Everyday knowledge for you
ข่าวการเงิน
20/01/2026
คอลัมน์ : แบงก์ชาติชวนคุยผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์, เพชรลักษณ์ บุญญาคุณากร ธนาคารแห่งประเทศไทยสวัสดีปีใหม่ค่ะทุกท่าน ! ปีงูเล็กที่ผ่านมา ถือว่าเต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งแผ่นดินไหว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และน้ำท่วมใหญ่หลายจุดในประเทศไทย ปีใหม่นี้ เราทุกคนคงหวังว่าจะเป็นปีม้าที่ใจดีกับคนไทยมากขึ้น และพอเป็นช่วงต้นปี ก็เลยอยากชวนคุยโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ว่าเราจะพอเห็นสัญญาณที่ทำให้ยิ้มได้หรือไม่ แล้วก็ทำความเข้าใจกับปัญหาที่ต้องเจอ เพื่อเตรียมรับมือกับอุปสรรคหรือประเด็นใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กันเราจะเจอกับ (ปี) ม้าติดหล่มไหม ?แบงก์ชาติคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวช้าลง โดยจะโตเพียง 1.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบหลายปี และน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เล็กน้อยในปี 2570 มาโตที่ 2.3% ซึ่งเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยโต 5-7% แล้ว ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ซึ่งจำกัดศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายจากทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้เส้นทางข้างหน้า “ไม่ราบรื่น”ปี 2568 เราเห็นอาการคล้ายกับการ “ติดหล่ม” จากเครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกสินค้าที่ชะลอตัวลง หลังจากเร่งส่งล่วงหน้าไปแล้วเพราะกลัวจะเจอกับมาตรการภาษีของสหรัฐ จึงคาดว่าการส่งออกปีนี้จะโตลดลงจาก 12% เหลือต่ำกว่า 1%อีกสาเหตุคือ การใช้จ่ายภาครัฐที่อาจชะลอลงจากการเมืองที่เข้าสู่ช่วงเลือกตั้งใหม่ ทำให้งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปประมาณหนึ่งไตรมาส ในช่วงปลายปีนี้จึงอาจเห็นรายจ่ายภาครัฐลดลง นอกจากนี้ ผลกระทบจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ยังน่าจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ซึ่งน่าจะฉุดการเติบโตของจีดีพีลงราว 0.1%อย่างไรก็ดี ในปี 2570 เมื่อสถานการณ์ทยอยคลี่คลาย คาดว่าการส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีเครื่องยนต์อื่นที่มีกำลังจำกัด เช่น การบริโภคภาคประชาชน ที่ยังอาจโตได้ช้ากว่าปกติจากรายได้แรงงานที่ขยายตัวได้ไม่มาก และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้เราติดหล่มเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยติดอยู่ในหล่มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แม้เครื่องยนต์หลักจะยังพอขับเคลื่อนได้ แต่ถ้าไม่รีบปรับแก้แล้วเครื่องยนต์พร้อมใจกันแผ่ว เส้นทางข้างหน้าก็ไม่ได้ราบเรียบ เมื่อทั้งไม่แข็งแรงรวมกับแบกปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมานานในหลาย ๆ มิติ ทำให้ไทยขยับได้ไม่ไวเท่าประเทศอื่น แต่เพื่อไม่ให้การติดหล่มครั้งนี้ยาวนานออกไป ดังนั้นน่าจะมี 3 ส่วนหลักที่ต้องได้รับการเสริมสร้างและซ่อมแซมโดยเร็วส่วนแรก ผลิตภาพต่ำ ไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมโลกเก่าและไม่ได้ลงทุนสำหรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ มานาน ทั้งภาคการผลิต เช่น การผลิตรถยนต์ที่ยังเป็นแบบสันดาปและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ในขณะที่ทั่วโลกหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของเรายังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่คู่แข่งในเอเชียมีนักท่องเที่ยวมากกว่าช่วงก่อนโควิดและเพิ่มขึ้นเร็วกว่าไทย ก็สะท้อนความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงเช่นกันส่วนที่สอง ภูมิคุ้มกันต่ำ ไทยมีระดับหนี้สูง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 87% ของจีดีพี ไม่รวมกับหนี้นอกระบบที่ยังเป็นปัญหาของพี่น้องฐานราก ขณะที่หนี้ SMEs ก็ยังสูงและคุณภาพเริ่มด้อยลง ทำให้ในภาพรวมความสามารถในการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนลดลงไปด้วย ส่วนที่สาม ความเหลื่อมล้ำสูง เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shape มานาน ธุรกิจขนาดใหญ่แข็งแกร่ง แต่ธุรกิจ SMEs อ่อนแอ โดยธุรกิจใหญ่มีจำนวนเพียง 2% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด แต่มีรายได้ถึง 83% การเข้าถึงสินเชื่อก็แตกต่างกันด้วย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงเติบโตได้ในปี 2568 ขณะที่ธุรกิจ SMEs ประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ เห็นได้จากยอดสินเชื่อที่หดตัวต่อกันถึง 13 ไตรมาส ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ธุรกิจจึงชะลอการลงทุนและใช้จ่าย ขณะที่สถาบันการเงินก็ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงมาตรการเฉพาะจุด ฉุดม้าขึ้นจากหล่มการแก้ไขทำได้ 2 ส่วน คือ ให้เครื่องยนต์ของเรามีกำลังมากขึ้น หรือให้หล่มตื้นขึ้น ซึ่งอย่างหลังคงทำได้ยากกว่า เพราะหลัก ๆ จะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจหรือการทำนโยบายของต่างประเทศ ซึ่งบทบาทของแบงก์ชาติที่ผ่านมา อย่างแรก คือ การดูเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินโดยรวม ผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบายไป 4 ครั้งในปี 2568 มาอยู่ที่ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี และเกือบจะต่ำที่สุดในโลก เพื่อช่วย “หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์” ด้วยการลดต้นทุนหรือภาระทางการเงินของประชาชนและธุรกิจ แต่คงไม่ใช่ “การปรับเครื่องยนต์ใหม่” ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดออกจากปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืนแบงก์ชาติจึงเพิ่มบทบาทในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้มากขึ้น โดยออกมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะจุดควบคู่กับการปรับลดดอกเบี้ย โดยมาตรการแรกที่เริ่มไปแล้ว คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) มาซื้อหนี้ NPL ของลูกหนี้รายย่อยที่รวมแล้วรายละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ปิดจบ หรือกลับมาชำระหนี้ได้ ด้วยยอดหนี้ที่ลดลงมาก ทำให้มีโอกาสกลับเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้คล่องขึ้นอีกมาตรการ คือ โครงการ “กลไกการค้ำประกันสินเชื่อ” (SMEs Credit Boost) ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพื่อชดเชยต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตที่จะช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพและมีแผนปรับตัวชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีเงินทุนที่จะเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรมสองมาตรการทางการเงินนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการช่วยปรับเครื่องยนต์ให้มีกำลังแรงขึ้น โดยเน้นในเรื่องของคนตัวเล็กแต่มีจำนวนมาก เพื่อเพิ่มรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และจูงใจให้ปรับตัว ซึ่งแบงก์ชาติจะทยอยทำต่อ โดยเฉพาะการดึงคนฐานรากให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อหรือเงินกู้ในระบบ และเพิ่มความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อให้ได้มากขึ้นในระยะต่อไปแต่แบงก์ชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ทั้งหมด ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการปรับตัว เร่งเครื่องยนต์ให้เศรษฐกิจผ่านพ้นจากหล่มนี้ ซึ่งการร่วมแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจังจำเป็นมากสำหรับประเทศเราตอนนี้ โครงการ Reinvent Thailand เป็นอีกหนึ่งความพยายามของภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม หนทางข้างหน้าไทยจะกลับไปวิ่งได้เร็วเท่าเดิมหรือไม่ ? ขึ้นอยู่กับพวกเราหลายฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังครั้งต่อ ๆ ไป นะคะสุดท้ายนี้ สวัสดีปีม้า ขอให้เป็นม้าทองของทุกคน แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไปค่ะแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1951844
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
20/01/2026
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย คุณอีริค ลู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน เป็นตัวแทนรับรางวัลสถาบันการลงทุนชั้นนำ (Top Investment Houses) ในสาขา ตราสารหนี้สกุลเงินบาท หรือ Local Currency Bonds - Thai Baht จากงาน The Asset Benchmark Research Awards 2025 โดยรางวัลดังกล่าวพิจารณาจากคะแนนโหวตทั้งจากสถาบันการลงทุนและนักลงทุนที่มากประสบการณ์ จึงนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเอไอเอ ในฐานะผู้นำด้านการประกันชีวิตและการเงินของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงศักยภาพของทีมบริหารการลงทุนของเอไอเอ ประเทศไทย ในการพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล เพื่อส่งมอบความมั่นใจและเพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์ของเอไอเออย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำถึงพันธกิจที่มุ่งยกระดับสุขภาพและชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
19/01/2026
ทำเอาโลกโซเชียลฮือฮากันถ้วนหน้าสำหรับการเปิดนิทรรศการภาพถ่ายของ “เจนนี คิม” หรือ “เจนนี BlackPink” ที่เจ้าตัวเป็นนางแบบถ่ายไว้ตั้งแต่สมัยอายุเพียง 25 ปี ที่ชาวเน็ตต่างซี๊ดปากให้กับความแซ่บเจนนี่ สมาชิกวง Blackpink จัดนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของตนเองเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมานิทรรรศการของเจ้าตัวจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 29 ม.ค. โดยเจนนี่จะนำเสนอนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของเธอในชื่อ “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” ที่ Youthquake Gallery ในเขตจงโน กรุงโซลนิทรรศการ “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” จัดขึ้นเพื่อแสดงภาพช่วงเวลาที่เป็นตนเองที่สุดของ เจนนี่ ที่ค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจ นิทรรศการนี้จะเผยภาพถ่ายที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อนของ เจนนี่ในช่วงวัย 25 ปี ซึ่งถ่ายโดยช่างภาพชื่อดังชาวเกาหลี ฮงจางฮยอน, ชินซอนฮเย และ ม็อกจองอุคโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิทรรศการนี้ซึ่งเปิดตัวในวันเกิดของ เจนนี่ ( 16 ม.ค. ) มีความสำคัญเพิ่มขึ้น เนื่องจากเธอมีส่วนร่วมในโครงการทั้งหมดด้วยตนเอง ตั้งแต่การจัดพิมพ์โฟโตบุ๊ค การวางแผนและการดำเนินการจัดนิทรรศการ โดยใส่ความรู้สึกนึกคิดของเธอลงไปในทุกขั้นตอน ตั้งแต่นิทรรศการและโฟโตบุ๊ค ไปจนถึงสินค้าต่างๆ โครงการนี้ได้รวบรวมมุมมองและอารมณ์ของเจนนี่ไว้ และคาดว่าจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่เธอได้แบ่งปันช่วงเวลาและความรู้สึกที่เธอได้เคยผ่านมาเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติแทนที่จะเป็นการจัดแสดงภาพถ่ายแบบทั่วไป นิทรรศการนี้โดดเด่นด้วยองค์ประกอบเชิงพื้นที่ที่ประกอบกันเป็นเรื่องราวต่อเนื่อง ผู้เข้าชมจะได้เดินผ่านแต่ละชั้นของสถานที่จัดงานและพบกับช่วงเวลาที่จริงใจที่สุดของ เจนนี่ ในวัย 25 ปี โดยปราศจากแนวคิดหรือเจตนาใดๆ นิทรรศการจะปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์เบื้องหลังที่เจนนี่เองจะพูดถึงการสร้างนิทรรศการและโฟโตบุ๊ก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความรู้สึกดื่มด่ำมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ยังมีการวางจำหน่ายโฟโตบุ๊คจำนวนจำกัดเพียง 3,000 เล่มทั่วโลก โฟโตบุ๊คเล่มนี้รวบรวมภาพชีวิต 1 ปีของ เจนนี่ ในวัย 25 ปี โดยช่างภาพชั้นนำของเกาหลี ในกว่า 50 แนวคิดและผลงานที่นอกเหนือจากที่จัดแสดงในนิทรรศการ รวมทั้งหมด 692 หน้า การซื้อจำกัดเพียงหนึ่งเล่มต่อคน และผู้ซื้อฉบับพิมพ์ครั้งแรกจะได้รับใบรับรองความถูกต้องจำนวนจำกัดและที่คั่นหนังสือบัตรเข้าชมงานนิทรรศการภาพถ่าย “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” ที่จัดขึ้นในวันที่ 9 จำหน่ายล่วงหน้าหมดภายใน 40 นาทีหลังเปิดจำหน่าย และการสำรองบัตรล่วงหน้าที่ร้านหนังสือ Daikanyama Tsutaya Books ก็ปิดลงภายใน 15 นาทีหลังเปิดจำหน่ายเช่นกัน ส่วนรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายบัตรเข้าชมงานนิทรรศการภาพถ่าย “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” รายงานระบุว่า จะนำไปบริจาคเพื่อการกุศลแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000005109
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
19/01/2026
เมื่อฤดูหนาวมาเยือน หมู่บ้านสึรุอิ (Tsurui) ทางตะวันออกของฮอกไกโด ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกกระเรียนมงกุฎแดง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น อนุสรณ์ธรรมชาติพิเศษของชาติญี่ปุ่น ก็คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดPhoto: Wolfgang Kaehler/Getty Imagesสำนักข่าว Japan News รายงานว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นกกระเรียนมงกุฎแดงราว 100 ตัวได้บินมายังพื้นที่แหล่งให้อาหารขนาดใหญ่ในช่วงฤดูหนาว ณ เขตรักษาพันธุ์นกกระเรียนสึรุอิ–อิโตะ (Tsurui-Ito Tancho Sanctuary) โดยนกที่เพิ่งมาถึงหลายตัวแหงนจะงอยปากขึ้นสู่ท้องฟ้าและส่งเสียงร้องดังก้องกังวาน เป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้พบเห็นคำว่า “ทันโจ” (Tancho) เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่ใช้เรียกนกกระเรียนมงกุฎแดง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลและความยืนยาวในวัฒนธรรมญี่ปุ่นPhoto: Wolfgang Kaehler/Getty Imagesทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างกล่าวด้วยความชื่นชมว่า เป็นภาพที่สง่างามน่าประทับใจ รวมทั้งมีความเชื่อว่านกกระเรียนเป็นสัตว์มงคล ตามตำนานความเชื่อของคนญี่ปุ่น ที่เชื่อกันว่า นกชนิดนี้มีอายุขัยยาวนาน พร้อมนำมาซึ่งโชคลาภ ส่วนในตำนานเทพนิยายของจีน นกกระเรียนมงกุฎแดงก็มักปรากฏกายมาคู่กับเทพผู้เป็นอมตะในด้านการอนุรักษ์ แม้ว่านกกระเรียนมงกุฎแดงมีสถานะใกล้สูญพันธุ์ แต่ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จากเพียง 10 คู่ในช่วงทศวรรษ ค.ศ. 1920 เพิ่มมาเป็นมากกว่าพันตัวในปัจจุบัน ซึ่งจากความพยายามปกป้องนกกระเรียนมงกุฎแดงก็ได้แสดงผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลสำรวจเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ยืนยันว่า ปัจจุบันมีนกกระเรียนมงกุฎแดงอาศัยอยู่ในฮอกไกโดมากถึง 1,927 ตัว ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับเป็นสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าหายากชนิดนี้ในญี่ปุ่นPhoto: Wolfgang Kaehler/Getty Imagesแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000002660
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
15/01/2026
ในปัจจุบัน การมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องตนเอง แต่ยังเป็นการลดภาระให้กับลูกหลานอีกด้วย ในบทความนี้เราจะมาพูดถึง 5 เหตุผลที่ทำให้ผู้สูงอายุควรพิจารณาทำประกันชีวิต เพื่อให้ชีวิตของพวกเขามีความมั่นคงและไม่สร้างภาระให้กับคนที่รัก1. การป้องกันภาระทางการเงินการมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถป้องกันภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่อาจสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ประกันชีวิตจากเมืองไทยประกันชีวิตจะช่วยให้มีเงินก้อนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน แม้ว่าหลายบริษัทจะมีข้อจำกัดในการรับประกัน แต่เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้สูงวัยที่มีความต้องการความคุ้มครองที่เหมาะสม2. การสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวเมื่อผู้สูงอายุมีประกันชีวิต จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ประกันชีวิตผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป จะช่วยให้ลูกหลานไม่ต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมืองไทยประกันชีวิตเข้าใจความต้องการของผู้สูงอายุและครอบครัว จึงได้พัฒนาแผนประกันที่ให้ความคุ้มครองอย่างครอบคลุมและเหมาะสมกับช่วงวัย3. การวางแผนอนาคตการมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนอนาคตที่ดี ถึงแม้ว่าในวัย 80 ปีขึ้นไป อาจจะมีตัวเลือกจำกัดในตลาดประกัน แต่เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนพิเศษที่รองรับผู้สูงอายุในวัยนี้ ผู้สูงอายุสามารถเลือกแผนประกันที่เหมาะสมกับความต้องการและสถานการณ์ทางการเงินของตนเองได้ ทำให้สามารถจัดการกับค่าใช้จ่ายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ4. การเพิ่มความสบายใจการมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสบายใจในชีวิตประจำวัน เพราะพวกเขาจะรู้ว่ามีการป้องกันทางการเงินในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมืองไทยประกันชีวิตมีศูนย์บริการลูกค้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้สูงอายุมีความอุ่นใจว่าจะมีคนดูแลเมื่อต้องการ การมีความสบายใจนี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและร่างกาย5. การสนับสนุนการดูแลสุขภาพหลายๆ แผนประกันชีวิตผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันมีการรวมบริการดูแลสุขภาพ เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน จึงมีบริการพิเศษสำหรับผู้ถือกรมธรรม์ เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษและการปรึกษาแพทย์ทางโทรศัพท์การมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันตนเอง แต่ยังเป็นการช่วยลดภาระให้กับลูกหลานและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว ด้วยเหตุผลทั้ง 5 ข้อที่ได้กล่าวมาแล้ว ผู้สูงอายุควรพิจารณาทำประกันชีวิตเพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคงและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนประกันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้สูงวัยแต่ละช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็น 50+, 60+ หรือแม้แต่ 80+หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังพิจารณาทำประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป อย่าลืมศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบแผนประกันที่เหมาะสม เพื่อให้ได้แผนที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด ทีมที่ปรึกษาจากเมืองไทยประกันชีวิตพร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละบุคคลการลงทุนในประกันชีวิตผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อความคุ้มครอง แต่เป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก แม้ในวัยที่อาจมีข้อจำกัดในการทำประกัน เมืองไทยประกันชีวิตยังมีทางเลือกที่เหมาะสมให้กับทุกคนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับสยามรัฐออนไลน์https://siamrath.co.th/contents/107900
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
15/01/2026
ความอัศจรรย์ของธรรมชาติ “เลยดั้น” ลานหินมหัศจรรย์ ที่ อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ลานหินทรายที่ถูกกัดกร่อนจากเม็ดกรวดที่ไหลมาตามน้ำ จนเกิดเป็นหลุมรูปร่างต่างๆ กลายเป็นจุดเช็คอินสวยๆ ของคนชอบถ่ายรูปถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.เพชรบูรณ์ หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับการไปเที่ยวเขาค้อ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ภูทับเบิก หรืออุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพแต่ทริปนี้จะชวนมาเช็คอินที่เที่ยวสุดอัศจรรย์ ที่กำลังฮอตฮิตในเหล่านักท่องเที่ยว นั่นคือ “เลยดั้น” ลานหินมหัศจรรย์แห่งเพชรบูรณ์“เลยดั้น” ตั้งอยู่ที่ บ้านห้วยกะโปะ ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อยู่ในพื้นที่อุทยานธรณีเพชรบูรณ์หากไปถึงที่เลยดั้น ก็จะเห็นภาพของลานหินกว้างที่เต็มไปด้วยหลุมรูปร่างต่างๆ กัน ทั้งหลุมเล็กหลุมใหญ่ ไปจนถึงเส้นสายตามชั้นของหินที่คล้ายกับว่ามีคนมาสลักไว้ พื้นที่หน้าตาแบบนี้ อาจจะเคยเห็นกันที่ สามพันโบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งการเกิดขึ้นของประติมากรรมจากธรรมชาติลักษณะนี้ ก็มีที่มาในแบบเดียวกัน“เลยดั้น” มีลักษณะเป็นลานของชั้นหินทรายที่ถูกกัดกร่อนจากเม็ดกรวดเม็ดทรายที่ถูดพัดพามาจากกระแสน้ำของ “ลำน้ำเลย” ที่ไหลผ่านลานหินทรายแห่งนี้ ทำให้เกิดลักษณะเป็นหลุมใหญ่บ้างเล็กบ้าง ลึกลงไปในเนื้อหินคล้ายหลุมขนมครก ลักษณะการกัดกร่อนของชั้นหินทรายนี้ มีชื่อเรียกทางวิชาการว่า “กุมภลักษณ์" (Potholes) สามารถเห็นการกัดกร่อนได้ถึง 5 แบบ คือ แบบวงกลม แบบวงรี แบบเสาหิน แบบสะพานหิน และแบบกัดเซาะด้านข้าง นับเป็นความแปลกพิสดารและความสวยงามที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นสำหรับ “กุมภลักษณ์” หรือ หลุมรูปหม้อ เกิดจากกระบวนการกร่อนจากลำน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินที่อยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะหินทราย เม็ดกรวดเม็ดทรายที่ไหลมากับลำน้ำผ่านชั้นหินเกิดการหมุนวนทำให้เกิดเป็นหลุมเล็กๆ และเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี หลายพันปี เม็ดกรวดเม็ดทรายที่อยู่ก้นหลุมก็หมุนวนขยายหลุมให้ใหญ่ขึ้น (เม็ดกรวดเม็ดทรายทำหน้าที่เหมือนสว่านเจาะหิน) เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่และเชื่อมต่อกันหลายๆ หลุมจนกลายเป็นดั่งประติมากรรมหินทรายที่มีรูปร่างแปลกตาตามจินตนาการของผู้ที่มองเห็นกุมภลักษณ์สามารถพบทั่วไปในลำน้ำหรือแม่น้ำที่มีชั้นหินทรายที่อยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีโครงสร้างธรณีวิทยาเป็นหินทราย จนปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สามพันโบก ริมน้ำโขง จ.อุบลราชธานี , แก่งตะนะ ริมน้ำมูล จ.อุบลราชธานี และ เลยดั้น ริมแม่น้ำเลย จ.เพชรบูรณ์เลยดั้นยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่าง คือ ลานหินทรายมีการวางตัวของชั้นหินหันเข้าหาด้านต้นน้ำ ทำให้น้ำที่ไหลลงมาตามชั้นหินเกิดการมุดตัวลงไปใต้ผิวดินตามชั้นหิน แล้วไหลไปออกยังที่ต่ำกว่าที่อยู่ไกลออกไปทางปลายน้ำ ทำให้ดูเหมือนว่าสายน้ำในฤดูแล้งขาดหายไปเป็นช่วงๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ “เลยดั้น” โดยจะเห็นลานหินมหัศจรรย์เหล่านี้ได้ชัดเจนมากในฤดูแล้งที่ไม่มีน้ำท่วมสูงขึ้นมานอกจากความน่าอัศจรรย์ของการเกิดเลยดั้นตามข้อมูลทางธรณีวิทยา ก็ยังมีการเกิดเลยดั้นตามนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อๆ กันมา ดังนี้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พญาช้างเอราวัณ มีลูกสาวคนหนึ่ง มีความงดงามมากชื่อว่า แม่นางผมหอม ซึ่งพญาช้างเอราวัณรักและแหนหวงลูกสาวของตนเองเป็นอย่างมาก ถึงขนาดสร้างเรือนหอให้อยู่ไว้บนยอดเขาและไม่ให้ออกไปไหน โดยพญาช้างจะคอยหาผลหมากรากไม้มาส่งให้กินเป็นประจำตลอดมา อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่พญาช้างออกไปแสวงหาอาหาร นางผมหอมได้ออกมาจากเรือนหอ และเป็นเพราะบุพเพสันวาส จึงได้พบกันนายพรานซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงาม จึงเกิดมีความรักชอบพอกัน และด้วยความกลัวว่าพญาช้างจะเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทั้งคู่จึงได้พากันหนีตามไปด้วยกันเมื่อพญาช้างกลับมาไม่พบลูกสาว จะร้องเรียกเสียงดังลั่นป่า แต่ก็ไม่มีเสียงขานรับจากแม่นางผมหอม พญาช้างใจแทบแตกสลาย และด้วยความโกรธจึงใช้กำลังเท่าที่มี พังภูเขาลูกที่ตนได้สร้างเรือนหอไว้นั้นเสียจนเกือบหมด คงเหลือไว้เป็นบางส่วน คือ ภูหอ ในปัจจุบันหลังจากนั้น พญาช้างจึงออกติดตามหาลูกสาวของตน เดินหน้าไปมาจนเกิดเป็นทางยาวลึกลงกลายเป็นลำน้ำ ซึ่งก็คือแม่น้ำเลย เมื่อเดินมาห้วยกะโปะ ก็เดินเหยียบย่ำวนไปวนมา จนลานหินเกิดเป็นหลุมเป็นบ่อมากมายตามรอยเท้าของพญาช้าง ซึ่งก็คือ เลยดั้น ในปัจจุบัน พญาช้างเสียใจจึงร้องไห้ น้ำตาไหลผ่านก้อนหินจนเป็นร่อง กลายเป็นน้ำตก และได้ใช้งาทั้งคู่แทงลงไปเป็นรอยไว้ที่ลานหิน ซึ่งก็ยังคงเห็นเป็นรอยช้างฝนงาได้จนทุกวันนี้หลังจากนั้น พญาช้างก็ไปยืนรอลูกสาวที่หน้าผาบันได ซึ่งเป็นหน้าผาสูงตะหง่าน รออยู่อย่างนั้น นานจนกลายเป็นหิน มองเห็นได้ชัดเจนเป็นรูปช้างยืนติดอยู่กับที่หน้าผา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านห้วยกะโปะจนทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นความน่าอัศจรรย์จากธรรมชาติ หรือเป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อกันมา แต่ทุกวันนี้ “เลยดั้น” ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปชมความงดงาม ในพื้นที่เลยดั้นมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเช็คอินมากมาย ใครจะถ่ายรูปเองหรือจะให้ช่างภาพจิตอาสาช่วยถ่ายภาพให้ก็ได้ ซึ่งตรงมุมสุดฮิตอาจจะมีนักท่องเที่ยวมาต่อคิวรอถ่ายรูปในมุมนี้เป็นจำนวนมาก (โดยเฉพาะในช่วงวันหยุด) แนะนำให้ใช้เวลาถ่ายรูปคนละไม่เกิน 2-3 นาที ทุกคนจะได้ถ่าบรูปในมุมสวยๆ กันอย่างทั่วถึงช่วงเวลาที่เหมาะกับการมาเที่ยวเลยดั้น เป็นช่วงหน้าแล้งที่ไม่มีน้ำ เพราะลานหินจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาชัดเจน ช่วงราวๆ เดือนพฤศจิกายน ถึง เมษายน โดยแนะนำให้มาเที่ยวเวลาประมาณ 08.00-10.00 น. และ 15.00-17.00 น. เนื่องจากแดดจะไม่ร้อนเกินไป แสงกำลังสวย แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้นที่พื้นไม่ลื่น เพราะหินมีผิวมันเงาและโค้งมน บางพื้นที่จะแคบและลาดเอียง อาจทำทำให้เกิดอุบัติเหตุได้“เลยดั้น” ตั้งอยู่ห่างจากตัว อ.น้ำหนาว ประมาณ 45 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถยนต์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2216 (สายกกกะทอน-ห้วยสนามทราย) สังเกตทางเข้าจะอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 58-59 เส้นทางบ้านโนนชาด-บ้านห้วยกะโปะ ตรงเข้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณทางเข้าจะมีลานจอดรถและห้องน้ำสำหรับบริการนักท่องเที่ยวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000001121
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
15/01/2026
ในวันที่การท่องเที่ยวกลายเป็น “รางวัลชีวิต” แต่ค่าครองชีพกลับเร่งตัวเร็วกว่าเงินเดือน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง แต่คือ จะออกแบบการเดินทางอย่างไรโดยไม่สร้างภาระการเงินในระยะยาวเพื่อให้การเดินทางเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่สร้างภาระหนี้ เคทีซีสรุป 3 หลักคิดการเงิน ที่นำไปใช้ได้ทันที ดังนี้1. ออมก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้แล้วค่อยออมการเก็บเงินจาก “เงินที่เหลือ” มักไม่เคยพอ ทางออกคือการตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจน เช่น งบท่องเที่ยว 50,000 บาทใน 12 เดือน และแยกบัญชีออมอัตโนมัติทันทีที่รายได้เข้า พร้อมลดรายจ่ายเล็กๆ ที่ไม่จำเป็น ซึ่งเมื่อสะสมต่อเนื่องสามารถกลายเป็นค่าตั๋วเครื่องบินได้จริง2. เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายให้มีมูลค่าเพิ่มรายจ่ายประจำสามารถกลายเป็นทุนเดินทางได้ หากบริหารอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการรวมค่าใช้จ่ายคงที่ผ่านบัตรเครดิตเพื่อสะสมคะแนน หรือการใช้คะแนนสะสม เช่น KTC FOREVER แลกรับส่วนลดค่าตั๋ว ที่พัก และบริการท่องเที่ยว ช่วยลดการใช้เงินสดโดยไม่ต้องเพิ่มงบ3. ออกแบบทริปให้สอดคล้องกับกำลังเงินทริปที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่ต้องเหมาะกับสภาพคล่อง เริ่มจากงบที่มีจริงแล้วเลือกจุดหมายปลายทางตามนั้น แบ่งงบอย่างสมดุล และเลือกเดินทางช่วงนอกฤดูกาล ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 30–50%สำหรับแก่นของทริปในฝัน จึงไม่ใช่จำนวนเงินในบัญชี แต่คือวินัย การวางแผน และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างชาญฉลาด เพื่อให้การเดินทางเป็นความสุข ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของภาระหนี้แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000004150
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การดำเนินชีวิต
15/01/2026
เอไอเอ ประเทศไทย เริ่มต้นศักราชใหม่ 2569 อย่างเป็นทางการ กับงาน AIA Agency Leaders Kick Off 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ต้อนรับปีม้าที่รวดเร็วและทรงพลัง พร้อมส่งต่อสมการสู่ความสำเร็จ “สร้าง x เสริม = สำเร็จยกกำลัง 2” โดยจะมุ่งส่งเสริมศักยภาพของพลังตัวแทนเอไอเอ ประเทศไทย ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อพร้อมดูแลและวางแผนด้านชีวิต สุขภาพ และการเงินให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ ให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ในงานปีนี้ได้รับเกียรติจากคุณหลี่ หยวน ชยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ ที่ได้ส่ง VTR กล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งคุณตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาค ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมงานและขึ้นกล่าวต้อนรับผู้บริหารหน่วยที่เข้าร่วมงานกว่า 5,000 ท่าน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเอไอเอ และแขกผู้มีเกียรติอีกเป็นจำนวนมาก ณ Icon Siam Hall ชั้น 7 Icon Siam และยังได้จัดถ่ายทอดสดไปยัง 4 จุด ในจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และนครราชสีมา เพื่อให้ท่านผู้บริหารหน่วยเอไอเอได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานคุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย ได้ขึ้นกล่าวถึงนโยบาย และทิศทางการทำงานของเอไอเอ ที่มุ่งพัฒนา ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมเพื่อส่งมอบความคุ้มครองที่ยั่งยืนให้แก่คนไทย พร้อมด้วยไฮไลท์ของงาน โดย คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย ได้ประกาศถึงกลยุทธ์การทำงานของพลังตัวแทนในปี 2569 ซึ่งเน้นต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา พร้อมมุ่ง สร้าง (ตัวแทนใหม่ที่มีคุณภาพ) เสริม (ศักยภาพรอบด้าน) เพื่อก้าวสู่ความ สำเร็จแบบยกกำลัง 2 เพราะนี่คือ สมการสู่ความสำเร็จ เพื่อความยั่งยืนในอาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน ประกันชีวิต และสุขภาพ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากท่านผู้บริหารระดับสูงที่ได้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วย คุณสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้มาบอกถึงภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 รวมถึงการสนับสนุนจากฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ โดยคุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น การสนับสนุนจากฝ่ายการตลาด โดยคุณชลิดา นครชัย และการสนับสนุนจากฝ่ายปฏิบัติการ โดยคุณสุธนิศร์ สุริโยทัย เพื่อช่วยเสริมศักยภาพและติดอาวุธการทำงานให้กับพลังตัวแทน พร้อมแชร์สมการสู่ความสำเร็จให้กับท่านผู้บริหารหน่วยในการก้าวสู่ความสำเร็จแบบยกกำลัง 2 ในปี 2569
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
12/01/2026
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ (ที่ 5 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก ร่วมออกบูธส่งต่อความห่วงใยให้พี่น้องคนไทย และมอบประกันอุบัติเหตุ “กรมธรรม์ประกันภัยอุ่นใจข้ามปี” โดยกรมธรรม์มีระยะเวลาคุ้มครองนาน 30 วัน ด้วยวงเงินคุ้มครองชีวิตสูงถึง 100,000 บาทต่อกรมธรรม์ กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ พร้อมรับผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุด 5,000 บาท และสนับสนุนหมวกนิรภัยจำนวน 100 ชุด ให้แก่ประชาชนทั่วไป และผู้ขับขี่เดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ ผ่าน พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา และนายสามารถ ทับศรีนวล นายกสมาคมออฟโรดไทยช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง(สอทช.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมคุมประพฤติ มูลนิธิเมาไม่ขับ สมาคมออฟโรดไทย สภากาชาดไทย รวมถึงภาคประชาชน ในงานกิจกรรมรณรงค์ “ปีใหม่ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีความคุ้มครองอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความอุ่นใจในการวางแผนเดินทาง สอดคล้องตามคำมั่นสัญญา ‘เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น - Healthier, Longer, Better Lives’ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ)
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
09/01/2026
ตอกย้ำเบอร์หนึ่ง FA ในประเทศไทย มอบ Career Achievement Bonus (CAB) ทำ 10 ปี รับโบนัส 10 ล้านบาทกรุงเทพฯ, 8 มกราคม 2569 – เอไอเอ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมประกันชีวิตและสุขภาพ เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยการเปิดตัว AIA FA รูปแบบใหม่ “FA 4.0 : The Ultimate Success” เดินหน้ากลยุทธ์สร้างตัวแทนใหม่ที่มีคุณภาพ พร้อมยกระดับมาตรฐาน FA สู่บรรทัดฐานใหม่ของวงการประกันชีวิตไทย โดยโครงการ FA 4.0 มุ่งเน้นการพัฒนาที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิต การเงิน และสุขภาพ ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ทักษะ (Skills), รายได้ (Income), และเส้นทางอาชีพ (Career Path) โดยผสานแนวคิดการเติบโตภายใต้สมการ “สร้าง x เสริม = สำเร็จยกกำลัง 2” เพื่อขยายฐานตัวแทนใหม่ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องหนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือการเปิดตัว Career Achievement Bonus (CAB) 5:10 ซึ่งเป็นกลไกสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับอาชีพ FA ด้วยการมอบโบนัส 5 ล้านบาทเมื่อทำงานครบ 5 ปี และ 10 ล้านบาทเมื่อครบ 10 ปี โดยเอไอเอ ประเทศไทย เป็นแห่งแรกที่ริเริ่มโครงการดังกล่าว และจ่ายโบนัสไปแล้วกว่า 860 ล้านบาท สะท้อนแนวคิด “เพิ่มความมั่งคั่ง บนความมั่นคงในอาชีพ FA” พร้อมออกแบบ Ecosystem เพื่อสนับสนุน FA แบบครบวงจร อีกทั้งยังเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรม ที่นำ AI Role Play มาใช้เป็นเครื่องมือฝึกทักษะการขายและการให้คำปรึกษาเสมือนจริงคุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เอไอเอพัฒนาโครงการ AIA FA มาอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับการขยาย FA Center ให้ครอบคลุมเมืองหลัก ๆ ทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีทั้งสิ้นแล้ว 19 แห่ง พร้อมยังได้ต่อยอดนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ ๆ เช่น AI Role Play เพื่อฝึกทักษะการขายและการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ ซึ่งจากการที่เอไอเอไม่ได้มอง FA เป็นเพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นกลยุทธ์เชิงโครงสร้าง ในการสร้างตัวแทนคุณภาพ บทบาทของ FA จึงได้ถูกยกระดับจากการเป็นเพียงตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิต การเงิน และสุขภาพอย่างครบวงจร เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการส่งมอบความคุ้มครองและช่วยลูกค้าในการวางแผนชีวิต สุขภาพ และการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ให้คนไทยได้มีความมั่นคงและมั่งคั่งอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยให้ทัดเทียมระดับโลก“ซึ่งจากสถิติจำนวน FA ของเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมคุณภาพงานที่เพิ่มขึ้น กว่า 58% ของตัวแทนที่ได้รับคุณวุฒิ MDRT เป็นตัวแทน FA และกว่า 80% ของตัวแทนที่เติบโตสู่ตำแหน่งผู้บริหารหน่วยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มาจากโครงการ FA ที่สำคัญรายได้เฉลี่ยของ FA สูงกว่าตัวแทนทั่วไป และอัตราการอยู่ในอาชีพ (Retention) ยังอยู่ในระดับสูง“อีกหนึ่งโครงการที่ถือเป็นกลไกส่งเสริมการเติบโตระยะยาวของอาชีพ FA นั่นคือ Career Achievement Bonus (CAB) หรือเรายกให้เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จแก่ FA ซึ่งที่ผ่านมาเอไอเอได้จ่าย โบนัส CAB 5 ปี 5 ล้านบาท ให้แก่ FA แล้วกว่า 172 ท่าน รวมมูลค่ากว่า 860 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเข้าสู่ปีที่ 4 ในปีนี้ โดยปีนี้สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ FA 4.0 เรามีแรงจูงใจให้มากขึ้น ด้วย CAB 5:10 ทำงาน 5 ปี รับ 5 ล้านบาท และทำงาน 10 ปี รับ 10 ล้านบาท สะท้อนแนวคิดเพิ่มความมั่งคั่ง บนความมั่นคงในสายอาชีพ”คุณอลิสา กล่าวทิ้งท้ายว่า “เอไอเอเชื่อว่าการลงทุนใน FA คือการลงทุนระยะยาว ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าให้ทั้งองค์กร ตัวแทน และลูกค้า เรามุ่งเน้นที่การพัฒนาผู้นำและผู้บริหารหน่วย โดยผู้ที่เข้าหลักสูตร FA จะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้บริหารหน่วยที่มีประสบการณ์จริง และโค้ชผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาบุคลากรให้เติบโตสู่ระดับผู้บริหารโดยเฉพาะ ที่สำคัญเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น เน้นการออกภาคสนามและลงมือปฏิบัติ สามารถเรียนจบได้ภายใน 6 เดือน หรือเร่งจบได้ตามความต้องการ พร้อมกันนี้เรายังมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของ Ecosystem ทั้งระบบควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เอไอเอ ยังคงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม มีตัวแทนเป็นช่องทางขายหลัก และมีบุคลากรที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศ โดย FA 4.0 นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของอาชีพที่ปรึกษาด้านประกันชีวิต การเงิน และสุขภาพให้กับประเทศ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Lives”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
29/04/2024
03/09/2024
30/04/2024
29/04/2024
29/04/2024