คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ข่าวการเงิน

เศรษฐกิจแย่ คนไทยงดติดแกลม ลดของหรู เลี่ยงรพ.เอกชน เน้นผ่อนถ้าผ่อนได้

20/07/2026

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่เผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับลดลงต่อเนื่องได้ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายมากขึ้น กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลผ่านผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ บัตรเครดิตกรุงศรี บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส เปิดเผยผลประกอบการปี 2568 ว่ายังคงเติบโตได้ดีกว่าตลาด แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัวในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ 574,000 บัญชี มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวม 396,000 ล้านบาท และปล่อยสินเชื่อใหม่รวม 94,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างรวมอยู่ที่ 143,000 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตทั้งในมิติของปริมาณธุรกรรมและขนาดพอร์ตสินเชื่อในด้านคุณภาพสินทรัพย์ บริษัทสามารถควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน (NPL) อยู่ที่ 1.2% สำหรับพอร์ตบัตรเครดิต และ 2.3% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อผ่อนชำระ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ การติดตามคุณภาพลูกหนี้ และการบริหารพอร์ตสินเชื่อโดยรวม ขณะที่ผลประกอบการโดยรวมเติบโต “เล็กน้อย” เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ยังถือว่าเหนือกว่าทิศทางตลาดในช่วงเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เน้น “คุ้มค่า ตอบโจทย์ และสะดวก”ข้อมูลจากสายงานยุทธศาสตร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึกของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้บริโภคในปี 2568 ปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ “ความคุ้มค่า ความตอบโจทย์ความต้องการครบถ้วน และความสะดวกในการใช้จ่าย”ในเชิงพฤติกรรม ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารระดับพรีเมียมหรือ Fine Dining ปรับตัวลดลง ขณะที่ร้านอาหารจานด่วน (Fast Food) กลับเติบโตถึง 9% สะท้อนการปรับตัวไปสู่การบริโภคที่ประหยัดและเข้าถึงง่ายมากขึ้น เช่นเดียวกับหมวดสินค้าแฟชั่นระดับหรู (Luxury Fashion) ที่ยอดใช้จ่ายลดลง ในขณะที่สินค้าแฟชั่นกระแส (Fast Fashion) ยังคงอยู่ในระดับทรงตัว ไม่เติบโตแต่ไม่หดตัว แสดงให้เห็นถึงการเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้นด้านบริการสุขภาพพบแนวโน้มที่สอดคล้องกัน โดยยอดใช้จ่ายในโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ลดลง ขณะที่โรงพยาบาลรัฐบาลกลับมีการเติบโตของยอดใช้จ่ายถึง 7% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำลง แต่ยังสามารถตอบโจทย์ความจำเป็นพื้นฐานได้ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากกว่าการบริโภคเชิงสถานะหรือความหรูหราเทรนด์ “ผ่อนชำระ” โตต่อเนื่อง สะท้อนการบริหารสภาพคล่องเชิงรุกอีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่โดดเด่นในปี 2568 คือการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านแผนผ่อนชำระสินค้า โดยข้อมูลระบุว่าผู้ถือบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระมีแนวโน้มเลือกใช้การแบ่งจ่ายมากกว่าการชำระเต็มจำนวนในครั้งเดียวพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนการบริหารสภาพคล่องทางการเงินของผู้บริโภคในเชิงรุกมากขึ้น กล่าวคือ แม้ยังคงมีความต้องการใช้จ่ายสินค้าและบริการ แต่ผู้บริโภคเลือกกระจายภาระค่าใช้จ่ายออกไปในระยะยาว เพื่อลดแรงกดดันต่อกระแสเงินสดในระยะสั้น แนวโน้มนี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์สินเชื่อผ่อนชำระในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวในมุมของผู้ประกอบการ การเติบโตของแผนผ่อนชำระถือเป็นทั้งโอกาสในการขยายพอร์ตสินเชื่อ และความท้าทายในการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากต้องรักษาสมดุลระหว่างการตอบโจทย์ลูกค้าและการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกลยุทธ์ “0% OUTLET” ขยายอีโคซิสเต็มการใช้จ่ายในแอปเดียวเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าและความสะดวก กรุงศรี คอนซูมเมอร์ได้เร่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินและโปรโมชันที่สอดคล้องกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเน้นหมวดสินค้าจำเป็น เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต และการเติมน้ำมัน ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์การใช้งานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวฟีเจอร์ “0% OUTLET” บนแอปพลิเคชัน UCHOOSE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักของบริษัท โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนำเสนอแผนผ่อนชำระ 0% ครอบคลุมสินค้าทุกชิ้น ทุกหมวดหมู่ มากกว่า 3,000 รายการ จากพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการได้อย่างยืดหยุ่นและบริหารค่าใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหมวดสินค้าที่ครอบคลุมภายใต้ “0% OUTLET” มีความหลากหลาย ตั้งแต่ทองคำและเครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือและสินค้าไอที เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ แพ็กเกจท่องเที่ยว ไปจนถึงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผู้บริโภคสามารถทำรายการผ่อนชำระได้อย่างสะดวกผ่านแอปพลิเคชัน โดยเพียงเลือกสินค้าและกดทำรายการได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลาการพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวสะท้อนทิศทางการแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ecosystem-based lending” ซึ่งผู้ให้บริการไม่ได้แข่งขันกันเพียงอัตราดอกเบี้ยหรือวงเงิน แต่รวมถึงความสามารถในการผสานสินค้า บริการ และประสบการณ์การใช้งานเข้าด้วยกันในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการทั้งความคุ้มค่า ความสะดวก และความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายอย่างครบวงจรแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับamarintvhttps://www.amarintv.com/spotlight/economy/542111

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

บทเรียนจากโน้ส อุดม : คุณค่าของประกันชีวิตที่มักถูกมองข้าม

20/07/2026

ผู้เขียน : อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทยช่วงนี้สังคมกำลังให้ความสนใจกับกรณีของ “โน้ส อุดม” ที่ออกมาเล่าถึงการถูกคนใกล้ตัวโกงเงินไปจำนวนมาก เรื่องนี้ได้รับความสนใจไม่ใช่เพียงเพราะจำนวนเงินที่ถูกพูดถึง แต่เพราะสะท้อนบทเรียนสำคัญเรื่องการเงินที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ เมื่อเรามีเงิน เงินก้อนนั้นควรถูกวางไว้ที่ไหน ใครเป็นผู้ดูแล ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และเจ้าของเงินสามารถตรวจสอบได้จากระบบต้นทางหรือไม่ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับคนมีชื่อเสียงหรือผู้ที่มีทรัพย์สินจำนวนมากเท่านั้น แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน เพราะในชีวิตจริง เรามักให้ความสำคัญกับการหาเงิน การเก็บเงิน และการลงทุน แต่อาจให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับ “ระบบ” ที่ใช้ดูแลเงินก้อนนั้น ทั้งที่บางครั้ง ระบบอาจเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาเงินได้มากกว่าผลตอบแทนเสียอีกคำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ลงทุนอะไรดีเวลาพูดถึงการเงิน คนจำนวนมากมักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ควรลงทุนอะไรดี” “ผลตอบแทนเท่าไร” หรือ “สินทรัพย์ไหนมีโอกาสเพิ่มมูลค่า” คำถามเหล่านี้สำคัญ แต่ยังมีคำถามพื้นฐานอีกชุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม และในบางสถานการณ์อาจสำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ เงินของเราอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ถือครอง ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และเราสามารถตรวจสอบข้อมูลจากระบบต้นทางได้จริงหรือไม่เมื่อพูดถึงทรัพย์สิน คนเรามักสนใจเรื่องมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการลงทุน มูลค่าตลาด หรือราคาที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ทรัพย์สินที่ดีไม่ควรมีเพียง “ราคา” เท่านั้น ควรมี “ระบบ” รองรับด้วย ระบบในที่นี้หมายถึงกลไกที่ทำให้สินทรัพย์นั้นปลอดภัย ตรวจสอบได้ มีหลักฐานชัดเจน และสะท้อนความเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริงจากการวางใจคนสู่การวางเงินไว้ในระบบหากคิดให้ลึกขึ้น เงินที่ฝากไว้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัว ญาติสนิท หรือคนที่ไว้วางใจมากเพียงใด สุดท้ายแล้วยังเป็นการฝากความหวังไว้กับ “ตัวบุคคล” มากกว่าการฝากไว้กับ “ระบบ” ปัญหาคือ เมื่อเงินไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างที่ตรวจสอบได้ เงินก้อนนั้นอาจกลายเป็นเพียงคำสัญญาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีผู้รับรอง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น อาจไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยตรวจสอบหรือคุ้มครองได้อย่างแท้จริงในทางกลับกัน หากเงินถูกนำเข้าสู่ระบบที่มีโครงสร้าง เช่น ระบบสัญญา ระบบบัญชี ระบบทะเบียน หรือระบบกำกับดูแล เงินก้อนเดียวกันจะเปลี่ยนสถานะจากการ “วางใจคน” ไปสู่การ “อยู่ในระบบ” มีหลักฐาน มีเลขอ้างอิง มีเงื่อนไขชัดเจน มีผู้รับผิดชอบ และเจ้าของเงินสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาบทเรียนจากกรณีของโน้ส อุดม จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีรายได้มากกว่าใคร หรือใครประสบความสำเร็จมากกว่าใคร แต่อยู่ที่คำถามสำคัญกว่า คือ เงินที่หามาได้นั้น ถูกนำไปวางไว้ในระบบที่ปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ทรัพย์สินที่มั่นคง เริ่มจากระบบที่ชัดเจนเมื่อเรายอมรับว่า “ระบบ” เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลเงิน คำถามต่อมาคือ สินทรัพย์ที่เราเลือกถือครองนั้น มีระบบรองรับมากเพียงใด มีหลักฐานยืนยันสิทธิชัดเจนหรือไม่ในยุคที่มีสินทรัพย์ให้เลือกมากมาย ตั้งแต่หุ้น กองทุน ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล คนมักให้ความสำคัญกับผลตอบแทนหรือโอกาสเพิ่มมูลค่า แต่ในวันที่เกิดปัญหา สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นหลักฐาน สัญญา และระบบที่ช่วยยืนยันว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นเป็นของใครสินทรัพย์บางประเภท เช่น บัญชีธนาคาร พันธบัตร หรือประกันชีวิต เป็นสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้สัญญา ระบบ และการกำกับดูแล โดยเฉพาะประกันชีวิต หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงค่าใช้จ่ายหรือเบี้ยที่ต้องจ่ายเป็นประจำ แต่ในความเป็นจริง ประกันชีวิตเป็นสัญญาทางการเงินที่มีผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน มีเงื่อนไขการจ่ายเงินตามกรมธรรม์ มีบริษัทประกันชีวิตเป็นผู้รับผิดชอบตามสัญญา และมีระบบกำกับดูแลรองรับดังนั้น ประกันชีวิตจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคุ้มครองความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งในการจัดระเบียบทรัพย์สิน วางแผนให้เงินถูกส่งต่อไปยังคนที่เราต้องการ และลดความไม่แน่นอนให้กับครอบครัวในวันที่เจ้าของเงินไม่สามารถจัดการเองได้อีกต่อไปท้ายที่สุด บทเรียนจากเรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงการระวังว่าเราจะไว้ใจใคร แต่คือการกลับมาถามว่า เงินและทรัพย์สินของเราถูกวางไว้ในระบบที่ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และมีผู้รับผิดชอบชัดเจนหรือไม่ เพราะความไว้วางใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่เมื่อเป็นเรื่องของเงินความไว้วางใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ประกันชีวิตจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เงินถูกจัดวางอย่างเป็นระบบ มีเงื่อนไขชัดเจน และสามารถส่งต่อไปยังคนที่เราต้องการดูแลได้อย่างมั่นใจแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-2033966

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

คนรักศิลปะห้ามพลาด “Under the Same Sun” นิทรรศการภาพวาดสีน้ำมันโดย “อำนาจ วชิระสูตร”

20/07/2026

ชวนชมนิทรรศการ Under the Same Sun
โดยศิลปิน อำนาจ วชิระสูตร จัดขึ้นวันที่ระหว่างวันที่ 9 กรกฎาคม – 30 สิงหาคม 2569 ณ แกลเลอรี La Lanta ชั้น 2 River City Bangkokท่ามกลางวิถีชีวิตอันเร่งรีบสำหรับคนเมือง การเงยหน้ามองท้องฟ้าและสูดหายใจได้เต็มปอดหรือได้ใช้เวลาขบคิดแล้วจินตนากรต่อ แทบจะเป็นเศษเสี้ยวเวลาที่มีอยู่น้อยนิดในแต่ละวัน ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ในวัยเด็ก ปัจจุบันกลับถูกเติมเต็มด้วยตึกสูง เส้นรถไฟฟ้าที่ขดวนเข้ามาแทนที่ฝูงนกที่กางปีกโผบินได้อย่างอิสระ สิ่งเหล่านี้ล้วนถูก ‘กำหนด’ ขึ้นมาโดยใครบางคนที่เราเลือกไม่ได้Under the Same Sun นิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุดของอำนาจ วชิระสูตร จิตรกรผู้ซึ่งผลงานเป็นที่คุ้นตาในแวดวงงานจิตรกรรมร่วมสมัยของไทย งานนี้จะพาผู้ชมไปสำรวจผลงานภาพวาดสีน้ำมันของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานแบบอิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionist) ผ่านภาพวิวทิวทัศน์ในเชิงนามธรรมหรือแอ็บสแทร็ค (Abstract) และกึ่งนามธรรม (Semi-Abstract) ที่เนรมิตจากพื้นผิวของสีที่ดูแน่นิ่ง เงียบสงัดแต่กลับซ่อนเร้นบางอย่างไว้ได้อย่างคาดไม่ถึงและสื่อถึงอารมณ์ได้มากมาย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชมได้สัมผัสผลงานที่จะปรุงแต่งเรื่องราวบนผืนผ้าใบขึ้นมาใหม่ได้ด้วยตัวเองทว่าสำหรับศิลปินแล้ว บนผืนผ้าใบคือโลกแห่งอุดมคติอันเป็นภาคต่อมาจากชุดผลงานก่อน ภาพเขียนอันเต็มไปด้วยสีสัน ธรรมชาติ และนกน้อยที่ดูไร้เดียงสาเข้ามาแต่งแต้มเรื่องราว แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมในฐานะจิตรกรร่วมสมัย ภาพเขียนของศิลปินที่เงียบสงัดได้กลายสภาพเป็นเสียงให้เราได้ขบคิดและตั้งคำถาม ภายในนิทรรศการนี้ กำแพงสี่ด้านจะทะลายออกไปสู่ความคิดใหม่ไปพร้อมกับสีบนผืนผ้าใบในงานศิลปะเกี่ยวกับศิลปินอำนาจ วชิระสูตร เป็นศิลปินที่เชื่อว่าการวาดภาพเป็นเรื่องของจิตใจและสภาวะภายใน เขาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมด้วยการใช้สีน้ำมันในรูปแบบกึ่งนามธรรม แต่มีมิติที่สะท้อนแสงเมื่อมองจากมุมต่าง ๆ ผลงานของเขาแสดงถึงโลกที่เหนือจริง เป็นการเชื่อมโยงระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก รวมถึงชีวิตและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความซับซ้อนของการรับรู้และอารมณ์ของมนุษย์ศิลปินจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลชนะเลิศการประกวด Thailand Asean Art Award จากฟิลิปมอร์ริส (ปี 1996) และศิลปะร่วมสมัยของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปี 1997)ผลงานของเขาจัดแสดงในนิทรรศการเดี่ยวและนิทรรศการกลุ่ม ณ แกลเลอรีชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ที่กรุงปารีสและกรุงมะนิลา อีกทั้งได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมประมูลมาอย่างต่อเนื่อง ติดตามชมผลงานทาง Instagram: amnaj.vashirasutแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000068041

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

“สะพานเขียว” เดิน วิ่ง ปั่น สุดชิล เชื่อมสวนลุมพินี-สวนเบญฯ

20/07/2026

สะพานเขียวโฉมใหม่อัพเดต “สะพานเขียว” โฉมใหม่ หลังเปิดได้ 2 เดือน เส้นทางสีเขียวกลางเมือง เชื่อมสวนลุมพินี-สวนเบญจกิติ จะเดิน จะวิ่ง หรือปั่นจักรยานก็ชิลสุดๆช่วงนี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง หลายคนนิยมไปออกกำลังกายกันที่สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางเมือง ไม่ว่าจะมาเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก หรือกิจกรรมออกกำลังกายอื่นๆ จะเห็นว่ามีคนมาใช้พื้นที่สวนเป็นจำนวนมาก ทั้งช่วงเช้าและเย็นโดยเฉพาะที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่สุดฮิตอย่าง “สวนลุมพินี” และ “สวนเบญจกิติ” ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เดินทางสะดวกสบาย และยังเป็นปอดใจกลางเมืองกรุงที่พิเศษคือ ทั้งสองส่วนมีจุดเชื่อมต่อกันด้วย “สะพานเขียว” ซึ่งเป็นสะพานยกระดับตัดผ่านชุมชนและแนวถนน ทำให้ผู้คนสามารถสัญจรไปมาระหว่างสองสวนนี้ได้สะดวกสะพานเขียว เชื่อมสวนลุมพินี-สวนเบญฯเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานสะดวกอันที่จริง “สะพานเขียว” นั้นสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 แล้ว เวลาผ่านมาก็มีสภาพเก่าและทรุดโทรม ทำให้ไม่ค่อยมีคนมาใช้งาน อีกอย่างคือสะพานที่มีความยาวกว่า 1.3 กิโลเมตร แต่มีทางขึ้นลงเพียงแค่ 3 จุด และช่วงกลางคืนค่อนข้างเปลี่ยวเพราะไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง จึงทำให้ผู้ที่สัญจรรู้สึกไม่ปลอดภัย และอาจทำให้เกิดอาชญากรรมได้สะพานที่มีอายุกว่า 20 ปี ผ่านการใช้งานและมองเห็นปัญหา จึงมีโครงการปรับปรุงสะพานให้มีสภาพดีขึ้น สามารถตอบโจทย์การใช้งาน และมีความปลอดภัย ยกระดับให้ที่นี่เป็นทางเดินและเส้นทางจักรยานลอยฟ้าที่มีมุมนั่งพักที่ได้มาตรฐาน รวมถึงติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานยิ่งขึ้นล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็ได้มีการเปิดให้ใช้งานสะพานเขียวโฉมใหม่ สามารถใช้สัญจร เดิน วิ่ง และปั่นจักรยานได้แล้วเส้นทางเชื่อมต่อแบบยกระดับน้ำพุใหม่ จุเช็คอินสวนลุมฯสำหรับการปรับปรุง “สะพานเขียว” มีตั้งแต่ การขยายระยะทางเพิ่มขึ้น จากเดิม 1.3 กิโลเมตร เป็น 1.6 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก “สวนลุมพินี” บริเวณประตู 1 ใกล้โซน Dog Park ทอดข้ามถนนวิทยุ ผ่านซอยโปโล ซอยร่วมฤดี โบสถ์พระมหาไถ่ และมัสยิดอินโดนีเซีย แล้วข้ามทางพิเศษเฉลิมมหานครไปยัง “สวนเบญจกิติ” บริเวณทางเข้าทางลอยฟ้าฝั่งสวนป่าโดยบริเวณทางขึ้นสะพานเขียวฝั่งสวนลุมพินี มีการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม มีการสร้างน้ำพุสูง 12 เมตร เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี น้ำพุแห่งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "น้ำพุใหม่ สวนลุมพินี สนับสนุนโดย กลุ่ม บี.กริม" เพื่อให้ประชาชนได้มาพักผ่อนหย่อนใจและชมการแสดงน้ำพุ ช่วยเพิ่มความสวยงามและเป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ของสวนลุมพินีปรับภูมิทัศน์บริเวณสะพานเขียวสะพานเขียวโฉมใหม่สดใสขึ้นส่วนบริเวณใต้สะพานฝั่งสวนลุมพินีอยู่ระหว่างพัฒนาเป็นสวนไม้เลื้อยและปลูกไม้ยืนต้นเพื่อเพิ่มร่มเงา พร้อมปรับปรุงสนามหญ้าให้เป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับประชาชนที่มาใช้สวนสาธารณะ บริเวณเดียวกันนี้ยังจัดให้มีลิฟต์สำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กเล็ก ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้อย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับแนวคิด Universal Design และเป้าหมายการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับทุกคน (Inclusive City)นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังเตรียมปรับปรุงพื้นที่เดิมของสถานีวิทยุกรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่รกร้าง ให้เป็นคาเฟ่สำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly Café) รองรับผู้ใช้บริการ Dog Park ภายในสวนลุมพินี เพิ่มพื้นที่พักผ่อนและสร้างกิจกรรมใหม่ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะได้มากยิ่งขึ้นใช้พื้นผิวแบบ Sport Surface บนเลนจักรยานเชื่อมพื้นที่ให้สัญจรได้สะดวกในส่วนพื้นที่ด้านบนสะพาน มีการเปลี่ยนบันไดที่ชันเป็นทางลาดยกระดับ ปูทางเดินเท้าด้วยหินแกรนิต และการใช้พื้นผิวแบบ Sport Surface ระยะ 500 เมตร บนเลนจักรยาน เพื่อป้องกันการลื่นและดูดซับแรงกระแทกสูง พร้อมลวดลายสีสันสดใส แต่ยังคงเอกลักษณ์สีเขียวตามชื่อสะพานไว้เช่นเดิมรวมถึงการปรับพื้นที่ใต้สะพานย่านซอยโปโล–ร่วมฤดี ให้โปร่ง สะอาด ปลอดภัย สำหรับรองรับกิจกรรมชุมชน ติดตั้งไฟส่องสว่างใหม่และ CCTV เชื่อมศูนย์ควบคุม กทม. ให้สามารถใช้งานได้ปลอดภัยทั้งกลางวันและกลางคืนสะพานยกระดับผ่านชุมชนในเมืองกรุงสะพานเขียวสะพานเขียวสำหรับ “สวนลุมพินี” ถือเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นพระราชมรดกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชทานไว้แก่ชาวพระนคร ปัจจุบันก็ยังคงเป็นสวนสาธารณะกลางกรุงที่มีผู้คนมาใช้บริการเป็นจำนวนมากในแต่ละวันกิจกรรมสุดฮิตของสวนลุมพินี ก็มีตั้งแต่ การเดิน-วิ่ง ในบรรยากาศที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ พื้นถนนลาดยาง รอบใหญ่มีระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร มาเต้นแอโรบิกยามเย็น กิจกรรมสุดฮิตของยุคนี้ สามารถเข้าร่วมได้ฟรี จุดใหญ่ๆ คือบริเวณลานหลังพระบรมรูป ร.๖ และ ลานสวนปาล์ม วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.00-20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 17.00-18.00 น. จะมีผู้นำเต้นหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน รูปแบบการเต้นและแนวเพลงก็มีความหลากหลายใครเป็นคนรักสัตว์ ที่นี่ก็มีน้องแมวมาให้เติมแมวกันด้วย บางตัวดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ เพราะมักจะมีเหล่าทาสแมวแวะเวียนมาดูแล และแมวที่นี่ก็ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลสุขภาพเป็นระยะด้วย และไฮไลต์สัตว์ในสวนลุมฯ ก็คือ เหี้ย (ตัวเงินตัวทอง) เป็นสัตว์เลื้อยคลานคู่สวนลุมฯ และตอนนี้ก็นับว่าเป็นอีกซอฟท์พาวเวอร์ของกรุงเทพฯ เพราะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาที่มาเที่ยวในกรุงเทพฯ แล้วต้องปักหมุดมาที่สวนลุมพินี เพราะอยากจะมาถ่ายรูปน้องสวนลุมพินีพักผ่อนที่สวนลุมพินีส่วน “สวนเบญจกิติ” เป็นสวนสาธารณะใจกลางกรุงฯ ที่อยู่ติดกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีบึงน้ำขนาดใหญ่ และเส้นทางเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานรอบบึงยาวกว่า 2 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับ “สวนป่าเบญจกิติ” มีไฮไลด์คือ เกาะต้นไม้กลางบึงน้ำ นำมาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวสวน ยกรากต้นไม้ให้สูงกว่าระดับน้ำใต้ดิน ทำให้น้ำซึมเข้าสู่ดิน รากต้นไม้สามารถดูดซับน้ำ จึงเจริญเติบโตได้ดี พร้อมทั้งลดการระเหยของน้ำ และช่วยลดอุณหภูมิของพื้นที่รอบๆได้อีกด้วยและยังแบ่งเป็นพื้นที่เส้นทางออกกำลังกายเอาใจคนรักสุขภาพ แบ่งเป็นทางเดิน เส้นทางวิ่ง และเส้นทางจักรยาน โดยมีจุดขายอย่างสกายวอล์ค (Sky Walk) ทางเดินระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ชมธรรมชาติจากมุมสูง เดินออกกำลัง และยังเป็นจุดยอดนิยมของการถ่ายรูปทางเดิน-วิ่ง สวนเบญจกิติโซนสวนป่าเบญจกิติเกาะต้นไม้กลางบึงน้ำเส้นทางเดินวิ่ง และจักรยานแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000068002

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ร่วมงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ชวนคนไทยดูแลสุขภาพและวางแผนอนาคตอย่างมั่นใจด้วยแบบประกันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

18/07/2026

กรุงเทพฯ 18 กรกฎาคม 2569  – เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก นำทัพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินเอไอเอร่วมออกบูธในงาน วันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต พร้อมกิจกรรมสุด Exclusive จาก AIA Vitality และ ALive Powered by AIA ที่มาร่วมให้ความสนุกและสร้างแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพแก่ผู้เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ เอไอเอ ยังได้เตรียมโซลูชันด้านการประกันที่ครอบคลุม ทั้งแบบประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) มาให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกแบบประกันที่ใช่ อาทิ ‘เอไอเอ ไลฟ์ไทม์ อินคัม 9/99 (มีเงินปันผล)’ แบบประกันชีวิตใหม่ล่าสุด ที่มาช่วยสร้างความมั่งคงระยะยาวให้แก่ผู้เอาประกัน ตลอดจนแบบประกันสุขภาพ ‘เอไอเอ เฮลธ์ สตาร์ตเตอร์’ ทางเลือกในการรับความคุ้มครองสุขภาพเพื่อความอุ่นใจในยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ด้วยเบี้ยประกันภัยที่เข้าถึงง่าย เป็นต้นผู้เข้าร่วมงานยังได้รับคำแนะนำจากตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ ที่พร้อมช่วยวางแผนความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ตลอดจนสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัวได้อย่างครบวงจร อีกทั้งยังมาพร้อมกับโปรโมชันและของที่ระลึกสุดพิเศษภายในงานพิเศษ! ในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 พบกับ หมาก ปริญ สุภารัตน์ นักแสดงชื่อดังและ AIA Vitality Ambassador ที่จะมาร่วมสร้างความสนุกและแบ่งปันแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพ รวมถึงการใช้ชีวิตในแบบ Rethink Healthy ตั้งแต่เวลา 14.50 น. เป็นต้นไป พ่วงด้วยกิจกรรม AIA One Billion Day 2026 ที่มาเชิญชวนให้ทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุขภาพที่ดีต่อใจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย คว้ารางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” ติดต่อกันเป็นปีที่ 15

17/07/2026

เอไอเอ ประเทศไทย โดย นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เป็นผู้แทนรับมอบรางวัลอันทรงเกียรติ “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” ซึ่งเอไอเอ ประเทศไทย ได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยในปีนี้ยังครองตำแหน่ง แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย ถึง 2 สาขา ได้แก่ สาขาประกันชีวิต และ สาขาประกันสุขภาพ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่คนไทยมีต่อแบรนด์เอไอเอมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านประกันชีวิตและสุขภาพที่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนาน 88 ปี ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวมาจากผลสำรวจความนิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศกว่า 6,500 ตัวอย่าง นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเอไอเอ ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากความมุ่งมั่นของเอไอเอในการสนับสนุนให้คนไทยและผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่าพันล้านคนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชันด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งการวางแผนชีวิต สุขภาพ และการเงิน อันนำไปสู่ความมั่นคงในระยะยาวสำหรับทุกครอบครัว โดยเอไอเอจะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์คุณค่าและยกระดับประสบการณ์การดูแลลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง ตามพันธกิจ “Healthier, Longer, Better Lives - เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น” สำหรับพิธีมอบรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 จัดขึ้น ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การดำเนินชีวิต

แนะนำ 5 นิสัยยามเช้าของคนที่ประสบความสำเร็จ พัฒนาตัวเองได้ง่ายๆ ทุกวัน

15/07/2026

การสร้างนิสัยยามเช้าที่ดีเพียงเล็กน้อยจะช่วยเปลี่ยนสภาวะจากความเร่งรีบวุ่นวาย ให้กลายเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมายและมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม หากคุณปรารถนาที่จะพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมยามเช้าเพียง 5 ข้อนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับทั้งร่างกายและจิตใจของคุณให้พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าในแต่ละวันรวม 5 นิสัยยามเช้าของคนที่ประสบความสำเร็จ พัฒนาตัวเองได้ง่ายๆ ในทุกวัน1. การสร้างเขตปลอดหน้าจอในชั่วโมงแรกการตื่นมาแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือทันทีคือการหยิบเอาความคาดหวัง ปัญหา และเสียงของคนอื่นเข้ามาไว้ในหัวตั้งแต่ยังไม่ลุกจากเตียง คนที่ประสบความสำเร็จมักจะให้ความสำคัญกับ "ความสงบภายใน" เป็นอันดับแรก โดยการงดเช็คอีเมลหรือโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 30-60 นาทีหลังตื่นนอน เพื่อให้สมองได้อยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายและมีสมาธิ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถกำหนดทิศทางของวันนั้นได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะต้องคอย "ตั้งรับ" กับเรื่องด่วนของคนอื่นที่ถาโถมเข้ามาผ่านหน้าจอ2. การปลุกพลังงานด้วยการขยับร่างกายการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการเข้ายิมอย่างหนักเสมอไป แต่หัวใจสำคัญคือการ "ปลุกระบบเผาผลาญ" และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต การยืดเหยียดร่างกายสั้นๆ การเล่นโยคะ หรือแม้แต่การเดินรับแสงแดดยามเช้าเพียง 10-15 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินและเพิ่มระดับออกซิเจนในสมอง ทำให้คุณรู้สึกตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า และมีความพร้อมในการเผชิญหน้ากับความท้าทายมากกว่าการนั่งดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว3. การคัดกรองงานที่สำคัญที่สุดความยุ่งไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังก้าวหน้า คนที่ประสบความสำเร็จจะใช้เวลาช่วงเช้าในการระบุ "งานที่สร้างผลกระทบสูงที่สุด" เพียง 1-3 อย่าง แทนที่จะทำลิสต์รายการยาวเหยียดที่ทำไม่เคยจบ การระบุเป้าหมายหลักตั้งแต่ตอนที่สมองยังแจ่มใสจะช่วยให้คุณมีโฟกัสที่แหลมคม ลดอาการตัดสินใจล้าในช่วงบ่าย และช่วยให้คุณรู้สึกถึงชัยชนะเล็กๆ ในแต่ละวันที่ได้ทำงานสำคัญเหล่านั้นจนสำเร็จ4. การฝึกสติและความรู้สึกขอบคุณการใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่ออยู่กับลมหายใจหรือนึกถึงสิ่งที่รู้สึกขอบคุณในชีวิต คือการ "ปรับจูนทัศนคติ" ที่ทรงพลังมาก กระบวนการนี้จะช่วยลดระดับความเครียดและปรับสมองให้มองหาโอกาสท่ามกลางอุปสรรค เมื่อคุณเริ่มต้นวันด้วยความรู้สึกว่าตัวเอง "มีเพียงพอ" หรือ "โชคดี" คุณจะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจด้วยความมั่นใจและมีความเมตตาต่อผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว5. การเติมความสดชื่นด้วยน้ำเปล่าหลังจากที่ร่างกายขาดน้ำมานานกว่า 6-8 ชั่วโมงในช่วงที่นอนหลับ สมองและอวัยวะภายในของคุณจะอยู่ในสภาวะที่ต้องการน้ำอย่างมาก การดื่มน้ำเปล่า 1-2 แก้วทันทีที่ตื่นนอนเปรียบเสมือนการ "เปิดสวิตช์" ให้กับร่างกาย ช่วยล้างสารพิษ กระตุ้นการทำงานของลำไส้ และส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมองในเรื่องความจำและความจดจ่อ นิสัยง่ายๆ นี้มักถูกมองข้าม แต่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการรักษาระดับพลังงานให้คงที่ตลอดทั้งวันการเริ่มต้นวันใหม่ไม่ใช่เพียงแค่การตื่นลืมตาเพื่อไปให้ทันเวลาทำงาน แต่คือการกำหนดชัยชนะล่วงหน้าผ่านกิจวัตรที่ทรงพลังและทำได้จริงในทุกเช้า คนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกต่างให้ความสำคัญกับชั่วโมงแรกของวัน เพราะมันคือช่วงเวลาที่สมองมีความคิดสร้างสรรค์และพร้อมสำหรับการปรับจูนทัศนคติมากที่สุด สามารถนำ 5 นิสัยยามเช้าของคนที่ประสบความสำเร็จไปปรับใช้ได้ง่ายๆแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2929621

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันภัย

คปภ. ชี้รายงานล่าสุดยังไม่พบ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ทำประกันรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก

15/07/2026

คปภ. เผยตรวจสอบล่าสุดยังไม่พบรายงาน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ทำประกันรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก เจอแค่ประกันอัคคีภัยทุนประกัน 40 ล้าน พร้อมเร่งประสานบริษัทประกันออกเช็ครอไว้กรณีญาติผู้เสียชีวิตนำเอกสารมายื่นรับสินไหมทดแทน เบื้องต้นยังพบแค่ 6-7 กรมธรรม์ ระบุยังต้องรอตรวจอัตลักษณ์ให้ครบถ้วนก่อนนายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ด้านกฎหมายและตรวจสอบ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของ คปภ. และสอบถามไปยังบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำประกันภัยในกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ล่าสุดยังพบเพียงการทำประกันอัคคีภัยกับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 12001-108-260189414 รวมทุนประกันภัยทั้งสิ้น 40 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังไม่พบการทำประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกแต่อย่างใดทั้งนี้ ยอมรับว่ามีโอกาสเป็นไปได้ว่าไม่ได้มีการทำประกันส่วนนี้ อย่างไรก็ดี ทาง คปภ.ยังอยู่ระหว่างประสานติดต่อเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น เพื่อความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว“ประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลยังไม่ได้รับรายงานว่าเจอ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าไม่มี”สำหรับประกันอัคคีภัยจะครอบคลุมความคุ้มครองสิ่งปลูกสร้าง ส่วนปรับปรุงต่อเติมอาคาร เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งถาวร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสต๊อกสินค้า โดยอยู่ระหว่างสำรวจและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวนายอดิศรกล่าวว่า ส่วนบุคคลที่ประสบเหตุเบื้องก็มีพบบางส่วนที่ทำประกันภัยประมาณ 6-7 กรมธรรม์ ก็มีทั้งประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ซึ่ง คปภ.ได้แจ้งทางบริษัทประกันแล้วว่าให้เตรียมเช็คไว้พร้อมจ่ายได้ทันที เมื่อญาติหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ยื่นเอกสารเข้ามา อาทิ มรณบัตรของผู้เอาประกัน เอกสารแสดงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้เอาประกัน เป็นต้น“เดี๋ยวจะรวบรวมตัวเลขการทำประกัน แล้วจะแจ้งรายงานออกไปในวันนี้อีกที แต่บางส่วนยังต้องรอการพิสูจน์อัตลักษณ์ถึงจะตรวจสอบได้ทั้งหมด ส่วนบริษัทประกันเราแจ้งให้เตรียมออกเช็ครอไว้ รอแค่คนมารับ โดยการยื่นเอกสารจะยื่นกับ คปภ.ก็ได้ หรือยื่นกับตัวบริษัทประกันเลยก็ได้” นายอดิศรกล่าวรองเลขาธิการ คปภ.กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีชาวต่างชาติที่เสียชีวิต หากตรวจพบการทำประกันก็จะให้บริษัทประกันออกเช็คไว้ แล้วหากไม่มีญาติมาติดต่อรับก็จะนำไปฝากไว้ที่สถานทูต เพื่อประสานญาติมารับต่อไปแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจhttps://www.prachachat.net/finance/news-2036764

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

Swanderland นิทรรศการศิลปะที่ชวนมองคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผ่านโลกคู่ขนานของ ‘นักบัลเลต์’ และ ‘ผู้ต้องขังหญิง’

15/07/2026

ศูนย์การค้าเอท ทองหล่อ (Eight Thonglor) ร่วมกับ CHACHA หรือ บุษปฤทธิ์ ชาลีมุ้ย จัดแสดงนิทรรศการ Eight Thonglor presents Swanderland by CHACHA ถ่ายทอดเรื่องราวของอิสรภาพ ความหวัง และคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผ่านผลงานจิตรกรรมแนว Modern Abstract ที่เชื่อมโยงโลกของ ‘นักบัลเลต์’ และ ‘ผู้ต้องขังหญิง’ สองบทบาทที่แตกต่าง แต่มีพันธนาการบางอย่างร่วมกันอย่างน่าประหลาด โดยเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 ณ Eight Thonglor บริเวณชั้น G และร้าน 008 Bar ชั้น 11 MUU HOTEL ภายในงาน ผู้สนใจสามารถสแกน QR Code บริเวณชิ้นงานเพื่อติดต่อซื้อผลงานได้โดยตรง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงาน ศูนย์การค้า Eight Thonglor จะนำไปสมทบมูลนิธิออทิสติกไทย (Autistic Thai Foundation) เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติกในประเทศไทยSwanderland เป็นชุดผลงานที่ CHACHA สร้างสรรค์ขึ้นจากการตั้งคำถามต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ และภาพจำที่สังคมมีต่อผู้คนในบทบาทที่แตกต่างกัน โดยนำเสนอผ่านผลงานจำนวน 35 ชิ้น ในรูปแบบจิตรกรรมแนว Modern Abstract ผสานเทคนิค Mixed Media ทั้งการพ่นสี การตัดแปะ และการใช้ลวดหนามจริงเป็นองค์ประกอบในงาน เพื่อสร้างพื้นที่แห่งจินตนาการที่เชื่อมโยงโลกสองใบที่ดูห่างไกลกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างความสง่างามของ ‘นักบัลเลต์’ และชีวิตจริงของ ‘ผู้ต้องขังหญิง’คุณบุษปฤทธิ์ ชาลีมุ้ย หรือ CHACHA ศิลปินเจ้าของผลงาน กล่าวว่า “'นักบัลเลต์' และ 'ผู้ต้องขังหญิง' ต่างถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยพันธนาการที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่ เครื่องแบบ หรือข้อจำกัดในการใช้ชีวิต แม้สังคมจะมองคนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ภายใต้แรงกดดันเหล่านั้นกลับสะท้อนให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน โดยภาพนักบัลเลต์ไร้ใบหน้าเป็นการสื่อสารว่าใบหน้าไม่ใช่สิ่งที่กำหนดคุณค่าของคน เช่นเดียวกับลวดหนามสีทองที่ปรากฏในผลงาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและคุณค่าที่ไม่เคยหายไป แม้จะอยู่ภายใต้พันธนาการ เพราะจิตวิญญาณของมนุษย์ยังคงมีอิสระที่จะเติบโต เปลี่ยนแปลง และโบยบินได้เสมอ”คุณชัยรัตน์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองหล่อ เมเนจเม้นท์ กล่าวว่า “Eight Thonglor มีความตั้งใจที่จะเป็นมากกว่าพื้นที่ไลฟ์สไตล์ แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสแรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ ๆ ผ่านงานศิลปะ การนำ ‘Swanderland’ มาจัดแสดงในครั้งนี้จึงเป็นการส่งต่อบทสนทนาว่าด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์ ความหวัง และการมองข้ามอคติที่มีต่อผู้คนในสังคม นอกจากการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับผลงานของ CHACHA แล้ว Eight Thonglor ยังตั้งใจให้การจัดแสดงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงานจะนำไปสมทบมูลนิธิออทิสติกไทย เพื่อร่วมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้กับบุคคลออทิสติกในประเทศไทย”นิทรรศการ Swanderland เปิดให้เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า Eight Thonglor บริเวณชั้น G และร้าน 008 Bar ชั้น 11 MUU HOTEL โดยผู้สนใจสามารถสแกน QR Code บริเวณชิ้นงานเพื่อสอบถามรายละเอียดและติดต่อซื้อผลงานได้ตลอดระยะเวลาการจัดแสดงแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000066318

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

พระราชวังฤดูร้อน กรุงปักกิ่ง มรดกโลกแห่งภูมิสถาปัตยกรรมจีน

15/07/2026

เนินเขาอายุยืน (Longevity Hill)เมื่อย้อนอดีตกลับไปเกือบ 300 ปีก่อน ในฤดูร้อนอันแสนอบอ้าวช่วงกลางปีของเมืองจีน สถานที่แห่งหนึ่งได้ก่อกำเนิดขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์ในการประทับพักผ่อนของเหล่าจักรพรรดิและราชวงศ์ เพื่อหลีกหนีความร้อนจากพระราชวังหลวงใจกลางเมืองปักกิ่ง สถานที่แห่งนั้น คือ “พระราชวังฤดูร้อน” ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นจุดหมายท่องเที่ยวชื่อดังระดับประเทศ พ่วงด้วยการเป็นมรดกโลกที่โดดเด่นไปด้วยภูมิสถาปัตยกรรมแบบจีนอาคารริมทะเลสาบแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงปักกิ่งการมาเยือนเมืองปักกิ่ง นักท่องเที่ยวสายศิลปวัฒนธรรมมักวางโปรแกรมไปเที่ยวชมพระราชวังต้องห้าม จัตุรัสเทียนอันเหมิน หอสักการะฟ้าเทียนถาน และตรอกโบราณหูท่ง (Hutong) ในย่านกลางเมืองขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรพลาดการเดินทางไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเขตไห่เตี้ยน (Haidian) อันเป็นที่ตั้งของ “พระราชวังฤดูร้อน” (Summer Palace) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของเมืองหลวงจีนในยุคโบราณ“พระราชวังฤดูร้อน” เป็นสถานที่ที่จะเผยให้เห็นอีกมิติหนึ่งของมหานครแห่งนี้ ว่ายังมีทะเลสาบเงียบสงบ สวนร่มรื่น เนินเขาที่มีเจดีย์ตระหง่าน พระราชวังแสนวิจิตร และซากสถาปัตยกรรมหินแกะสลักที่ยังหลงเหลืออยู่ นับเป็นความยิ่งใหญ่ของเขตพระราชฐานยุคราชวงศ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้แลนด์มาร์กแห่งอื่นสะพาน 17 โค้ง (Photo: VCG/Getty Images)พระราชวังฤดูร้อน เป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะการจัดสวนแบบจีน ดูราวกับลอยเด่นอยู่เหนือผืนน้ำของ ทะเลสาบคุนหมิง โดยในอดีต ที่นี่เป็นสถานที่ประทับของเหล่าจักรพรรดิในช่วงฤดูร้อน และยังเป็นพระตำหนักทรงโปรดของ “พระนางซูสีไทเฮา” ผู้ทรงกุมอำนาจในการปกครองทั้งราชสำนักและจักรวรรดิจีนในยุคปลายราชวงศ์ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ ความงดงามของภูมิทัศน์ และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พระราชวังฤดูร้อนจึงเป็นสถานที่ที่ควรเผื่อเวลาเที่ยวชมตลอดทั้งวัน เพื่อซึมซับเสน่ห์ของมรดกแห่งราชวงศ์จีนได้อย่างเต็มอิ่มหอธรรม (Tower of Buddhist Incense)มรดกแห่งศิลปะภูมิสถาปัตยกรรมจีนอันทรงคุณค่าองค์ประกอบหลักของพระราชวังฤดูร้อน ครอบคลุมพื้นที่ราว 3.09 ตารางกิโลเมตร ซึ่งกว่าร้อยละ 75 เป็นพื้นที่ผืนน้ำทะลสาบ รายล้อมพื้นที่ด้วยพระราชวัง สวน และสถาปัตยกรรมจีนโบราณหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุและมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าจำนวนมาก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งแรกของจีนที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษจากรัฐบาลแต่เดิมพระราชวังฤดูร้อนมีชื่อว่า ชิงอีหยวน (Qingyi Yuan) หรือ “สวนแห่งระลอกคลื่นบริสุทธิ์” (Garden of Clear Ripples) เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1750 อย่างไรก็ตาม พระราชวังแห่งนี้ถูกกองกำลังพันธมิตรทำลายจนเสียหายเกือบทั้งหมดในปี ค.ศ. 1860ซากุระบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิต่อมาในปี ค.ศ. 1886 ราชสำนักราชวงศ์ชิงได้เริ่มบูรณะพระราชวังขึ้นใหม่ อีกสองปีถัดมา พระราชวังได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น อี๋เหอหยวน (Yihe Yuan) หรือ “สวนแห่งความร่มเย็นกลมเกลียว” (Garden of Nurtured Harmony) เพื่อใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อนสำหรับ “พระนางซูสีไทเฮา”อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1900 ระหว่างการรุกรานจีนของกองกำลังพันธมิตรแปดชาติ พระราชวังแห่งนี้ได้รับความเสียหายอีกครั้ง ก่อนจะได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูอีกครั้งในสองปีถัดมา กระทั่งในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1924 ก็ได้เปิดพระราชวังฤดูร้อนเป็นสวนสาธารณะ อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเที่ยวชม และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดัง โดยมีสถานที่สำคัญได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ถนนซูโจว (Suzhou Street), ศาลาทิวทัศน์อันเจิดจ้า (Pavilion of Bright Scenery), ตำหนักแห่งความสงบ (Hall of Serenity), ระเบียงเหวินชาง (Wenchang Galleries) เป็นต้นท่าเรือมรดกโลกผลงานมนุษย์ผสานกับธรรมชาติพระราชวังฤดูร้อนแห่งกรุงปักกิ่ง นับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ทั้งในด้านการออกแบบสวน และการก่อสร้าง โดยใช้แนวคิดการ “ยืมทิวทัศน์” (Borrowed Scenery) จากภูมิประเทศโดยรอบ เพื่อหลอมรวมความยิ่งใหญ่ของสวนวังหลวงเข้ากับความงดงามของธรรมชาติเดิมได้อย่างกลมกลืน สะท้อนหลักปรัชญาการออกแบบสวนจีนดั้งเดิมที่ว่า “ผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น ควรสอดประสานกับผลงานแห่งธรรมชาติ”ด้วยคุณค่าอันโดดเด่นทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และภูมิสถาปัตยกรรม ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1998 องค์การยูเนสโก จึงได้ขึ้นทะเบียนพระราชวังฤดูร้อนเป็นแหล่งมรดกโลก (World Heritage Site) พร้อมให้เหตุผลสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ล่องเรือในทะเลสาบคุนหมิง1) ผลงานอันโดดเด่นของศิลปะการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมสวนจีน ที่ผสานผลงานของมนุษย์และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน2) เป็นแบบอย่างอันสมบูรณ์ของปรัชญาและแนวปฏิบัติในการออกแบบสวนจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศิลปะสวนในภูมิภาคเอเชียตะวันออก3) สวนหลวงจีน ซึ่งมีพระราชวังฤดูร้อนเป็นตัวแทนที่โดดเด่น เป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของหนึ่งในอารยธรรมสำคัญของโลก ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษยชาติซากุระบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิวันเวลาเปิดปิด และช่วงเวลาที่เหมาะพระราชวังฤดูร้อนเปิดให้เข้าชมตลอดทั้งปี โดยแบ่งเวลาเปิด–ปิดตามฤดูกาล ดังนี้เดือนเมษายน – ตุลาคม เปิด 6.00 – 18.00 น., เดือนพฤศจิกายน – มีนาคม เปิด 8.30 – 17.00 น.ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเยือนพระราชวังฤดูร้อน คือ ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนเมษายน–พฤษภาคม) และ ฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน–ตุลาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การเดินชมภูมิทัศน์อันงดงามของพระราชวังในฤดูร้อนช่วงกลางปี มักมีอากาศร้อนและชื้น ทำให้การเดินเที่ยวอาจค่อนข้างเหนื่อย ขณะที่ ฤดูหนาว มีอุณหภูมิต่ำและหนาวจัดเกินไป อย่างไรก็ตาม ข้อดีของฤดูหนาว ถ้าหากมีหิมะตก เมื่อพระราชวังถูกปกคลุมด้วยหิมะ ก็จะเผยให้เห็นทัศนียภาพที่งดงามและมีเสน่ห์แตกต่างไปจากฤดูกาลอื่นบรรยากาศในฤดูหนาว (Photo: Zhang Wei/Getty Images)การเดินทางไปพระราชวังฤดูร้อนประตูทางเข้าหลักของพระราชวังฤดูร้อนคือ ประตูทิศตะวันออก (East Palace Gate) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Xiyuan แต่หากต้องการหลีกเลี่ยงการเดินย้อนเส้นทางเดิม สามารถออกทาง ประตูด้านเหนือ ใกล้สถานี Beigongmen หรือ ประตูด้านตะวันตก ใกล้สถานี Summer Palace West Gate ได้เช่นกันแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000066905

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X