of Stars" ที่ท่าเรือแห่งนี้ บริเวณรอบๆยังมี Pacific Park ชิงช้าสวรรค์ จุดสิ้นสุด Route 66 ให้เดินเล่นริมทะเล โดยเฉพาะช่วงเย็นที่มีบรรยากาศดีมากSanta Monica Pier (Photo: Venti Views)สวนสนุกยูนิเวอร์แซล (Universal Studios Hollywood): สวนสนุกและสตูดิโอภาพยนตร์ระดับโลกที่ใดจะสมจริงมากไปกว่าสถานที่ต้นกำเนิดฮอลลีวูด ที่นี่จึงเหมาะมากสำหรับคนชอบหนัง เกม และวัฒนธรรมบันเทิงอเมริกัน ที่มีให้ตื่นตาตื่นใจไปกับเรื่องราวจากโลกภาพยนตร์ดัง ไม่ว่าจะเป็น Harry Potter, Jurassic World, Transformers เป็นต้นสีสันของแอลเอยามค่ำคืน (Photo: Venti Views)โทรอนโต (Toronto) ประเทศแคนาดามหานครที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา และหนึ่งในเมืองพหุวัฒนธรรมที่สำคัญของโลก โดยมีประชากรหลากหลายเชื้อชาติมากที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินของแคนาดา และเป็นภาพแทนของแคนาดาสมัยใหม่ ส่วนเอกลักษณ์ด้านท่องเที่ยวก็โดดเด่นในแง่ความเป็นเมืองสะอาด ปลอดภัย และเดินทางได้สะดวกซีเอ็น ทาวเวอร์ (CN Tower):แลนด์มาร์กอันดับหนึ่งของเมือง หอคอยสูงตระหง่านที่เห็นได้แทบทุกมุมในโทรอนโต เป็นจุดชมวิวสูงมองทั้งเมืองได้แบบ 360 องศา มีจุดพื้นกระจก Glass Floor กับ EdgeWalk เดินรอบหอคอยแบบหวาดเสียวสำหรับใครที่ไม่กลัวความสูง และยังมองเห็นวิวทะเลสาบ Ontario อันงดงามจากมุมสูงเกาะโทรอนโต (Toronto Islands): เกาะพักผ่อนยอดนิยมของคนเมือง นั่งเรือเฟอร์รีไม่ไกลจากย่านดาวน์ทาวน์ ใช้เวลาเพียง 15 นาที เป็นจุดที่สามารถมองเห็นเมืองโทรอนโตจากฝั่งเกาะ ชาวเมืองนิยมไปปั่นจักรยาน ปิคนิก เดินเล่นริมทะเลสาบ อิ่มใจไปท่ามกลางธรรมชาติราวกับเป็นอีกโลกCN Tower มุมมองจากเกาะโทรอนโต (Photo: Wisson Pj)ย่านดิสทีลเลอรี (Distillery District): ย่านเก่าที่ให้อารมณ์แบบยุโรป นับเป็นย่านสวยที่สุดของเมืองเต็มไปด้วยอาคารอิฐแดงโครงสร้างสถาปัตยกรรมยุควิกตอเรีย คาเฟ่ ร้านอาหาร คาเฟ่ และแกลเลอรี เหมาะแก่การไปเดินเล่นถ่ายรูป คาเฟ่ฮอปปิง โดยเฉพาะถ้าใครไปในช่วงคริสต์มาส ก็มีตลาดคริสต์มาสชื่อดังย่านดิสทีลเลอรี (Photo: Julio C?sar Mercado)น้ำตกไนแองการา (Niagara Falls): น้ำตกชื่อดังระดับโลกไม่ได้อยู่ในโทรอนโต แต่ก็เดินทางแบบเดย์ทริปได้ ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ โดยฝั่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุดคือ Horseshoe Falls ฝั่งแคนาดาใน Ontario ซึ่งเห็นวิวโค้งของน้ำตกได้อลังการ โดยการเดินทางจากโทรอนโต ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง–2 ชั่วโมง เท่านั้น โดยสาร “รถไฟ GO Train” ออกจาก Union Station จุดหมายปลายทางไปยัง Niagara Falls Stationน้ำตกไนแองการา (Photo: Rikin Katyal)แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000048316
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
22/05/2026
เอไอเอ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านประกันชีวิตและสุขภาพ จัดงานสัมมนา AIA Health Club Conference 2026 ภายใต้แนวคิด “Here for the Future สู่สมดุลใหม่ที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกและมุมมองของระบบประกันสุขภาพยุคใหม่ ครอบคลุมทั้งมิติของลูกค้า โรงพยาบาล และตัวแทนประกันชีวิต พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และแนวทางการเตรียมความพร้อมขององค์กร ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนระบบประกันสุขภาพของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนคุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำด้านการประกันชีวิตและสุขภาพ เอไอเอเล็งเห็นถึงความท้าทายที่ลูกค้าและตัวแทนต้องเผชิญจากการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพ ทั้งในด้านโครงสร้างค่าใช้จ่าย การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เปลี่ยนไป พร้อมกันนี้ เรายังเห็นโอกาสในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อยกระดับความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพไทยให้ครอบคลุมและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านความคุ้มครองและบริการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริหารต้นทุนสุขภาพของประชากรในระยะยาว โดยหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงการรักษาที่เกินความจำเป็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบประกันสุขภาพในอนาคต อีกทั้งโครงสร้างประชากรของไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีความต้องการการดูแลด้านสุขภาพที่มากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ความต้องการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย” คุณเอกรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบัน แนวคิดเรื่องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว (Longevity) ได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะที่สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลพื้นฐานของภาครัฐอาจยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ เมื่อผนวกกับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการทำประกันสุขภาพมากยิ่งขึ้น เอไอเอจึงมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพไทย ผ่านแนวคิด ‘4Rs’ ได้แก่ 1. Right Product การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต 2. Right Service การดูแลลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนเข้ารับการรักษา ระหว่างการรักษา จนถึงหลังการออกจากโรงพยาบาล 3. Right Claim การพัฒนากระบวนการเคลมให้สะดวก โปร่งใส ลดความซับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพ 4. Right Treatment at the Right Place การส่งเสริมให้ลูกค้าเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม ในสถานพยาบาลที่เหมาะสม และในเวลาที่เหมาะสม ผ่านโรงพยาบาลในโครงการ AIA Smart Networkโดยในงานได้มีการแชร์มุมมองผ่านการเสวนาวิชาการ เพื่อให้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้นจากการแชร์บทเรียนของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มบริษัทเอไอเอ โดยผู้บริหารมากประสบกาณ์ เพื่อเป็นแนวทางให้คนไทยได้นำมาเตรียมตัวและปรับใช้อย่างเหมาะสม คุณเอกรัตน์กล่าวทิ้งท้ายว่า “เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสานต่อบทบาทผู้นำด้านประกันชีวิตและสุขภาพ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของประเทศให้แข็งแกร่งและยั่งยืน พร้อมสนับสนุนให้คนไทยสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพและเข้าถึงความคุ้มครองได้อย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ตามพันธกิจของเอไอเอ “Healthier, Longer, Better Lives”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
21/05/2026
พันธบัตรคือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือบริษัทต่างๆ เพื่อระดมทุน• นักลงทุนสามารถซื้อพันธบัตรได้ในตลาดแรก (ซื้อโดยตรง) หรือตลาดรอง (ซื้อขายระหว่างนักลงทุน)• พันธบัตรมีความเสี่ยง แม้จะต่ำกว่าสินทรัพย์อื่น แต่ราคาอาจผันผวน• การเลือกอายุพันธบัตรให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญ• กลยุทธ์ Ladder Strategy ช่วยกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในพันธบัตรหลายช่วงอายุทุกการลงทุนมีความเสี่ยง… แต่ถ้าอยากเสี่ยงต่ำ สิ่งแรกที่คนมักนึกถึง คือ พันธบัตร นักลงทุนผู้มั่งคั่งมักจัดพอร์ตโดยมีพันธบัตรเพื่อบริหารความเสี่ยง แต่ล่าสุดมีข่าวว่าเกิดการเทขายครั้งใหญ่ จน Bond Yields หรือผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง ราคาพันธบัตรจะลดลงจนบางคนเรียกว่าขาดทุนจากพันธบัตร ถ้าซื้อพันธบัตรยังเสี่ยงขาดทุน ทำไมคนรวยยังต้องมีสิ่งนี้ในพอร์ต ถ้าเพิ่งเริ่มต้นลงทุนในพันธบัตรต้องทำยังไง หาคำตอบได้ในบทความนี้ พันธบัตรคืออะไรพันธบัตร คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐซึ่งจะใช้ระดมทุนเพื่อพัฒนาประเทศ โดยภาครัฐจะเสนอ “ดอกเบี้ย” ให้กับผู้ที่ซื้อพันธบัตร เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดจะคืนเงินต้นให้สรุปแบบให้เข้าใจง่ายคือ ใครซื้อพันธบัตรถือเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล คนเลยมองว่าความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ถือว่าต่ำมาก (ขึ้นอยู่กับว่าลงทุนกับประเทศไหน)พันธบัตรรัฐบาลมีให้เลือกหลายแบบ และมีหลายประเทศให้เลือก เช่น สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น เยอรมัน รวมถึงประเทศไทย ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ออกพันธบัตรรัฐบาล, หรือในบางช่วงอาจมีการออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รูปแบบหลักๆ คือ จะมีการกำหนดระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ยต่อปีให้อย่างชัดเจน เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยที่ 2.49% ต่อปี (เฉลี่ย) เป็นต้นแน่นอนว่า การซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ ในกรณีถือครองจนครบอายุ จะได้เงินต้นคืน ดังนั้นแม้ว่าระหว่างทางราคาจะเปลี่ยนไปทางไหน ผู้ที่ซื้อพันธบัตรไปยังได้เงินคืนนั่นเอง (ยกเว้นกรณีผิดนัดชำระหนี้) ดังนั้นพันธบัตรรัฐบาล อาจเหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือ อยากได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและแน่นอนนอกจากนี้ สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ออกตราสารหนี้ได้ แต่บริษัทต่างๆ ก็สามารถออกได้เช่นกัน โดยเรามักเรียกว่า หุ้นกู้ ซึ่งจะระบุระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจน แต่ระดับความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับ อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ตัวอย่างเช่น หุ้นกู้อันดับ AAA มีความเสี่ยงต่ำสุดในการจัดอันดับ ส่วนอันดับ B มีความเสี่ยงสูงกว่าซื้อพันธบัตรได้ที่ไหน?ตลาดแรก (Primary Market)คือการซื้อพันธบัตร “ออกใหม่ครั้งแรก” และซื้อจากผู้ออกพันธบัตรโดยตรง เช่น รัฐบาลหรือหน่วยงานที่ออกพันธบัตร ในประเทศไทย นักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลทั่วไป สามารถจองและซื้อได้ที่ธนาคารพาณิชย์มักเริ่มต้นที่ 1 - 1,000 บาท/หน่วย ซึ่งพันธบัตรแต่ละรุ่นอาจมี เงื่อนไขเฉพาะ หรือ การจำกัดวงเงินการซื้อ ขึ้นอยู่กับผู้ออกพันธบัตร ข้อดีของการซื้อพันธบัตรตลาดแรกคือ ซื้อในราคาหน้าตั๋วตลาดรอง (Secondary Market)คือการซื้อขายพันธบัตร “ที่ออกขายมาแล้ว” ระหว่างนักลงทุนด้วยกันเอง ไม่ได้ซื้อจากผู้ออกโดยตรง ส่วนมากมักเป็นการขายก่อนครบกำหนดสัญญา ซึ่งราคาพันธบัตรจึงเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ขึ้นอยู่กับราคาตลาดหรือการตกลงซื้อขาย สามารถซื้อผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตข้อดีคือ ตลาดรองราคาจะยืดหยุ่นกว่า, มีโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้ เช่น กรณีการซื้อต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว, ถ้าต้องการสภาพคล่องก็อาจขายออกได้เทคนิคการลงทุนในพันธบัตรในโลกการลงทุน คนรวยมักจัดพอร์ตให้มี พันธบัตรหรือตราสารหนี้ (Bond) อยู่เสมอ เพื่อกระจายความเสี่ยงหรือเพื่อเป้าหมายส่วนตัวที่วางไว้ จากรายงาน Wealth Report ประจำปี 2566 พบว่า กลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสุทธิสูงพิเศษ (UHNWIs) มี Bond อยู่ในพอร์ตเฉลี่ยถึง 17%แต่ถึงพันธบัตรจะดูมีความเสี่ยงต่ำกว่าสินทรัพย์อื่นๆ แต่ก็มีความเสี่ยงหรืออาจขาดทุนได้เช่นกัน อย่างใครซื้อพันธบัตรไว้ แต่เกิดร้อนเงินต้องขายในตลาดรองช่วงที่ราคาตกก็อาจขาดทุนได้ดังนั้นปัจจัยอะไรบ้างที่เราต้องนำมาวางแผนก่อนซื้อพันธบัตร Thairath Money สรุปข้อมูลที่น่าสนใจจาก บล. หยวนต้ามาให้แล้ว 1. เลือกอายุพันธบัตรที่เหมาะกับเป้าหมายของชีวิต• อายุ 1-3 ปี: เหมาะสำหรับเป้าหมายระยะสั้น เช่น เก็บเงินดาวน์บ้าน, เงินก้อนสำหรับแต่งงาน เป็นต้น• อายุ 5-10 ปี: เหมาะสำหรับการออมเพื่อการศึกษาบุตร• อายุ 15-20 ปี: เหมาะสำหรับการออมเพื่อเกษียณ2. ก่อนซื้อประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ• AAA, AA: ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนปานกลาง• A, BBB: ความเสี่ยงปานกลาง ผลตอบแทนสูงขึ้น• ต่ำกว่า BBB: ความเสี่ยงสูง ควรศึกษาอย่างละเอียดนอกจากนี้ยังแนะนำกลยุทธ์สำคัญคือ Ladder Strategy คือ ไม่ซื้อพันธบัตรอายุยาวเพียงตัวเดียว แต่กระจายซื้อพันธบัตรหลายอายุ เช่น ซื้ออายุ 2 ปี, 5 ปี, และ 10 ปี เมื่อพันธบัตรอายุสั้นครบกำหนด ก็นำเงินไปซื้อพันธบัตรอายุยาวใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่จะเกิดขึ้นระหว่างทางพันธบัตร เป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ แต่ทุกการวางแผนการเงินต้องเริ่มที่ตัวเราเสมอว่า เป้าหมายต้องการอะไร จะลงทุนไปเพื่ออะไร จะใช้เงินในช่วงเวลาไหน ถ้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะทำให้เราจัดพอร์ตได้ตรงใจมากขึ้นแน่ๆอ้างอิงข้อมูล SET, บล.หยวนต้า, CIMBT, KTB, KBank, บล.บัวหลวงแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/investment/stocks/2933967
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
21/05/2026
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยภาพรวมธุรกิจประกันภัยไทย ประจำปี 2568 พบว่า ธุรกิจประกันภัยไทยทั้งระบบ (บริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัยประมาณ 70 แห่ง) ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง ที่มีความผันผวนโดยมีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวมทั้งระบบจำนวน 969,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.17 แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับตรงธุรกิจประกันชีวิต 676,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.62 และเบี้ยประกันภัยรับตรง ธุรกิจประกันวินาศภัย 292,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.17 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของระบบประกันภัยในการเป็นกลไกสำคัญบริหารความเสี่ยงของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศสำหรับภาพรวมธุรกิจประกันชีวิต ปี 2568 เมื่อพิจารณาตามประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับตรงสูงสุด พบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ ประกันชีวิตสามัญ (Ordinary) จำนวน 402,807 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ (Rider Health) จำนวน 135,083 ล้านบาท ประกันชีวิตแบบกลุ่ม จำนวน 41,861 ล้านบาท ประกันชีวิตควบ การลงทุน (Unit Linked) จำนวน 41,374 ล้านบาท และประกันบำนาญ (Annuity) จำนวน 21,494 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ประชาชนให้ความสำคัญ กับการวางแผนสุขภาพ การออมระยะยาว และการลงทุนควบคู่ความคุ้มครองมากยิ่งขึ้นทั้งนี้ ธุรกิจประกันชีวิตยังมีผลิตภัณฑ์ที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) เติบโตร้อยละ 15.48 สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ (Rider Health) เติบโตร้อยละ 12.36 และประกันบำนาญ (Annuity) เติบโตร้อยละ 10.18 ขณะที่เบี้ยประกันภัยปีต่ออายุ (Renewal Year Premium) ยังคงมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 72 ของเบี้ยประกันภัยรวม สื่อให้เห็นว่าประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับการมีหลักประกันความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจประกันชีวิต ปี 2568 มีกำไรสุทธิ จำนวน 74,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.57 จากปีก่อน โดยเป็นผลจากผลการรับประกันภัยและรายได้ จากการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 4.49 ล้านล้านบาท โดยยังคงลงทุน ในพันธบัตรรัฐบาลเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 61 ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด สะท้อนถึงเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงิน ของธุรกิจประกันชีวิตไทยขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัย เมื่อพิจารณาประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีเบี้ยประกันภัยรับตรงสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ จำนวน 142,952 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล จำนวน 31,771 ล้านบาท ประกันภัยเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับทรัพย์สิน (IAR & Property) จำนวน 30,315 ล้านบาท ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) จำนวน 20,648 ล้านบาท และประกันสุขภาพ จำนวน 19,419 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าประกันภัยรถยนต์ยังคงเป็นกลุ่มประกันภัยที่มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยสูงที่สุดของธุรกิจประกันวินาศภัย โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ขณะที่ประกันสุขภาพและ ประกันอุบัติเหตุมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การเตรียมความพร้อมรองรับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิดในชีวิตประจำวันมากขึ้นนอกจากนี้ ธุรกิจประกันวินาศภัยยังคงเติบโตจากความต้องการความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประกันสุขภาพ (Health) ที่เติบโตร้อยละ 19.75 ประกันภัยการเดินทาง (Travel) เติบโตร้อยละ 15.49 และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (Accident AH) เติบโตร้อยละ 6.76 ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการความคุ้มครองด้านประกันภัยมีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน จำนวนกรมธรรม์ใหม่ของธุรกิจประกันวินาศภัยเพิ่มขึ้นเป็น 80.55 ล้านกรมธรรม์ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.08 ด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2568 มีกำไรสุทธิ จำนวน 11,677 ล้านบาท แม้ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 25.20 แต่ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง โดยมีสินทรัพย์ลงทุนรวม จำนวน 350,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 0.68 และยังคงเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง อาทิ พันธบัตรรัฐบาล เงินฝาก และหุ้นกู้ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจประกันภัยไทยในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพและความสามารถในการปรับตัวของ ภาคธุรกิจประกันภัยไทย ท่ามกลางความเสี่ยงและบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงาน คปภ. จะมีการกำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาระบบประกันภัยไทยให้มีความมั่นคง โปร่งใส และสามารถตอบสนองความต้องการด้านความคุ้มครองของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) ที่มุ่งยกระดับ ระบบประกันภัยไทยให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศในระยะยาวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ ซีเคว้ล ออนไลน์https://www.sequelonline.com/?p=205193
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
21/05/2026
MOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ “ICONOSTASIS: No Masters, No Icons” รวบรวม 8 ศิลปินนานาชาติและไทย ตอกย้ำคุณค่าของงานศิลปกรรมที่เกิดจากทักษะและฝีมือในยุคปัญญาประดิษฐ์ จัดแสดง ชั้น G โถงเอเทรียม และห้องนิทรรศการชั่วคราว 1, 2 และ 3 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569MOCA BANGKOK ภูมิใจนำเสนอ ICONOSTASIS: No Masters, No Icons นิทรรศการสำคัญที่รวบรวมศิลปินนานาชาติ 4 คน และศิลปินไทย 4 คน เพื่อนำเสนอคำถามร่วมสมัยในยุคปัญญาประดิษฐ์ว่า เมื่อภาพถูกผลิตได้แทบจะทันทีจากข้อความคำสั่ง งานศิลปกรรมที่อาศัยการฝึกฝนและการลงมือทำจริงยังมีน้ำหนักอย่างไรในสายตาสังคม จัดแสดง ชั้น G โถงเอเทรียม และห้องนิทรรศการชั่วคราว 1, 2 และ 3 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569MOCA BANGKOK ตอบคำถามนี้ด้วยนิทรรศการ ICONOSTASIS ซึ่งรวบรวมศิลปินนานาชาติ 4 ท่านและศิลปินไทย 4 ท่าน เพื่อยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ความชำนาญที่แท้จริง ไม่อาจถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ได้นิทรรศการใช้ชื่อ ICONOSTASIS มาจากคำว่า Iconostasis ผนังภาพไอคอนในโบสถ์คริสต์ตะวันออก ซึ่งทำหน้าที่กั้นพื้นที่ของผู้ร่วมพิธีออกจากเขตศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับผนังศักดิ์สิทธิ์ที่ยกย่องบุคคลสำคัญทางศาสนา ICONOSTASIS จึงเลือกยกย่องศิลปินร่วมสมัยผู้ผ่านการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ และมี อัตลักษณ์ทางทัศนศิลป์ที่ชัดเจน ได้แก่ มู พัน (Mu Pan) ศิลปินไต้หวัน-อเมริกัน อเลสซานโดร ซิโอลเดอร์ (Alessandro Sicioldr) จากอิตาลี สเตฟาน บลองเกต์ (Stéphane Blanquet) จากฝรั่งเศส กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck) จากเบลเยียม รวมถึง กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง อานนท์ เลิศพูลผล และ สุวัฒน์ บุญธรรมภายในนิทรรศการนำเสนอผลงานจิตรกรรมมากกว่า 120 ชิ้นจากคอลเลกชันส่วนตัวในประเทศไทย พร้อมผลงานใหม่ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษโดยศิลปินทั้ง 8 ท่าน จุดเด่นของนิทรรศการคือ ผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall) ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า เป็นผลงานร่วมของศิลปินทั้งแปด เหนือผลงานดังกล่าวจะจัดแสดงจิตรกรรมขนาดเล็กจำนวน 56 ชิ้นจากศิลปินรุ่นใหม่ของไทย ซึ่งคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศ การจัดวางแบบไล่ระดับขึ้นนี้สื่อถึงการสืบทอดความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น ในฐานะขนบที่ยังคงมีชีวิตอยู่ศิลปะหลังยุคปัญญาประดิษฐ์ตลอดสามปีที่ผ่านมา การสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์จากข้อความคำสั่งกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง เพียงพิมพ์คำไม่กี่คำ ภาพ เสียง และแนวคิดจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นได้แทบจะทันที เทคโนโลยีเรียนรู้ต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้นจากการใช้งานของผู้คน และค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมสมัย ทั้งในฐานะเครื่องมือ และทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ความเป็นผู้สร้างสรรค์ในวันนี้หมายถึงอะไรบางคนมองสิ่งนี้เป็นภัยคุกคาม แต่เวย์น ทร็อบ (Wayn Traub หรือ Director Jacq) ภัณฑารักษ์ของ ICONOSTASIS กลับมองเห็นโอกาส “ในช่วงที่เทคโนโลยีภาพถ่ายถือกำเนิดขึ้น การวาดภาพเหมือนจริงย่อมถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง แต่ศิลปินที่แข็งแรงพอเลือกปรับตัว และศิลปะสมัยใหม่จึงเกิดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ภัณฑารักษ์ และศิลปิน ผู้พัฒนาแนวคิดนิทรรศการนี้ร่วมกับนักสะสม คุณอุเทน พัฒนานิพล “สิ่งที่ดูเหมือนวิกฤตในวันนั้นกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยน เราเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้เกิดสิ่งเดียวกัน คือทำให้งานที่ผลิตซ้ำตามสูตรค่อย ๆ จมหายไป และทำให้ศิลปินตัวจริงต้องพัฒนาภาษาและวิธีทำงานของตนเองต่อไป”ศิลปินใน ICONOSTASIS คือผู้ที่อยู่แถวหน้าของความเปลี่ยนผ่านนี้ พวกเขาสั่งสมความชำนาญจากการทำงานจริงมาเป็นเวลานาน จนความชำนาญนั้นค่อย ๆ กลายเป็นภาษาเฉพาะตัว ภาษาแบบที่ไม่ต้องอธิบายมาก แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นของใคร เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดจากทางลัด หากเกิดจากความกล้าในการยืนอยู่กับงานของตัวเอง การทบทวนตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการลองผิดลองถูกอย่างไม่ยอมแพ้ ผลงานจึงยืนยันตัวเองได้ด้วยคุณภาพ และยังคงเติบโตต่อไปเวย์น ทร็อบ กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางกระแสของงานภาพสำเร็จรูปที่ไร้ตัวตน ซึ่งกำลังจะหลั่งไหลเข้ามา งานศิลปกรรมที่อาศัยฝีมือและมีเอกลักษณ์จะยิ่งมีคุณค่ามากกว่าเดิม นี่คือปรมาจารย์รุ่นใหม่ที่ทำให้คำว่า ‘ฝีมือ’ กลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง”เกี่ยวกับนิทรรศการ ICONOSTASIS เริ่มจากความคิดที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงมาจากความชำนาญ และความชำนาญนั้นเกิดจากการฝึกฝนที่ยาวนานบนฐานของขนบ หัวใจของนิทรรศการคือ Iconostasis wall ผนังผลงานขนาดใหญ่ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า ผู้ชมจะเดินผ่านผนังนี้เพื่อเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงด้านใน เหมือนการเดินผ่าน “ประตู” ที่พาเราเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ถัดจากการเลียนแบบ ไปสู่สิ่งที่ศิลปินค่อย ๆ สร้างขึ้นเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน ผลงานของนักศึกษาจำนวน 56 ชิ้นที่จัดวางอยู่ด้านบนคือภาพของความตั้งใจและความต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ที่กำลังฝึกมือ เดินตามรอยของแนวทางที่ส่งต่อกันมา นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นจากผลงานในคอลเลกชันส่วนตัวสองชุด ที่ถูกคัดสรรและสะสมต่อเนื่องมาหลายปี เวย์น ทร็อบ ในฐานะภัณฑารักษ์ติดตามและสะสมผลงานของ มู พัน อเลสซานโดร ซิโอลเดอร์ สเตฟาน บลองเกต์ และ กี สลับบิงค์ มาอย่างยาวนาน ต่อมา ผ่านคุณอุเทน พัฒนานิพล นักสะสมผู้สนใจศิลปะร่วมสมัยไทยแนวฟิกเกอร์ราทีฟ เขาได้พบศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีพลังและความเข้มข้นในระดับเดียวกัน ได้แก่ กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง และ อานนท์ เลิศพูลผล “จากตรงนั้น แนวคิดของนิทรรศการจึงค่อย ๆ ชัดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว “เราอยากให้ศิลปินนานาชาติและศิลปินไทยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นว่า ยังมีศิลปะที่ยืนอยู่ได้ด้วยมือมนุษย์ และด้วยความชำนาญที่ผ่านการทำงานจริง”ศิลปินนานาชาติ• มู พัน (Mu Pan) ไต้หวัน-อเมริกัน • อเลสซานโดร ซิโอลเดอร์ (Alessandro Sicioldr) อิตาลี • สเตฟาน บลองเกต์ (Stéphane Blanquet) ฝรั่งเศส • กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck) เบลเยียมศิลปินไทย • กิตติศักดิ์ เทพเกาะ • ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง • อานนท์ เลิศพูลผล • สุวัฒน์ บุญธรรมพร้อมศิลปินรุ่นใหม่ 56 คน ที่ได้รับคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศไฮไลต์นิทรรศการผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall)หัวใจของนิทรรศการคือ ผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall) ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า ติดตั้งผลงานของศิลปินทั้ง 8 ท่าน เหนือผลงานดังกล่าวจะจัดแสดงจิตรกรรมขนาดเล็กจำนวน 56 ชิ้นของศิลปินรุ่นใหม่ไทย ซึ่งคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศ การจัดวางแบบไล่ระดับขึ้นนี้สื่อถึงการส่งต่อความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น ในฐานะขนบที่ยังคงมีชีวิตอยู่มู พัน (Mu Pan) ศิลปินชาวไต้หวัน-อเมริกันศิลปินที่ได้รับความสนใจอย่างมากบนเวทีนานาชาติ ร่วมแสดงนิทรรศการในประเทศไทยเป็นครั้งแรกใน ICONOSTASIS ผลงานของเขาเป็นภาพเล่าเรื่องที่ละเอียดซับซ้อน วางรายละเอียดแน่น ผสานเทคนิคจิตรกรรมจีนแบบคลาสสิกเข้ากับจินตภาพร่วมสมัย การนำเสนอผลงานของมู พัน ในไทยครั้งนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับนักสะสมและผู้ชมที่ติดตามศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติโอเบลิสก์ไม้สูง 12 เมตร ของ สุวัฒน์ บุญธรรมสุวัฒน์ บุญธรรม นำเสนอประติมากรรมไม้รูปโอเบลิสก์สูง 12 เมตร แกะสลักด้วยมือทั้งชิ้น ใช้เวลาทำงานต่อเนื่องตลอดหนึ่งปี ผลงานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นแก่นของความชำนาญที่เกิดจากเวลา ทั้งวินัย ความอดทน และความละเอียดแม่นยำที่สั่งสมจากการทำงานจริง เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าโอเบลิสก์ชิ้นนี้ ผู้ชมจะสัมผัสได้ทันทีว่า “ฝีมือ” ยังมีน้ำหนักเพียงใด และอดไม่ได้ที่จะถามว่า ปัญญาประดิษฐ์จะสร้างสิ่งที่เกิดจากมือและเวลาลักษณะนี้ขึ้นมาแทนได้จริงหรือไม่ กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck)กี สลับบิงค์ ศิลปินชาวเบลเยียมที่มีการวาดภาพสดภายในพื้นที่จัดแสดงใน 3 สัปดาห์แรกของการจัดการนิทรรศการ บนผืนผ้าใบขนาด 8 x 3 เมตร ผลงานชิ้นนี้พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์การเดินทางในประเทศไทยตลอดสองปีที่ผ่านมา ผู้ชมจะได้เห็นภาพค่อย ๆ เปลี่ยนจากร่องรอยแรกของพู่กันไปสู่ภาพขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตรงหน้า เป็นโอกาสที่หาได้ยากในการได้เห็นกระบวนการทำงานของศิลปินอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ต้นจนจบข้อมูลนิทรรศการ ชื่อนิทรรศการ: ICONOSTASIS: No Masters, No Icons สถานที่: MOCA BANGKOK 499 ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ระยะเวลาจัดแสดง: 8 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569เวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ฯ: 10:00 น. ถึง 18:00 น. (ปิดวันจันทร์) การเข้าชม: รวมอยู่ในบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ปกติแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000046312
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
21/05/2026
ชวนชมความงามสุดอันซีนของ “บ่อกินรี” ที่ซ่อนตัวอยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะสามารถชมได้เพียงครั้งเดียวในหนึ่งปี ในช่วงหน้าแล้งแบบนี้เท่านั้นภาพจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินเฟซบุ๊กเพจ PR กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ภาพความสวยงามของ “บ่อกินรี” ใน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมให้ข้อมูลว่าใครที่กำลังมองหาพิกัดที่เที่ยว Unseen แบบเอ็กซ์คลูซีฟ วันนี้เราขอพาไปทำความรู้จักกับ "บ่อกินรี" แหล่งท่องเที่ยวสุดตระการตาที่ซ่อนตัวอยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่บอกเลยว่าสายรักธรรมชาติห้ามพลาดเด็ดขาด!ภาพจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน1 ปีเห็นได้แค่ครั้งเดียว ความพิเศษสุดๆ ของที่นี่คือ จะเปิดให้ชมความสวยงามและปรากฏโฉมให้เราเห็น เฉพาะในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น! เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำสาละวินลดระดับลง โขดหินและแอ่งน้ำที่ซ่อนอยู่ก็จะเผยความสวยงามออกมา ส่วนในฤดูฝน บ่อจะจมหายลงไปอยู่ใต้ระดับน้ำของแม่น้ำสาละวินปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดล้ำ บ่อกินรีมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำหินปูนธรรมชาติ ที่เกิดจากการรังสรรค์ของการกัดเซาะระหว่างกระแสน้ำและหินมาอย่างยาวนานภาพจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินสระน้ำสีมรกต ไฮไลต์สำคัญคือความสวยงามของแอ่งน้ำใสสีมรกต ท่ามกลางบรรยากาศของโขดหิน ธรรมชาติป่าไม้เขียวขจี และภูเขาที่โอบล้อมอย่างงดงามลงตัวที่มาของข้อมูล: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียงภาพจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000047296
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
18/05/2026
เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน พร้อมยกระดับการตรวจสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเทคโนโลยี Low-dose CT Scan (LDCT) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่มีความไวสูง สามารถตรวจพบความผิดปกติหรือก้อนขนาดเล็กในปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้ยังไม่แสดงอาการ และใช้ปริมาณรังสีต่ำกว่าการทำ CT Scan แบบทั่วไป จึงมีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการตรวจในระยะยาว เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ เอไอเอ ได้ร่วมมือกับ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็น โรงพยาบาลในโครงการ AIA Smart Network จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด การตรวจคัดกรองด้วย Low-dose CT Scan (LDCT) และแนวทางการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม โดยได้รับเกียรติจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งปอด อาทิ แพทย์ระบบทางเดินหายใจ รังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ และแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา ร่วมถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างรอบด้านคุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ศูนย์ศรีพัฒน์เป็นโรงพยาบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงใหม่และประชาชนในภาคเหนือมาอย่างยาวนาน ด้วยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย อีกทั้งยังเป็นโรงพยาบาลในโครงการ AIA Smart Network ที่มีผลงานด้านการดูแลลูกค้าเอไอเออยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศ ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งในการยกระดับคุณภาพการรักษาไปด้วยกัน กิจกรรมในวันนี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพปอด ในนามของเอไอเอจึงอยากส่งเสริมให้คนไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือให้ความสำคัญกับการป้องกันและการตรวจสุขภาพเชิงรุก และเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วย Low-dose CT เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง”กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นการต่อยอดความร่วมมืออย่างต่อเนื่องหลังจากที่เอไอเอและศูนย์ศรีพัฒน์ ฯ ได้ร่วมจัดกิจกรรม Open House แก่พลังตัวแทนและลูกค้าเอไอเอ เพื่อเปิดโอกาสให้เยี่ยมชมศักยภาพด้านสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และการใช้เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยในหลากหลายสาขา โดยความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงเป้าหมายร่วมกันของเอไอเอและศูนย์ศรีพัฒน์ ฯ ในการยกระดับการดูแลสุขภาพของคนไทย จากการตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐานไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นขยายการรณรงค์ด้านการตรวจคัดกรองและการให้ความรู้ด้านสุขภาพไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถลดความเสี่ยงจากโรคร้ายอย่างมะเร็งปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างยั่งยืน ตามพันธกิจของเอไอเอที่ว่า ‘Healthier Longer Better Live – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
15/05/2026
ความสุขเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเงิน แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงิน • ประสบการณ์สร้างความสุขได้ยาวนานกว่าสิ่งของ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและสร้างความทรงจำ • การใช้เงินเพื่อผู้อื่น การให้ และการสร้างคุณค่าให้สังคม ส่งผลดีต่อความสุขมากกว่าการใช้เพื่อตนเอง • การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นผ่านเงินทอง ทำให้ความสุขลดลง • การใช้เงินเพื่อซื้อเวลาและลดภาระงาน ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาวความสุขคืออะไร คำถามนี้อาจดูเรียบง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีคำตอบเดียว เพราะสำหรับแต่ละคน ความสุขมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป บางคนมองว่าความสุขคือความมั่นคงในชีวิต บางคนให้คุณค่ากับอิสรภาพ ขณะที่อีกหลายคนเพียงต้องการความสงบใจในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในสังคมปัจจุบันคือ คนจำนวนมากพยายามเข้าถึงความสุขผ่าน “เงิน” ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านที่ใหญ่ขึ้น รถที่ดีขึ้น หรือการใช้ชีวิตในแบบที่ดูประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดเมื่อเรามีมากขึ้น ความรู้สึกพึงพอใจกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วยArthur Brooks ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “Money doesn’t buy happiness. But you can use money to buy things that lead to happiness.” ประโยคนี้สะท้อนความจริงอย่างชัดเจนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีเงินมากหรือน้อย แต่เป็นเรื่องของ “วิธีการใช้เงิน” ต่างหากประสบการณ์มีค่ามากกว่าสิ่งของงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและจิตวิทยาผู้บริโภคจำนวนมากพบว่า การใช้เงินไปกับ “ประสบการณ์” เช่น การเดินทาง การใช้เวลากับครอบครัว หรือกิจกรรมที่สร้างความทรงจำร่วมกัน สามารถสร้างความสุขได้ยาวนานกว่าการซื้อ “สิ่งของ” อย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลสำคัญคือ สิ่งของมักให้ความพึงพอใจในระยะสั้น เมื่อเวลาผ่านไป ความตื่นเต้นจะลดลงและกลายเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ประสบการณ์กลับมีแนวโน้มที่จะ “ฝังลึก” อยู่ในความทรงจำ และสามารถเรียกกลับมาสร้างความรู้สึกดีได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าArthur Brooks เคยกล่าวไว้ว่า “Experiences become part of who you are. Possessions do not.” กล่าวคือ ประสบการณ์ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เราครอบครอง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเรา ในขณะที่สิ่งของไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ในมุมของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ยังมีการอธิบายเพิ่มเติมว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะ “ปรับตัว” ต่อสิ่งของได้รวดเร็ว หรือที่เรียกว่า hedonic adaptation ทำให้ความสุขจากการซื้อสิ่งใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน ประสบการณ์มักมีความไม่แน่นอน มีเรื่องราว และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์และทำให้ความทรงจำเหล่านั้นยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์ยังสามารถนำไปเล่าต่อ แบ่งปัน และสร้างความหมายร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สิ่งของส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้เมื่อเงินถูกใช้เพื่อการเปรียบเทียบ ความสุขจึงลดลงอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินไม่สามารถสร้างความสุขได้อย่างที่ควรจะเป็น คือการที่มนุษย์มักใช้เงินเพื่อ “เปรียบเทียบ” กับผู้อื่นมากกว่าการตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของตนเอง ในยุคของโซเชียลมีเดีย ชีวิตของคนอื่นสามารถถูกนำเสนอในรูปแบบที่ดูสมบูรณ์แบบได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้มาตรฐานของความสำเร็จและความสุขถูกยกระดับขึ้นโดยไม่รู้ตัว รายได้หรือทรัพย์สินของแต่ละคนจึงไม่ได้ถูกประเมินในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ถูกเปรียบเทียบกับคนรอบข้างตลอดเวลาปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า “relative income effect” ซึ่งอธิบายว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ของตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของตนเองเมื่อเทียบกับผู้อื่น Arthur Brooks ได้เตือนถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “If your happiness depends on being richer than others, you will never be happy.” เพราะในเกมของการเปรียบเทียบ ไม่มีจุดสิ้นสุด และไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงวิธีใช้เงินที่สร้างความสุขอย่างยั่งยืนแม้เงินจะไม่สามารถซื้อความสุขได้โดยตรง แต่การใช้เงินอย่างมีเป้าหมายและมีความเข้าใจสามารถช่วยเพิ่มระดับความสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การใช้เงินเพื่อ “ผู้อื่น” เช่น การให้ การช่วยเหลือ หรือการสร้างคุณค่าให้กับสังคม มีผลต่อความสุขมากกว่าการใช้เงินเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การใช้เงินเพื่อซื้อ “เวลา” เช่น การลดภาระงานบางอย่าง หรือการสร้างสมดุลชีวิต ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว Arthur Brooks สรุปแนวคิดนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “Happiness is not about having more. It’s about wanting less and loving more.” สะท้อนให้เห็นว่า ความสุขไม่ได้เกิดจากการสะสมสิ่งของหรือความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้าใจว่าควรให้คุณค่ากับสิ่งใดในชีวิตไม่ใช่เงินที่ผิด แต่คือวิธีคิดของเราในโลกที่ทุกอย่างดูเหมือนจะวัดกันด้วยตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ทรัพย์สิน หรือความสำเร็จทางวัตถุ การตั้งคำถามว่า “เรากำลังใช้เงินเพื่ออะไร” อาจเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการถามว่า “เรามีเงินเท่าไร” เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ความสุขเป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจในชีวิต และบางครั้ง คำตอบอาจไม่ใช่การมีมากขึ้น แต่เป็นการใช้สิ่งที่มีอยู่…ให้ถูกวิธีมากขึ้น คำถามที่น่าสนใจคือ เราจำเป็นต้องมี “สิ่งของ” เพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของตัวเองในสังคมหรือไม่ การมีมากขึ้น อยู่ในลำดับที่สูงขึ้น หรือได้รับการยอมรับมากขึ้น อาจสร้างความรู้สึกสำเร็จในระยะหนึ่ง แต่สิ่งเหล่านั้นสามารถกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายให้เราหวนกลับไปคิดถึงได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์ของสถานะในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การครอบครองสิ่งของที่มีมูลค่าสูงอาจทำให้บางคนมีความสุข และสำหรับบางคนอาจไม่ใช่คำตอบเลย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “ลำดับความสำคัญของชีวิต” ของแต่ละคน ว่าเราให้คุณค่ากับสิ่งใดมากกว่า ระหว่างภาพลักษณ์ภายนอก หรือความรู้สึกภายในที่ยั่งยืนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2931535
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
15/05/2026
“Dreamers in the Universe” ชวนสำรวจจักรวาลแห่งความฝัน ผ่านตัวละครและจินตนาการของศิลปินร่วมสมัยในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน มนุษย์ทุกคนต่างมี “จักรวาลภายใน” ของตนเองที่ก่อร่างขึ้นจากความฝัน ความทรงจำ และจินตนาการ นิทรรศการ “Dreamers in the Universe” จึงชวนผู้ชมออกเดินทางสู่โลกแห่งความรู้สึกเหล่านั้น ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปิน 10 ท่านภายในนิทรรศการ ผู้ชมจะได้พบกับตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์ที่ล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศ ดำรงอยู่ในภูมิทัศน์เหนือจริง และสะท้อนอารมณ์หลากหลายของมนุษย์ ทั้งความเปราะบาง ความโดดเดี่ยว ความหวัง และความใฝ่ฝันศิลปินที่ร่วมจัดแสดง ได้แก่ Artjeeno, Bakumbaa, LUGOSIS, Munins, PUCKY, SONG, Suntos, Tum Ulit, UnderHatDaddy และ VIN ซึ่งแต่ละคนต่างสร้าง “จักรวาลขนาดย่อม” ผ่านตัวละคร สัญลักษณ์ และเรื่องเล่าเฉพาะตัว เปรียบเสมือนดวงดาวที่เชื่อมโยงกันอยู่ในกาแล็กซีเดียวกันนิทรรศการนี้ไม่เพียงนำเสนอความสนุกสนานของงานคาแรกเตอร์อาร์ต แต่ยังสะท้อนบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในฐานะพื้นที่สำรวจตัวตน ความฝัน และความหมายของการมีอยู่📍 นิทรรศการ “Dreamers in the Universe”🗓 เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569📌 ณ RCB Galleria 2 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อกแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ bltbangkokhttps://www.bltbangkok.com/lifestyle/art-culture/49042/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
09/05/2025
17/06/2025
20/03/2026
30/04/2024
24/09/2024